เมื่อวันที่ 5 กันยายน เป็นวันโหวตเลือกนายกฯ คนใหม่ ได้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งนอกจากนายอนุทินก็ “ไม่รู้เอาใคร” เนื่องจากนายชัยเกษม นิติสิริ ดูทรงมาแบบงงๆ เจ้าตัวยังให้สัมภาษณ์สื่อบางเจ้าก่อนวันโหวตอยู่เลย ทำนองว่า ไม่รู้เรื่อง คนเพื่อไทยไม่ได้มาหา แต่ถ้าให้เป็นนายกฯ ก็เป็นได้.. จนคนอยากเป็นนายกฯหลายคนปวดใจว่าทำไมกับบางคนส้มหล่นง่ายดาย แต่ก็นั่นแหละบุญวาสนาอย่าไปแข่ง

เลยเหลือเสี่ยหนู อนุทินนี่แหละที่ดูมีความตั้งใจ ทำไมพรรคส้มไปร่วมกับภูมิใจไทย ไม่จับมือกับเพื่อไทย ?  รวมตัวสองพรรคเสียงเกือบสามร้อยเป็นรัฐบาลได้ ..เรื่องนี้ดูเหมือนเจ๊เจี๊ยบ อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีต สส.ก้าวไกลน่าจะพูดตรงที่สุด แนวๆ ว่า ความหมั่นไส้ยังไม่จาง ที่เพื่อไทยฉีกเอ็มโอยูตั้งนายกฯ ที่ทำร่วมกับพรรคก้าวไกลแต่แรก , ไม่ชอบที่เพื่อไทยใช้ไอโอโจมตีพรรคส้ม และเหตุผลที่ดูจะมี“ความสัมพันธ์เชิงประโยชน์”กันมากที่สุด คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การที่ สว.เป็นสีน้ำเงิน จะผ่านการแก้รัฐธรรมนูญง่ายขึ้น ( ต้องใช้เสียง สส.+ สว.)

ภูมิใจไทยจะเป็น‘รัฐบาลเสียงข้างน้อย’ ที่ควบคุมง่ายกว่า ถ้าไม่โหวตอะไรให้รัฐบาลภูมิใจไทยก็ล้มทันที ตรงข้ามกับเพื่อไทยที่มีเสียงมากกว่า ถ้าเบี้ยวก็ควบคุมยากกว่า มีโอกาสจะไม่ยุบสภาในกำหนด 4 เดือนสูงกว่า เปลี่ยนแกนนำรัฐบาลมีผลดีกับสถานการณ์ชายแดนมากกว่าให้เป็นรัฐบาลเดิม และเหตุผลติดตัวเพื่อไทยมาตลอดคือ “เพื่อไทยไม่ใช่พรรคการเมือง แต่ชัดเจนว่าเป็นเพียง “บริษัทจำกัด” ที่ทุกคนเป็นลูกจ้างทักษิณ และเรื่องเขากระโดงไม่ต้องจัดการอะไรเพราะมันเข้าสู่กระบวนการกฎหมายแล้ว”

เหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นวันที่ 5 ก.ย.ที่โหวตนายกฯ โดยขานชื่อ ..ลักขณา ปันวิชัย หรือเจ๊แขก หรือคำผกา ผู้สถาปนาด้อมกองเชียร์เพื่อไทยได้ชื่อว่าเป็นด้อมนางแบก สื่อสารผ่านสื่อของตัวเอง  กับพิธีกรชายอีก 2 คนและพูดคำหยาบ   มันบานปลายไปเมื่อเจ๊แขกไปพากย์เสียงตอนหมิว-สิริลภัส กองตระการ สส.กรุงเทพ พรรคประชาชน ( ปชน.) ขานชื่อเสี่ยหนู ..ถ้อยคำนั้นมันไปล้อเลียนหรือทำร้ายใจคนเป็นโรคซึมเศร้า เพราะไปล้อเรื่องที่หมิว สิริลภัส ป่วยด้วยโรคนี้ ( และเจ้าตัวก็รณรงค์เรื่องการจัดงบจิตแพทย์เพิ่ม เนื่องจากเดี๋ยวนี้ผู้ป่วยเยอะจิตแพทย์ขาดแคลน )

หลายฝ่ายเรียกร้องให้แขก คำผกาแสดงสปิริตรับผิดชอบ แต่ดูเหมือนเจ้าตัวยักไหล่ไม่ยี่หระเท่าไร พร้อมกับบอกว่า เมื่อตัวเองเป็นคนสาธารณะก็ต้องพร้อมรับทั้งดอกไม้ทั้งก้อนอิฐ ..ขณะที่คำผกาไปเรื่องอื่นนานแล้ว ชาวเน็ตยังตามด่า แต่ไม่รู้จะขุดความบ้งอะไรของนางมาประจาน ค่าที่ทำอะไรก็เปิดเผยไปหมด ศัตรูผรุสวาทด่า คำผกา quote มาตอบเป็นข้อๆ ว่า..ที่หล่อนพูดก็ไม่ได้ผิดนะ….นับว่าเป็นคนมีภูมิคุ้มกันตัวเองดีจนน่าอิจฉา แต่อย่าไปยอมรับว่าสิ่งที่นางแสดงออกเป็นเรื่องที่ดีหรือยอมรับได้ มิฉะนั้น bully กันไปมา จะบานปลายเป็นความรุนแรงที่ประทุษต่อร่างกาย

ด้านหนึ่ง อาจมองได้ว่า คำผกา หรือเจ๊แขก ก็แค่จุดเล็กๆ จุดหนึ่งบนปรากฏการณ์ภาพใหญ่ของสังคมไทย นั่นคือ “ความแตกต่างด้านความเห็นทางการเมือง แล้วใช้ความเกลียดชังห้ำหั่นกัน” คนไทยแตกแยกทางความคิดมาตั้งแต่ช่วงปี 48-49 เริ่มจากม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ( พธม.) โจมตีทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่าขาดจริยธรรมในการพยายามแปรรูปรัฐวิสาหกิจก่อน ทางฝั่งเกลียด พธม.ก็ว่า เพราะสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่พอใจที่โดนริบเวลาจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ..( ตอนนั้นลือกันว่า โดนริบเพราะอดีตนายกฯแม้วไม่พอใจกับรายการตอน“ลูกแกะหลงทาง” )

เมื่อมีการตั้งขบวนม็อบ ก็สื่อสารกันแบบเอามันส์สะใจ จะให้ยืนอ่านตำราให้ม็อบฟังเห็นทีกูกลับบ้านนอนดีกว่า พูดไปพูดมา เอาแกนนำพูด ผู้ร่วมม็อบพูดก็มันปากกันใหญ่ ข่าวจริงข่าวปล่อยมั่วไปหมด ตอนนั้น เนวิน ชิดชอบ ตั้งเครือข่ายสีน้ำเงินขึ้นมาชน มีวีรกรรมบุกล้อมตึกเนชั่นทีวี ซึ่งว่ากันว่า วันที่ 20 ก.ย.49 ที่ พธม.จะเดินขบวนใหญ่ จะต้องฟาดกับมวลชนจัดตั้งกลุ่มหนึ่ง ขณะนั้น บิ๊กบัง สนธิ บุณยรัตกลิน เลยใช้เป็นข้ออ้างยึดอำนาจคืนวันที่ 19 ก.ย.

ต่อมา กลุ่มทักษิณชนะเลือกตั้งในนามรัฐบาลพลังประชาชน ก็โดนคดียุบพรรคว่า แกนนำพรรคมีส่วนในการซื้อเสียง ขั้วเนวินย้ายออกจากพลังประชาชนไปตั้งกลุ่มภูมิใจไทย ม็อบแดงบังเกิดปี 52 ในช่วงนั้นก็มีความรุนแรงทางความคิด ทางการใช้ภาษาอยู่มาก ..เอาเป็นว่า ม็อบใหญ่เมื่อไรสารพัดความรุนแรงทางภาษาแล้วกัน ม็อบ กปปส. ม็อบส้ม ก็มี นอกจากความรุนแรงทางภาษาแล้วยังต้องระวังเรื่องข่าวลือ ข่าวปล่อยด้วย จึงเป็นที่น่าจะกำหนดในหลักสูตรการศึกษาหรือในสื่อหลัก  คือการรู้เท่าทันสื่อและข่าวสาร ..คนเรามีแนวโน้มจะเชื่ออะไรที่สอดคล้องกับความคิดหรืออุดมการณ์เดิมของตัวเองก็จริง แต่ต้องสอนให้คิดในมุมอื่นด้วย อย่าคิดอะไรเป็นขาว-ดำไปเลย  

และต้องมีภูมิต้านทานในการต้องรับรู้รับฟังประทุษวาจา หรือการกลั่นแกล้งรังแกที่มาจากกลุ่มขั้วความคิดตรงข้ามเราให้ได้ด้วย ..กรณีของหมิว สิริลภัส กับแขก คำผกา ก็เป็นแค่เหตุการณ์ประทุษวาจาอันหนึ่งในกระแสความขัดแย้งฝังลึกของไทย ซึ่งอาจดังขึ้นมากว่าคดีอื่นเพราะคนไทยค่อนข้างเห็นอกเห็นใจผู้มีปัญหาสุขภาพจิตอย่างซึมเศร้า ( อาจประกอบกับความชังผู้ bully เป็นทุนเดิม ) ก่อนหน้านี้ก็มีเรื่อยๆ นางแบกก็โดนหมอที่เป็นถึงอาจารย์วิทยาลัยดังในอเมริกาหาว่า “ป่วยทางจิต” ทั้งที่เมื่อดูๆ กลุ่มนางแบกก็คือกลุ่มที่เชื่อมั่นในอุดมการณ์อะไรสักอย่าง และปกป้องอุดมการณ์นั้น..แบบที่ว่า พูดกันตรงๆ ก็เหมือนส้ม เหมือนสลิ่มนั่นแหละ

หรือแสนปิติ สิทธิพันธุ์ ลูกชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่า กทม. ก็เคยโดนอ่วม แสนปิติไม่ชอบเยาวชนส้มนักบอกว่าเคลื่อนไหวอะไรแบบก้าวร้าว… โพสต์ความเห็นไปก่อนเลือกตั้ง วันนั้นแหละ ทัวร์ลงหนักจนเจ้าตัวตัดพ้อว่าทำไมโหดร้ายกับเขานัก ..เพราะส่วนหนึ่งไปล้อเลียนความพิการของเขา นี่ขนาดคุณทริป ชัชชาติเป็นขวัญใจคนเมืองหลวง ( ซึ่งเป็นกองเชียร์ส้มเยอะ ) ลูกชายเขายังโดนไม่ใช่น้อย .. ไม่ว่าจะอยู่ฝั่งอุดมการณ์ไหนก็โดนหมด การเชียร์การเมืองแรงๆ ไม่ได้มีแค่ที่ไทย อเมริกา ระหว่างเดโมแครตกับรีพับบลิกันเขาก็แรงใส่กันใช่น้อย จึงเป็นปกติของการเมืองระบอบประชาธิปไตย

ว่าไป ไม่รู้จะโยนให้ใคร เรื่องแก้ปัญหาการประทุษร้ายทางวาจาหรือ bully  เอาแค่ว่า เบื้องต้นอย่ากระทำต่ออัตลักษณ์เปราะบาง แต่สังคมควรมีอะไรมากกว่านั้นไหมเพื่อให้เกิดความสงบสุข ? คงต้องฝากรัฐบาลใหม่คิดอีกเรื่อง เพื่อสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดให้ได้ จะเกรียนใส่กันก็มีขอบเขต.

………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่