การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ของ ’อนุทิน ชาญวีรกูล“ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ต้องถือว่า ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีเท่านั้น แต่เป็นบทพิสูจน์สำคัญ!! ที่จะกำหนดอนาคตของพรรคการเมืองสีน้ำเงินในครั้งนี้ ด้วยถ้อยแถลงต่อประชาชนคนไทยทั้งประเทศเมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่ตอกย้ำเรื่องของการพูดแล้วทำ การทำงานแบบไม่หยุดพัก ไม่มีวันพักร้อน โดยปักธงแก้ไขปัญหาใน 4 ด้าน ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง ภัยธรรมชาติ และปัญหาสังคม
แต่เหนือสิ่งอื่นใด!! ด้วยข้อจำกัดในเงื่อนของเวลา 4 เดือน ในการยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชนตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นในปีหน้า แม้ในข้อเท็จจริงทั้งหมดการทำงาน การรักษาการของรัฐบาลอาจยืดไปจนถึง 8-9 เดือน ก็ตาม แต่ด้วยระยะเวลาที่จำกัดเช่นนี้ การจะเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจแบบเห็นผล… จึงแทบมองไม่เห็น เพราะเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะเวลาอันสั้น
งัดกลยุทธ์ควิก-วิน
ด้วยเหตุนี้…รัฐบาลของ นายกฯหนู–อนุทิน จึงต้องงัดกลยุทธ์ “ควิก–วิน” ที่ต้องสร้างผลงานที่จับต้องได้และเห็นผลได้เร็วที่สุด อย่างที่โจษจันกันอยู่ในเวลานี้ ก็คงเป็นเรื่องของโครงการ “คนละครึ่ง” ที่มีผลสำรวจ มีบทพิสูจน์ ให้เห็นเด่นชัดแล้วว่า “โดนใจ” ประชาชนคนไทยทั้งประเทศ แถมยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกต่างหาก เพราะ 1 บาท ที่รัฐบาลใส่เงินลงไป จะช่วยทำให้เศรษฐกิจหมุนต่อไปได้อย่างน้อย 1.3-1.8 รอบ เมื่อผนวกรวมเข้ากับการเบิกจ่ายงบประมาณในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 69 ก็ยิ่งทำให้เศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนที่เหลือจากนี้คึกคักมากขึ้น จนหมุนให้เศรษฐกิจทั้งปี 68 นี้สามารถยืนเหนือ 2.5% ได้
ไม่เพียงเท่านี้!! “นายกฯหนู” ยังขนทัพรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจที่เป็นคนนอกเข้ามาร่วมทีม กลยุทธ์ดึง “รมว.คนนอก” เข้ามาร่วมงานทางด้านเศรษฐกิจ ครั้งนี้ถือว่าได้ผลชัดเจน เพราะไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ ภาคเอกชน หรือนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ หรือแม้แต่ประชาชนคนไทยตาดำ ๆ เองก็ตาม ต่างให้ความเชื่อมั่นกับรายชื่อของบุคคลเหล่านี้ ส่วนฝีมือจะดีแค่ไหน? ก็คงต้องรอเวลาให้เป็นเครื่องพิสูจน์!! เพราะอย่าลืมว่า…ข้อจำกัดในการแสดงฝีมือครั้งนี้ นอกจากเรื่องของระยะเวลาแล้ว ยังหมายรวมไปถึง งบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ย ที่ได้กลายเป็นความท้าทายของรัฐบาลไม่น้อย
โอกาสนี้ “ทีมเศรษฐกิจ เดลินิวส์” ได้รวบรวมความเห็นของคนส่วนหนึ่งที่ “ต้องการ” จาก “รัฐบาลหนู 1” เพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดต่อไปท่ามกลางพายุสารพัดลูกที่ถาโถมเข้าใส่…เริ่มจาก

ฝากความหวังฟื้นรากหญ้า
“สรเทพ โรจน์พจนารัช” ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ที่อยากเห็นทีมเศรษฐกิจของนายกฯหนู เร่งทำงานในด้านต่าง ๆ โดยเร็ว เพราะเข้าใจว่า 4 เดือน สำหรับนายกฯอนุทิน คงทำงานไม่ทันและได้อะไรไม่มากในการเข้ามาแก้ไขปัญหา แต่ขอฝากว่า ภาคธุรกิจระดับรากหญ้า และเอสเอ็มอีรายเล็กที่เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ซอมบี้ เพราะไม่มีกระแสเงินสดรวมถึงการแบกภาระดอกเบี้ยเงินกู้ที่มีอย่างต่อเนื่องในช่วงโควิด ดังนั้นขอฝากความหวังในระยะสั้นให้เร่งออกมาตรการเร่งด่วนก่อน
ขณะเดียวกันในส่วนของ รมว.พาณิชย์ ก็ต้องเร่งลงมือทำควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคต่าง ๆ เพื่อลดค่าครองชีพให้ประชาชน เพราะที่ผ่านมากลไกราคาผิดปกติไปมาก เช่น ราคาสินค้าเกษตรหน้าฟาร์มราคาตกแต่พอมาถึงมือผู้บริโภคกลับสูง เช่นเดียวกับ รมว.พลังงาน ก็ต้องเร่งออกมาตรการระยะสั้น ควบคุมราคาค่าไฟ ค่าน้ำมัน เพื่อให้ไตรมาสสุดท้าย จะได้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และภาคธุรกิจต่าง ๆ ได้ ที่สำคัญจะเป็นการกระตุ้นจีดีพีของประเทศไปได้ด้วย เพราะเศรษฐกิจของประเทศไทยบอบช้ำมานานมาก โดยเฉพาะเอสเอ็มอี รวมถึงพ่อค้าแม่ขายระดับรากหญ้า
นอกจากนี้ต้องการให้กระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ด้วยการ เพิ่มกำลังซื้อจับจ่ายของประชาชน พ่อค้าแม่ขายด้วยโครงการคนละครึ่ง เพราะจะสามารถพยุงภาคเศรษฐกิจรากหญ้าได้ทันที รวมทั้งต้องเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เอสเอ็มอี ร้านอาหารรายย่อยด้วยการใช้มาตรการภาษี ซึ่งรัฐไม่ต้องใช้งบประมาณ โดยให้บุคคลธรรมดาสามารถเก็บใบกำกับภาษีจากร้านอาหารไปลดหย่อนภาษีได้ในปี 70 ไม่เกิน 20,000 บาท และ นิติบุคคลสามารถใช้ใบกำกับภาษีจากการจัดงานเลี้ยง ประชุมสัมมนาเลี้ยงรับรองไปลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ไม่เกิน 2 แสนบาทด้วย
ที่สำคัญ….การเติมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็ม อีเป็นสิ่งที่จำเป็น โดยอยากให้เร่งออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลนให้ผู้ประกอบการดอกเบี้ยไม่เกิน 2.5% การทำแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวปลายปีทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและภายในประเทศแบบเร่งด่วนและบูรณาการระยะยาวของปี 69
ยก “บาทแข็ง” วาระชาติ
ขณะที่ในมุมของผู้ส่งออกทั้ง “ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์” นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ทั้ง “วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา” รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมอุตสาหกรรมอาหารอนาคตไทย ที่ออกมาส่งเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลใหม่ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของค่าเงิน โดยเฉพาะกรณีที่ค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไปและยังแข็งค่าต่อเนื่อง จนทำให้ต้องสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปโดยใช่เหตุ เพราะราคาสินค้าไทยแพงกว่าเพื่อนบ้าน ซึ่งรัฐบาลทั้งแบงก์ชาติ ต้องหยิบยกปัญหานี้ให้เป็น “วาระแห่งชาติ” เพื่อให้ปัญหาได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะเรื่องของการส่งออก ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของค่าเงินบาทแข็งค่าเท่านั้นที่เข้ามากระทบ แต่ยังมีปัจจัยในเรื่องของภาษีตอบโต้ของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทย เป็นจำนวนไม่น้อยเช่นกัน
โดยไม่ใช่เพียงแค่ป้องกันไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามากเกินไปเท่านั้น แต่ยังควรดำเนินการให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงสู่ระดับที่สามารถแข่งขันได้ และคงความมั่นคงไม่ให้เกิดความผันผวนรุนแรง โดยสถานการณ์นี้ถือเป็นวาระเร่งด่วน หากไม่มีการแก้ไขทันท่วงที ค่าเงินบาทที่แข็งและผันผวน จะเป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยอย่างมาก
เอาให้ชัดยานยนต์ไทย
หันมาที่ “วิสุทธิ์ เหมพรรณไพเราะ” นายกสมาคมผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว บอกไว้ชัดเจนว่า สิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ คือ “ความเป็นรูปธรรมของอุตสาหกรรมยานยนต์ว่ารัฐบาลใหม่จะส่งเสริมสนับสนุนและส่งเสริมให้ประเทศไทยไป ในทิศทางใด” เพราะต้องยอมรับว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยเป็นสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าไม่น้อยหรือติด 1 ใน 10 ของสินค้าส่งออกที่ทำรายได้เข้าประเทศจำนวนมหาศาล แต่ที่ผ่านมาด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การเข้ามาของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าจากจีนทำให้ยานยนต์ในประเทศเติบโตลดลง
เมื่อมีรัฐบาลใหม่สิ่งที่เกี่ยวข้องและใกล้ตัวที่สุดก็ คืออุตสาหกรรมยานยนต์อยากจะให้มีความชัดเจนว่ารัฐบาลจะประกาศว่าให้เดินไปในทิศทางใดอย่างที่ผ่านมามีนโยบายส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าหรือรถอีวี แต่ก็ยังมีความไม่ชัดเจนในหลาย ๆ ด้านซึ่งนโยบายในรายละเอียดนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และผู้ที่ได้รับการส่งเสริมส่วนใหญ่จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ขณะที่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องทั้งผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์ที่เป็นของคนไทยดั้งเดิม กลับไม่ได้รับการช่วยเหลือหรือส่งเสริม เพราะรถจีนที่เข้ามาได้ใช้ชิ้นส่วนจากประเทศของตนเองเพื่อผลิตส่งผลให้ซัพพลายเออร์ โดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอี ขณะนี้ต่างปิดกิจการไปกันมาก เพราะขาดสภาพคล่องเนื่องจากไม่สามารถขายของได้ และสถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้จึงทำให้กลายเป็นหนี้เสียเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ในส่วนของรถจีนมีการทำสงครามราคากดราคาขายในตลาดลดลงจึงทำให้กลไกไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็นประกอบกับเมื่อรถอีวีราคาถูกผู้บริโภคจึงไม่สนใจที่จะเข้ามาซื้อรถยนต์ใช้แล้วเพราะจ่ายเงินจำนวนใกล้เคียงกันแต่ได้รถใหม่และยังเป็นรถ
อีวี ดังนั้นตลาดรถที่ใช้แล้วจึงชะลอตัวลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา พร้อมกันนั้นรถแบรนด์ญี่ปุ่นก็มีการขายที่ลดลง ตรงนี้ก็เป็นอีกปัจจัยลบทำให้ไม่มีรถหมุนเวียนเข้าไปในตลาดรถยนต์ใช้แล้ว
“ยอมรับว่ารถยนต์มือสองในตอนนี้ขาดแคลน แต่ตลาดยังมีความต้องการดังนั้นคาดว่าตลาดรถมือสองจากนี้ไปราคาอาจจะปรับขึ้นอีก หากรัฐบาลไม่แก้ไขปัญหาเหล่านี้ก็จะหนักเพิ่มขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นควรจะเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดทั้งรถใหม่ที่เป็นนักลงทุนจากจีน ญี่ปุ่นหรือยุโรปรวมไปถึงผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้วสถาบันการเงิน ประกันภัยมาหารือร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จับเข่าคุยจะได้ช่วยกันแก้ไขปัญหา”
ทำให้คนไทยมีกินมีใช้
ด้าน “ชนินทร์ แพทย์ปรีดา” พนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ระบุว่า ปัญหาหลัก ๆ ที่อยากให้รัฐบาลเร่งทำ โดยหาวิธีทำให้ประชาชนมีกิน มีใช้ เนื่องจากตอนนี้เศรษฐกิจฝืดเคืองมาก ตอนนี้สิ่งที่รัฐบาลประกาศนโยบายคนละครึ่ง เวอร์ชันใหม่นี้ชอบมาก เพราะปกติเป็นคนเสียภาษีอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมา รู้สึกว่า ไม่ค่อยได้มาตรการช่วยเหลือจากรัฐเท่าไรนัก นโยบายนี้ทำให้รู้สึกว่าได้ประโยชน์จริง ๆ รวมทั้งต้องเข้ามาแก้ปัญหาหนี้ของประชาชนคนไทยโดยด่วน แต่ส่วนตัวยังคิดไม่ออกว่าจะแก้อย่างไร แต่อยากให้รับบาลแก้ให้ตรงจุด รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ค่าก๊าซหุงต้ม ซึ่งเป็นพื้นฐานของการใช้ชีวิต
อีกเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งทำ คือแก้ปัญหาสังคม โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้า ที่ตอนนี้ระบาดไปถึงเด็กและเยาวชนมากขึ้น มีการออกแบบเป็นเหมือนของเล่น เช่น รูปตุ๊กตาหมี มีเด็กเริ่มหาสูบบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น เป็นอันตรายต่อสุขภาพเยาวชนมากขึ้น หรือแม้แต่เรื่องของยาเสพติดที่ยังไม่สามารถแก้ได้แบบเบ็ดเสร็จ ขณะ ที่เรื่องกัญชา ซึ่งเป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ก็อยากให้มีกฎหมายเข้ามาควบคุมให้ถูกจุด ถ้าจะใช้เพื่อการแพทย์ ก็ต้องมีกฎหมายรองรับอย่างเข้มข้น มีการใช้ในวงจำกัด ไม่ใช่แพร่หลายได้ทั่วไป เพราะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรมได้
“อยากเห็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ ๆ ออกมา เพื่อทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย อย่างผม เป็นทั้งพนักงานเอกชน และอีกบทบาทก็เป็นพ่อค้าด้วย เรื่องคนละครึ่ง ก็ได้ประโยชน์ทั้ง 2 สถานะ เป็นเรื่องที่ดี นอกจากคนละครึ่ง ก็อยากให้มีนโยบายอื่น ๆ ประกอบกันด้วย เพื่อทำให้เศรษฐกิจมันฟูขึ้นมา ทำให้คนเชื่อมั่น กล้าใช้จ่าย เพื่อสร้างบรรยากาศการใช้จ่าย อยากให้รัฐบาลใหม่ จริงจัง ตั้งใจในการแก้ปัญหา เพื่อให้ทุกอย่างมันฟื้นมาได้ หลังจากซบเซามานาน”
เร่งปราบสแกมเมอร์
ขณะที่ “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Creden.co และ PaySolutions ผู้เชี่ยวชาญด้านอีคอมเมิร์ซ และที่ปรึกษาและนายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย (สมาคมอีคอมเมิร์ซไทย) ย้ำว่า ต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาแพลตฟอร์มโซเซียลมีเดีย ที่ปัจจุบันมีสแกมเมอร์หรือมิจฉาชีพที่หลอกลวงบนโลกออนไลน์ ใช้เป็นช่องทางการหลอกลวงทางออนไลน์ หลอกลวงการลงทุน และโฆษณาที่ผิดกฎหมาย ที่ยังพบเห็นและมีอยู่จำนวนมาก แม้รัฐบาลที่ผ่านมาได้เร่งแก้ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ลดลงไปบ้างแล้ว แต่ในส่วนของแพลตฟอร์มโซเชียลยังไม่มีมาตรการหรือการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังที่เห็นได้ชัดเจน ซึ่งปัจจุบันคนไทยมีการเล่นโซเชียลมีเดียติดอันดับต้น ๆ ของโลก กลุ่มมิจฉาชีพจึงอาศัยช่องทางนี้หลอกลวงคนไทยจำนวนมาก
นอกจากนี้ยังต้องเร่งแก้ปัญหาสินค้าที่ขายผ่านช่องทางออนไลน์ และอีคอมเมิร์ซผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่ไม่ได้คุณภาพ โดยเฉพาะสินค้าจากประเทศจีนที่ทะลักเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมากขึ้น จนส่งผลต่อผู้ประกอบการ โรงงานผลิตของไทย ที่ไม่สามารถแข่งขันได้เพราะมีต้นทุนที่สูงกว่า รวมถึงเมื่อมีเรื่องกำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกาที่บังคับใช้ไปแล้ว สินค้าจีนที่ส่งออกไปสหรัฐ ไม่ได้ ก็ต้องหาตลาดเพื่อระบายสินค้า ก็อาจจะทำไทยเป็นจุดหมายหนึ่งที่ทำให้ทะลักมาที่ไทยเพิ่มขึ้นด้วย แม้ที่ผ่านมาหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจะร่วมมือกันแก้ปัญหา แต่ก็ยังไม่เห็นผลเท่าที่ควร จึงอยากให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องนี้อย่างจริงจัง
ที่สำคัญรัฐบาลต้องส่งเสริมผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซไทย ให้สามารถส่งสินค้าไปขายในตลาดต่างประเทศได้ รวมถึง แพลตฟอร์มอีมาร์เก็ตเพลสของไทยให้แข่งขันได้ ไม่เช่นนั้นไทยจะมีแพลตฟอร์มจากต่างประเทศที่ครองตลาดไม่กี่ราย จนเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ค่าธรรมเนียมบริการต่าง ๆ ได้ตามต้องการ ส่งผลกระทบต่อพ่อค้า แม่ค้าไทยต้องยอมเพราะต้องพึ่งแพลตฟอร์มเป็นช่องทางขายออนไลน์
ทั้งหลายทั้งปวง!! เป็นเพียงข้อเรียกร้องส่วนเล็ก ๆ เท่านั้น ก็ต้องมารอดูว่าด้วยเงื่อนไขด้านเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียงแค่ 4 เดือนนั้น รัฐบาลชุดใหม่จะนำพาเพื่อคนไทยทั้งชาติ หรือแค่เพื่อประโยชน์ส่วนตัว!!.



