ทั้งนี้ คนที่เลี้ยงสุนัขจะต้องใส่ใจดูแลสุนัขให้ดี ๆ ส่วนคนที่ไม่ได้เลี้ยงและกังวลภัยนี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” มีข้อมูลมาสะท้อนต่อ…
แนวทาง–วิธี “เอาตัวรอดจากสุนัขดุ”
กับเรื่องนี้ก็ “มีผู้เชี่ยวชาญแนะนำไว้”
ข้อมูลคำแนะนำส่วนแรกที่จะสะท้อนต่อ ณ ที่นี้… เป็นแนวทางที่ น.สพ.เกษตร สุเตชะ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เคยมีการให้ความรู้ผ่านสื่อต่าง ๆ เอาไว้เมื่อปี 2567 ในช่วงที่เกิดกรณี “สุนัขทำร้ายคน” ที่มีทั้งเด็ก-ผู้ใหญ่-ผู้สูงอายุ ซึ่งคุณหมอท่านนี้ให้ข้อมูลคำแนะนำไว้ โดยสังเขปมีว่า… ความก้าวร้าวและดุร้ายของสุนัข นั้น แต่ละตัวมีมากน้อยแตกต่างกันไป โดยอาจจะ ขึ้นกับชนิดสายพันธุ์สุนัข และก็มักเกิดจากการเลี้ยงดูของเจ้าของสุนัขเป็นสำคัญ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ความก้าวร้าวและความดุร้ายของสุนัขสามารถเกิดได้จากการถูกกระตุ้นด้วยปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้…
ปัจจัยแรก“ถูกทำให้เจ็บ”ปัจจัยที่สอง“ถูกปล่อยให้หิว”โดยอาจมีการลดอาหารของสุนัข เช่น จาก 3 มื้อ เหลือ 1 มื้อ ทำให้สุนัขหงุดหงิดเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ ปัจจัยที่สาม “มีสุนัขตัวเมียอยู่ในบริเวณดังกล่าว” ซึ่งกรณีนี้คนที่ถูกกัดอาจมีสาเหตุจากไปเล่นกับสุนัขตัวเมียที่อยู่ในระยะติดสัด แล้วมีกลิ่นมาติดที่เนื้อตัวหรือเสื้อผ้า จึงกระตุ้นพฤติกรรมก้าวร้าวของสุนัขตัวผู้
นอกจากนี้ ความก้าวร้าวดุร้ายของสุนัขยังอาจเกิดจาก มีการรวมฝูงสุนัข โดยถ้าเกิดเหตุสุนัขตัวหนึ่งเริ่มกัดคน ตัวที่เหลือก็มักเข้าร่วมวงขย้ำเพราะสุนัขคิดว่าคนที่ถูกกัดไม่ใช่ฝูงเดียวกันหรือไม่ใช่พวกเดียวกัน หรืออาจเกิดจากสุนัขหวงของ สุนัขมักไม่ชอบให้ใครมายุ่งกับของ หรือชามข้าว โดยเฉพาะในระหว่างที่กำลังกินอาหาร …เหล่านี้เป็น “ปัจจัยกระตุ้นดุ”

ส่วน “การเอาตัวรอดจากการถูกสุนัขกัด” นั้น ทางคุณหมอท่านเดิมได้ให้ข้อมูลคำแนะนำไว้ว่า… กรณีที่ยังไม่ถูกสุนัขทำร้าย หรือ “ยังไม่ถูกกัด” แนะนำว่า “ให้สังเกตอารมณ์ของสุนัข และหลีกเลี่ยงการเข้าหา”แต่หากเป็น กรณีที่“ถูกกัดแล้ว”มีหลักคือ “ข่มใจให้นิ่งที่สุด” ซึ่งคนเราเมื่อถูกสุนัขเริ่มกัดก็มักจะปัดป้อง โวยวาย วิ่งหนี หรือต่อสู้ แต่ สุนัขมักจะมีสัญชาตญาณในการกัดจนกว่าคนหรือสิ่งที่คิดว่าเป็นศัตรูของตัวเองนั้นจะนิ่ง หรือเงียบ หรือหมอบกับพื้น ดังนั้นจึงแนะนำว่า เมื่อถูกสุนัขกัด จะต้องไม่ดิ้นและให้ยอมทันที หรือต้องอดทน ไม่วิ่งหนี เพื่อที่จะให้สุนัขหยุดทำร้าย
นี่เป็น “คำแนะนำเพื่อให้รอดสุนัขกัด”
โดย “มีทั้งกรณียังไม่ถูกกัด–ถูกกัดแล้ว”
คุณหมอท่านเดิมยังเคยให้ความรู้ผ่านสื่อไว้อีกว่า… นิสัยสุนัข 30% จะขึ้นกับ DNA เช่น สายพันธุ์พ่อแม่เป็นสุนัขนิสัยดี เรียบร้อย ฉลาด ลูกสุนัขก็จะมีนิสัยเหล่านี้ด้วย แต่ นิสัย 70% จะเกิดจากปัจจัยการเลี้ยงดู ซึ่งถ้าลูกสุนัขได้กินนมแม่นาน 2 เดือนก็มักได้รับความรักพอสมควร เมื่อมาอยู่กับคนก็ไม่ได้รู้สึกจิตใจบอบช้ำมาก และถ้าได้รับความรัก เจ้าของมีเวลาให้ มีการกอด เป็นเพื่อน ก็จะเป็นสุนัขที่ดี-เป็นมิตร แต่ตรงกันข้าม ถ้าสุนัขต้องอยู่ลำพัง หรืออยู่แต่กับเพื่อนสุนัข ก็จะมีนิสัยอีกแบบ
ดังนั้น วิธีการเลี้ยงดูสุนัขมีความสำคัญมาก ๆมีผลต่อนิสัย–พฤติกรรมในอนาคตของสุนัขโดยถ้าตั้งแต่สุนัขยังเด็ก ๆ เจ้าของเลี้ยงดูโดยให้ความรักความเมตตา เลี้ยงดูอย่างอ่อนโยน อีกทั้งมีการคอยสั่งสอนเป็นระยะ ๆ หรือคอยปรามสุนัขเมื่อทำสิ่งไม่ดี ก็มีโอกาสสูงมากที่สุนัขตัวนั้นจะโตเป็นสุนัขที่สุภาพอ่อนโยน ซึ่งกรณีนี้ก็ดูได้จากสุนัขสายพันธุ์ที่ค่อนข้างดุบางตัว ที่กลับมีนิสัยอ่อนโยน …ทาง น.สพ.เกษตร สุเตชะ ให้ข้อมูลคำแนะนำย้ำไว้ถึงปัจจัยที่จะช่วย “ป้องกันสุนัขดุร้าย”
นอกจากคำแนะนำจากคุณหมอท่านดังกล่าวซึ่งได้เคยให้ “แนวทางเอาตัวรอดจากการถูกสุนัขกัด” รวมถึงอธิบายไว้เกี่ยวกับ “ปัจจัยกระตุ้น-ส่งผลก่อความดุร้ายก้าวร้าวของสุนัข” แล้ว… ถ้าจะโฟกัสที่ “แนวทางเอาตัวรอด”จาก “สุนัขพิตบูล” ที่ขึ้นชื่อเรื่องความ “ดุ–โหด” และมักมีกรณี-มีเหตุ “คนถูกสุนัขพิตบูลขย้ำ”บ่อย ๆ นี่ก็มีข้อมูลน่าสนใจที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อ… โดยเป็นข้อมูลที่ทาง ศูนย์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี STKC ภายใต้สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ได้จัดทำเผยแพร่ไว้ใน www.stkc.go.th ซึ่งได้มีการให้คำแนะนำไว้ดังนี้…
ให้พยายาม หลีกเลี่ยงไม่เดินผ่านบ้านที่เลี้ยงพิตบูล หรือ ถืออาวุธไว้ป้องกันตัวหากจำเป็นต้องเดินผ่าน เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ซึ่งหาก เห็นสุนัขวิ่งออกมาโดยมีท่าทางจะทำร้าย ให้ตั้งสติแล้วรีบตะโกนเรียกคนช่วย และถ้าเป็นไปได้ ให้พยายามหนีขึ้นที่สูง ส่วน ถ้าถูกกัดแล้วให้พยายามหาไม้หรืออุปกรณ์ที่แข็งงัดขากรรไกรสุนัขเพื่อให้หลุดจากการถูกกัด หรือเกร็งมือแล้วบีบที่ลำคอพิตบูลให้นานที่สุด หรือจนสุนัขสำลัก จนต้องปล่อยการกัด เพื่อจะสูดอากาศหายใจ และก็มี“ข้อควรระวังสำคัญ” เมื่อถูกสุนัขพิตบูลกัด คือ “ห้ามทุบตีที่ลำตัวสุนัขเด็ดขาด เพราะจะทำให้ถูกกัดแรงขึ้น”
ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะสุนัขที่ใด สุนัขสายพันธุ์ใด หากถูกกัด เมื่อสามารถหนีเอาตัวรอดจากการถูกกัดมาได้ก็ต้องรีบล้างทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาดผสมสบู่ และใช้ยาฆ่าเชื้อราดบาดแผล แล้วรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อตรวจดูเรื่องพิษสุนัขบ้า
ต่าง ๆ เหล่านี้คือ “ข้อมูลน่าตระหนัก”
เกี่ยวกับหลักวิธีรอด “ภัยสุนัขดุร้าย”
ที่ก็เป็น “อีกภัยที่จะมองข้ามมิได้!!”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



