ดอกไม้ที่ถูกส่งแสดงความยินดีกับนายกฯ คนใหม่นั้น ที่ปรากฏชื่อ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภา ก็ถูกโฟกัสมากหน่อย และที่ยิ่งถูกโฟกัสมาก ๆ คือดอกไม้จาก คุณหญิงพจมาน ที่ถูกส่งก่อนวันมีคำพิพากษา ทักษิณ ชินวัตร คดีชั้น 14 ที่ผลคดีเป็นเช่นไรก็ดังที่ทราบ ๆ กัน ทั้งนี้ การเมืองเรื่องดอกไม้มีการวิเคราะห์ไว้อย่างไรบ้าง…ก็ว่ากันไป ส่วน ณ ที่นี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะชวนดูกรณี “ภาษาดอกไม้”

ชวนดูในภาพรวมมิใช่มุ่งที่การเมือง

ดอกไม้” ก็ถูกมนุษย์ “ใช้ในเชิงภาษา”

ที่ในไทยมีงานวิชาการศึกษาน่าสนใจ

เกี่ยวกับ “ดอกไม้-การมอบดอกไม้” ในแง่ “ความหมาย-สัญลักษณ์” ที่เสมือน “การสื่อสาร” รูปแบบหนึ่งระหว่าง “ผู้ให้ดอกไม้-ผู้รับดอกไม้” ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูลนั้น ในเชิงวิชาการให้ความสนใจศึกษา ทั้งในมุมการสื่อความหมาย และมุมมองทางศิลปะ โดย นงนภัส วงศ์พานิช ในฐานะนักศึกษา หลักสูตรศิลปมหาบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลปศึกษา ระดับปริญญามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้สะท้อนเรื่องนี้ไว้ในวิทยานิพนธ์ ปีการศึกษา 2565 ที่มีชื่อหัวข้อว่า “ผู้หญิงกับดอกไม้” โดยได้อธิบาย “ความสำคัญของดอกไม้” ในฐานะที่ “ถูกนำมาใช้เป็นภาษารูปแบบหนึ่ง”

ทาง นงนภัส ได้เกริ่นถึงความสำคัญของ “ดอกไม้” ไว้ โดยระบุว่า… คือสิ่งมีชีวิตบนโลกที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อให้โลกนี้สวยงาม และส่งผลโดยตรงต่อจิตใจมนุษย์ เช่น ทำให้เกิดพลังและความมีชีวิต ช่วยให้รู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวาและผ่อนคลาย ผ่านรูปร่าง รูปทรง สีสันต่าง ๆ โดยดอกไม้แต่ละชนิดจะต่างกัน บางชนิดมีรูปทรงนุ่มนวล บอบบาง อ่อนนุ่ม บางชนิดมีจังหวะและลีลาที่มีลักษณะแข็งแรง มั่นคง ดอกไม้จึงมีเรื่องราวและความหมายในแบบตนเอง ที่ทำให้เกิดสุนทรียภาพจากการมองเห็น อีกทั้ง “ดอกไม้” ยังส่งผลต่ออารมณ์ และความรู้สึก รวมถึง“แอบแฝงด้วยนัยอันลุ่มลึก”

ในแหล่งข้อมูลดังกล่าวระบุไว้อีกว่า… ดอกไม้” นั้น ถูกใช้เป็นสิ่งแทนใจที่มนุษย์มอบให้กัน ถูกใช้เป็นของขวัญในทุกโอกาส โดย ถูกนำมาใช้สร้างความประทับใจให้กับผู้รับ ตลอดจนดอกไม้แต่ละชนิดนั้นยัง ถูกใช้เป็นตัวแทนสัญลักษณ์ ของความรัก และความหมายดี ๆ ในเรื่องต่าง ๆ ทำให้ “ความหมายของดอกไม้” เปรียบดั่ง “ภาษาดอกไม้”ที่มนุษย์ได้นำมาใช้เพื่อเป็น “สื่อแทนความหมาย”เมื่อเลือกดอกไม้และมอบดอกไม้ให้กับผู้ที่ได้รับดอกไม้…

เสมือน “ตัวแทนความรู้สึกของผู้ให้”

หรือ “แม้กระทั่งใช้สื่อแทนคำขอโทษ”

ทั้งนี้ ถามว่า…ในฐานะ“ภาษาดอกไม้” ดอกไม้แต่ละชนิดมีความหมายอย่างไร? ทางผู้จัดทำวิทยานิพนธ์ดังกล่าวก็ได้ระบุไว้ดังนี้… ดอกทานตะวัน” หมายถึง ความรักที่มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง,ดอกโบตั๋น” หมายถึง ความเป็นมงคล โดยการมอบให้ใครก็เพื่อต้องการสื่อถึงการอวยพรให้มั่งคั่ง โชคดี มีเกียรติยศ, ดอกบัว” หมายถึง ความบริสุทธิ์ ความอุดมสมบูรณ์ ความดี และเป็นสัญลักษณ์แทนปัญญา กับการหลุดพ้น, ดอกเบญจมาศสีขาว” หมายถึง ความซื่อสัตย์ภักดี สูงศักดิ์ และทรงเกียรติ, ดอกกุหลาบสีชมพู” หมายถึง ความสง่างาม อ่อนโยน หรือความรักโรแมนติกหวานซึ้งที่ผู้ให้มีต่อผู้รับ

ดอกพลับพลึง” หมายถึง การยอมแพ้ หรือการพลัดพรากที่ไม่มีวันหวนกลับมา, ดอกมะลิ” หมายถึง ความปรารถนาดี เป็นที่รักและคิดถึงของคนทั่วไป อีกทั้งยังเป็นสื่อแทนความกตัญญู, ดอกคาร์เนชั่นสีขาว” หมายถึง การแสดงความชื่นชมยินดีตามแต่วาระต่าง ๆ, ดอกคาร์เนชั่นสีแดง” หมายถึง ความรักที่ลึกซึ้ง บริสุทธิ์ใจ หรืออาจหมายถึงความหลงใหล กับความปรารถนาดี, ดอกคาร์เนชั่นสีชมพู” หมายถึง ความรักที่ผลิบานสดใส, ดอกเยอบีร่า” หมายถึง จิตใจบริสุทธิ์ไร้เดียงสา กับหัวใจที่เข้มแข็ง, ดอกไฮเดรนเยีย” หมายถึง คำขอบคุณ หรือขอบคุณที่เข้าใจกัน, ดอกไลเซนทัส” หมายถึง การใส่ใจเอาใจใส่ หรือมิตรภาพที่ยั่งยืน, ดอกกล้วยไม้” หมายถึง ความประเสริฐ หรือความงามที่ละเมียดละไม …นี่เป็น “ภาษาของดอกไม้” โดยสังเขปจากที่ถูกประมวลไว้ในแหล่งข้อมูลเชิงวิชาการดังกล่าว ที่แต่ละชนิดก็ล้วนมีความหมายในตัว

และทาง นงนภัส วงศ์พานิช ยังได้มีการระบุไว้ในวิทยานิพนธ์หัวข้อ “ผู้หญิงกับดอกไม้” ด้วยว่า… ดอกไม้ถือเป็นสัญลักษณ์สากล ที่ผู้คนใช้มอบให้กันเป็นเวลานานแล้ว เพราะเชื่อว่า… ดอกไม้สามารถสื่อสารแทนคำพูดและความรู้สึกได้ซึ่งจุดเริ่มต้นของการ “สื่อสารความรู้สึกผ่านดอกไม้” นั้น สันนิษฐานว่าเริ่มต้นสมัยวิคตอเรียนซึ่งผู้คนส่วนใหญ่มักคิดว่าการแสดงออกทางอารมณ์โจ่งแจ้งเป็นมารยาททางสังคมที่ไม่ดีไม่งาม จึงได้มีการนำดอกไม้มาใช้แทนคำพูดและความรู้สึก จนเกิดเป็นกระแสและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งถึงแม้ปัจจุบันการใช้ดอกไม้เป็นตัวแทนการสื่อสารอาจไม่จริงจังเท่าสมัยก่อน ๆ แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากที่เลือกส่งดอกไม้ให้กันในวาระต่าง ๆ เพราะยังคงเป็นเหมือนสิ่งที่สื่อได้เป็นรูปธรรมจากผู้มอบถึงผู้รับ

เหล่านี้เป็นโดยสังเขปภาษาดอกไม้”

ที่ถูกโฟกัส “สะท้อนภาษาการเมือง?”

เป็น “การเมืองกับดอกไม้ก็น่าคิด?”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์