ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวไม่เพียงทำให้ผู้คนทั่วโลกฮือฮา ในมุมวิชาการด้านมานุษยวิทยาและสังคมวิทยาก็ได้ให้ความสนใจไม่น้อย ซึ่ง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูล จากที่มีการ“ถอดรหัสกรณีเจ๊หงส์” ไว้…
ในฐานะ “อีกปรากฏการณ์น่าสนใจ”
ที่สามารถจะใช้เป็น “กระจกสะท้อน”
ให้เห็น “แง่มุมด้านลึกในจิตใจผู้คน?”
เกี่ยวกับกรณี“เจ๊หงส์” ดังกล่าว หรือที่สื่อจีนตั้งฉายาว่า “ลุงแดง” ซึ่งเป็น “ชายแต่งหญิงที่หลอกชายได้กว่า 1,600 คน” ตามคำกล่าวอ้าง ที่มีการ หลอกผู้ชายให้เข้าห้องเพื่อมีเพศสัมพันธ์และแอบถ่ายคลิปวิดีโอเพื่อนำคลิปไปจำหน่ายในกลุ่มสมาชิกออนไลน์ จนเกิดการ “ทำมีมล้อเลียน” ในโซเชียลมากมายนั้น… กรณีนี้ทาง วิสุทธิ์ เวชวราภรณ์ นักวิจัย ฝ่ายวิจัยและส่งเสริมวิชาการ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ได้หยิบยกนำมาวิเคราะห์ และสะท้อนปราฏการณ์ดังกล่าวนี้ไว้ผ่านบทความ “ถอดความเป็นชายในห้องเจ๊หงส์ – การสวมบทบาททางเพศกับโรงละครแห่งบรรทัดฐานที่เปราะบาง” ที่มีการเผยแพร่ไว้ในwww.sac.or.th โดยฉายภาพสังคมยุคใหม่ของจีน และก็ “ชวนให้พินิจลึกซึ้งกับกรณีเจ๊หงส์” ที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ กรณี “เจ๊หงส์” นี้ นักวิจัยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรได้สะท้อนไว้ในบทความว่า… ช่วงต้นเดือน ก.ค. 2568 ที่ผ่านมามีกรณีการจับกุมชายชาวจีนอายุ 38 ปี ที่มีพฤติกรรมแต่งหญิงเพื่อหลอกลวงผู้ชายให้มามีเพศสัมพันธ์ และแอบถ่ายคลิปเก็บไว้เพื่อนำไปขายในกลุ่มลับออนไลน์ ซึ่ง “พฤติกรรมเจ๊หงส์”ที่สะท้อนผ่านคลิปต่าง ๆ ที่ถูกเปิดเผยนั้น พบว่า… “เจ๊หงส์” มีการนำเสนอความเป็นหญิงผ่านวิกผม กระโปรงยาว หน้ากากอนามัย และการพยายามใช้คำพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ซึ่ง ผู้ชายบางคนก็สงสัย หรืออาจจะทราบ ว่าเจ๊หงส์เป็นชายปลอมเป็นหญิง แต่ก็ยังมีเพศสัมพันธ์ด้วยซึ่งนี่สะท้อน-ฉายภาพ…
“สิ่งที่ชายบางคนกำลังโหยหา” คือ…
“ความรู้สึกปลอดภัย–ความเป็นแม่”
จาก “พฤติกรรมเจ๊หงส์” ที่เกิดขึ้น ทางนักวิจัยระบุไว้อีกว่า… ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอาจมองได้ว่า… “เจ๊หงส์” ไม่ได้หลอกลวงด้วยการแปลงร่างเพียงอย่างเดียว แต่ยัง จับจุดอารมณ์ของผู้ชายที่ถูกกดดันจากบรรทัดฐานสังคมโดยเฉพาะในสังคมของจีนที่ผู้ชายต้องแสดงความเข้มแข็ง เหตุนี้การที่เข้าไปอยู่ในห้องของเจ๊หงส์ผู้ชายหลายคนจึง รู้สึกปลอดภัย และเหมือนได้รับโอกาสในการ แสดงออกที่สะท้อนความต้องการจริง ไม่ใช่การแสดงความเป็นชายตามบรรทัดฐานของสังคม
“กรณีนี้ อาจสอดคล้องกับแนวคิดการสวมบทบาททางเพศของ จูดิธ บัทเลอร์ ที่ชี้ว่า… เพศไม่ใช่สิ่งที่เราเป็น แต่เป็นสิ่งที่เราทำผ่านการแสดงซ้ำ ๆ ของกิริยา ท่าทาง บทบาทที่สังคมกำหนด ดังนั้นความเป็นชายหรือหญิงไม่ได้มาจากแก่นแท้ทางชีววิทยา แต่มาจากการที่ร่างกายแสดงบทบาทอย่างแนบเนียนตามบรรทัดฐานสังคม” …นี่เป็นการระบุไว้ถึง “แนวคิดที่อาจจะอธิบายปรากฏการณ์” อธิบาย “ปรากฏการณ์เจ๊หงส์” ที่อื้ออึงกระฉ่อนโลกเมื่อเร็ว ๆ นี้
นอกจากนี้ วิสุทธิ์ เวชวราภรณ์ ยังได้สะท้อนไว้ว่า… ยิ่งในสังคมจีนร่วมสมัยที่ผู้หญิงรุ่นใหม่จำนวนมากไม่พอใจกับบทบาทผู้หญิงที่อ่อนโยนโอนอ่อนผ่อนตามดังที่ผู้ชายคาดหวัง ความสำเร็จของ“เจ๊หงส์” จึงไม่ได้อยู่ที่ความสามารถปลอมตัว แต่อยู่ที่การ สามารถเติมเต็มความเชื่อของเหล่าผู้ชายที่ภาพลวงของผู้หญิงในอุดมคติปรากฏออกมา นั่นคือ… ความอ่อนโยน การเยียวยา รวมถึงการยอมจำนนในมิติกามารมณ์ โดยเฉพาะในสังคมจีนที่บรรทัดฐานความสัมพันธ์แบบต่างเพศถูกออกแบบและคาดหวังโดยผู้ชายเป็นพื้นฐาน ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่า… “ความสำเร็จของเจ๊หงส์ที่เกิดขึ้น” นั้น…
“ตั้งอยู่บนความเปราะบางของเหยื่อ”
ที่ “สะท้อนความเป็นหญิงที่ชายหวัง”
นักวิจัยท่านดังกล่าวระบุไว้ด้วยว่า… “กรณีเจ๊หงส์” เป็นการ “เขย่าความจริง” ที่ว่าเพศเป็นสิ่งที่มั่นคงได้อย่างชัดเจน เพราะด้วยเครื่องมือเรียบง่ายอย่าง…วิกผม กระโปรงยาว หน้ากากอนามัย การใช้เสียงอ่อนหวาน การสวมบทบาทที่ถูกออกแบบอย่างดี ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้ชายจำนวนหนึ่งหลงเชื่อ ซึ่งสะท้อนว่าเสาหลักบรรทัดฐานความสัมพันธ์แบบต่างเพศมีความเปราะบางมากเพียงใด ดูได้จาก “เหยื่อจำนวนไม่น้อยกลับไปหาเจ๊หงส์ซ้ำ ๆ” ซึ่งกรณีนี้ “เจ๊หงส์” จึงไม่ใช่เพียงหลอกลวง หรือนักแสดงทางเพศ แต่ “สะท้อนถึงช่องโหว่และพื้นที่แห่งความไม่แน่นอนของผู้ชายจำนวนหนึ่ง” ด้วย
“อาจกล่าวได้ว่า…คดีเจ๊หงส์ไม่ได้ท้าทายแค่เพศสภาพของเหยื่อ แต่ยังรื้อถอนชุดความเข้าใจของเราที่มีต่อเพศ จากการที่ผู้ชายที่ตกเป็นเหยื่อบางคนอาจไม่ได้ถูกหลอกด้วยการแสดงอันแนบเนียน แต่ถูกล่อลวงด้วยสิ่งที่ตัวเองปรารถนาในส่วนลึกของจิตใจ จนมีส่วนร่วมสร้างเจ๊หงส์ขึ้นมาด้วย”…นี่เป็นการ “ถอดรหัสเชิงมานุษยวิทยา”
จาก “ปรากฏการณ์…ลุงแดง–เจ๊หงส์”
“ตุ๋นสยิว” ที่ “คนทั่วโลกฉงนสนเท่ห์”
กรณี “หญิงเก๊…ชายเป็นเหยื่ออื้อ??”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



