เมื่อวันที่ 19 ก.ย.เป็นวันหมุดหมายทางประวัติศาสตร์การต่อสู้ของกลุ่มความหลากหลายทางเพศ ( LGBT+) ของไทยอีกครั้ง ถ้าพูดถึงการต่อสู้ในเชิงกฎหมายเพื่อการยอมรับว่า “LGBT+คืออัตลักษณ์ปกติ” ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งที่สาม ครั้งแรก คือการต่อสู้เพื่อให้ยกเลิกการจำกัดความกลุ่มข้ามเพศในใบผ่านการเกณฑ์หาร ว่า เป็นโรคจิตวิปริต ซึ่งเป็นคำที่สร้างความเจ็บปวด ( แหงล่ะ เอกสารราชการของใครเขียนลักษณะแบบนี้ก็คงไม่ชอบ ) เปลี่ยนเป็นเพศสภาพไม่ต้องเพศกำเนิด
ครั้งที่สองก็สู้จนได้เรื่องสมรสเท่าเทียมมา ครั้งที่สาม คือสู้เพื่อสิทธิการให้บริจาคเลือดได้ ซึ่งเรื่องบริจาคเลือดก็มีความเห็นต่างกันว่า LGBT+ ควรสู้เพื่อสิทธินี้หรือไม่ ? คนที่ว่าต้องสู้ ก็ว่ามันคือการเคลื่อนไหวเพื่อลดการตีตรา เนื่องจากเหตุที่สภากาชาดไม่ให้บริจาค เพราะเขาเห็นว่า LGBT+ มีความเสี่ยงสูงที่จะจั่วเอ หรือติดเอชไอวี ถ้าจะไม่ให้บริจาคก็ใช้เหตุผลอื่นที่ดีกว่าการตีตราแบบนี้ และอะไรรับประกันว่า พวก cisgender เพศสภาพตรงกับเพศกำเนิด ไม่มั่วจั่วกระจาย
เรื่องนี้มีสาวทรานส์คนหนึ่ง ร้องผ่านคณะกรรมการวินิจฉัยการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ( วลพ.) ที่ตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558 วลพ.ใช้สิทธิฟ้องแทนไปยังศาลปกครอง และวันที่ 19 ก.ย. นี่เอง ศาลปกครองมีคำพิพากษาจากคดีที่ วลพ.ฟ้องตั้งแต่ 1 มี.ค.2565
ประเด็นในคำฟ้อง คือ วลพ.เห็นว่า แบบคัดกรองของสภากาชาด ในปัจจุบันและการสัมภาษณ์โดยเจ้าหน้าที่ไม่อาจคัดกรองพฤติกรรมเสี่ยงได้อย่างแท้จริง และเป็นวิธีการที่ไม่อาจบรรลุวัตถุประสงค์การคัดกรองโลหิตอย่างมีประสิทธิภาพได้ เพราะผู้ให้ข้อมูลอาจไม่ให้ข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริง และบางเรื่องยังขาดความชัดเจน การที่สภากาชาดปฏิเสธไม่รับบริจาคเลือด LGBT+ เพราะแบบคัดกรองดังกล่าว จึงเข้าลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ และไม่เข้าลักษณะเป็นการกระทําที่เป็นไปเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพและความปลอดภัยที่จะได้รับการยกเว้นไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ
วลพ. จึงมีคําสั่งให้ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย กําหนดนโยบายในการรับบริจาคโลหิต “โดยใช้เกณฑ์ในการพิจารณาจากพฤติกรรมทางเพศที่มีความเสี่ยงของผู้บริจาคแทนระบบการคัดกรองโลหิตเดิม” ( คือให้ออกระเบียบใหม่ ) และประชาสัมพันธ์นโยบายดังกล่าวในสื่อต่าง ๆ
แต่สภากาชาดสู้ ไปร้อง วลพ.กลับ เรื่องการใช้เกณฑ์คัดกรอง จนศาลปกครองกลางมีคําวินิจฉัยว่า เมื่อพิจารณาข้อมูลการกําหนดให้งดบริจาคเลือดสําหรับชายมีเพศสัมพันธ์กับชายของนานาประเทศ มีข้อมูลตรงกันว่าพฤติกรรมดังกล่าวมีความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์สูง “เมื่อข้อมูลการกําหนดให้งดบริจาคเลือดของประเทศไทย ยังมิได้กําหนดช่วงเวลาที่จะงดรับบริจาคเลือดไว้” ( นี่เป็นคีย์เวิร์ด ว่า เรายังไม่ใช้เกณฑ์ที่ “นับระยะปลอดภัย” ) สภากาชาด โดยศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ย่อมไม่อาจปฏิบัติต่อผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงดังกล่าวเป็นอย่างอื่นได้
หากให้ผู้บริจาคเลือดที่มีพฤติกรรมเสี่ยง บริจาคเลือดได้โดยยังมิได้กําหนดแนวทางปฏิบัติไว้เป็นการเฉพาะ จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้บริจาคน้อยมาก และไม่คุ้มกับความเสียหายที่จะก่อให้เกิดขึ้นแก่ผู้ป่วย ผู้รับบริจาคเลือด หรือสังคมโดยส่วนรวมที่มีโอกาสได้รับเลือดที่ไม่ปลอดภัย การที่สภากาชาดใช้แบบคัดกรองและการสัมภาษณ์โดยเจ้าหน้าที่ของสภากาชาด จึงเป็นไปตามหลักความได้สัดส่วนแล้ว
เป็นเหตุผลที่หนักแน่นควรค่าแก่การรับฟังได้ การที่สภากาชาดไม่รับโลหิตของ LGBT+ ( ในคดีนี้ผู้ร้องเป็นหญิงข้ามเพศ ) ที่ร้องผ่าน วลพ. จึงมีลักษณะเป็น การคุ้มครองความปลอดภัยของผู้รับบริจาคเลือด ที่ไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ ตาม พ.ร.บ.ความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558 มาตรา 3 ประกอบมาตรา 17 วรรคสอง
แต่อย่างไรก็ตาม การที่สภากาชาดออกบัตรประจําตัวชั่วคราวสําหรับผู้บริจาคเลือดให้แก่ผู้ที่ร้องต่อ วลพ. ว่า “เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีเชื้อเอชไอวีในเลือด” ทําให้ผู้ร้องไม่สามารถบริจาคเลือดได้ตลอดชีวิตนั้น เมื่อสภากาชาดไม่ได้มีข้อเท็จจริงอย่างชัดแจ้งว่า บุคคลดังกล่าวมีเชื้อเอชไอวี และเมื่อบุคคลอื่นทราบกรณีพิพาทจากสื่อสาธารณะ เกิดความเข้าใจว่า บุคคลที่ร้อง วลพ. เป็นผู้ที่มีโลหิตไม่ปลอดภัย มีเชื้อเอชไอวี จนเกิดการดูหมิ่นหรือเยาะเย้ยผู้ร้องอย่างร้ายแรง การกระทําของสภากาชาดดังกล่าว มีลักษณะเป็นการกระทบต่อการพัฒนาบุคลิกภาพของผู้ร้องฯ ที่จะนำไปสู่ความเป็นหญิงอย่างสมบูรณ์ อันเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในการปกป้องอัตลักษณ์และคุณค่าที่แท้จริงของมนุษย์
เมื่อมาวิเคราะห์กันดู พบว่าเรื่องนี้ “วลพ.ต้องการให้ใช้แบบคัดกรองที่ถามถึงช่วงเวลาอาจมีความเสี่ยงด้วย” ไม่ใช่แค่ถามเป็นรักร่วมเพศหรือไม่ แล้วกาตกรอบ ซึ่งหากเราใช้แบบคัดกรองที่ถามถึง “ช่วงเวลาที่อาจมีความเสี่ยง” ที่เกี่ยวกับกลุ่ม LGBT+ ก็คือถามว่า “มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันครั้งล่าสุดเมื่อไร ?” คำถามก็อารมณ์ประมาณกินยาบางชนิดมาล่าสุดเมื่อไร ย้ำว่า ถ้าเห็นเป็น LGBT+ แล้วกาตกรอบเลย มันถูกตีความว่า “คุณยังไม่มองว่ามันเป็นเรื่องปกติ” และ “ทำไมไม่คิดว่า กลุ่มรักร่วมเพศก็ป้องกันตัวเอง” อคติมาจากครั้งกระนู้น เจอเชื้อเอชไอวีแรกๆ ก็มาจากกลุ่มรักร่วมเพศ การตีตราก็ยังมีมาจนบัดนี้ ( การตีตราคือการเชื่อแบบเหมารวมว่าอัตลักษณ์เดียวกันต้องมีลักษณะในทางลบเหมือนกัน )
ในโลกยุคปัจจุบัน เสรีภาพมีมากขึ้น กลุ่มอัตลักษณ์ชายขอบ หรืออัตลักษณ์เปราะบาง ( คืออัตลักษณ์ที่เคยไม่ได้รับการยอมรับ ) ก็พยายามสู้เพื่อสร้างความเท่าเทียม หลายเรื่องก็รื้อสร้างสำเร็จ เช่น มีกฎหมายที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตของคนพิการ ชนเผ่า มากขึ้น หรือในต่างประเทศ กฎหมายป้องกันการเหยียดผิว ส่วนของ LGBT+ ก็เช่นกฎหมายสมรสเท่าเทียม การสู้เรื่องการบริจาคเลือด เกี่ยวกับใจบุญสุนทานก็เรื่องหนึ่ง แต่สำคัญกว่าคือการสู้เพื่อล้างอคติว่า LGBT+ เป็นกลุ่มที่เสี่ยงกับการติดเชื้อ HIV ซึ่งมันก็ต้องหาจุดกึ่งกลางที่ยอมรับได้
อัตราผู้ติดเชื้อใหม่ที่เป็นกลุ่มรักร่วมเพศยังเยอะ ..แต่จะตีเหมารวมว่า เยอะกว่าพวกเพศสภาพตรงเพศกำเนิด ( cisgender ) นี่ก็ยังไม่อยากเหมา เพราะยังมีคนอีกจำนวนมากไม่ตรวจคัดกรองเชื้อ เชื่อว่าตัวเองไม่เสี่ยง เผลอๆ ถ้าจับตรวจเลือดได้ทุกคน ค่าเฉลี่ยเพศติดเชื้ออาจเปลี่ยนก็ได้ .. ที่กลุ่มเกย์ กลุ่มทรานส์ ตรวจเลือดบ่อย เพราะหลายๆ คนป้องกันตัวเอง โดยการรับยา PrEP ไว้กินก่อนมีเพศสัมพันธ์เพื่อลดความเสี่ยงติดเชื้อ หรือถ้าไปเสี่ยงมาก็ต้องรับยา PEP กินเพื่อไม่ให้ติดเชื้อใน 72 ชม.ที่เสี่ยง ..ยาทั้งสองตัวต้องตรวจเลือดก่อนรับ ( ป้องกันมีเชื้ออยู่ก่อนแล้วเชื้อดื้อยา ) เลยได้ตรวจเกย์ ,ทรานส์ เยอะ
มันคือการประทะกันระหว่างกระแสเสรีนิยม ที่ให้คุณค่าทุกอัตลักษณ์ ประทะกับสิ่งที่ถูกประกอบสร้างเป็นข้อเท็จจริง ว่า “กลุ่มรักร่วมเพศยังติด HIV เยอะ” ..ถึงได้ย้ำว่า “แล้วจุดกึ่งกลางคืออะไร ?” ..เรื่องนี้คนที่ให้คำตอบได้คือสภากาชาด ว่า “มีแนวโน้มที่จะแก้ระเบียบการคัดกรองหรือไม่ ?” ภาคสังคมก็อาจต้องต่อสู้ด้วยการให้ข้อเท็จจริงว่า ระเบียบห้าม LGBT+ บริจาคเลือด ในหลายประเทศเขาปรับปรุงแล้ว คือให้พ้นช่วงระยะเสี่ยงก็บริจาคได้” ( ซึ่งที่โยนให้สภากาชาดแก้ระเบียบ เพราะต้องเป็นผู้วางระยะปลอดภัยเองนี่แหละ )
รอดูการเคลื่อนไหวของกลุ่ม LGBT+ ในเรื่องนี้ต่อไป แต่ขอว่า ใช้ข้อเท็จจริงสู้เถอะอย่าเอาอารมณ์.
………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”
คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่



