ทั้งนี้ กับคำอวยชัยอวยพรต่าง ๆ ที่คนการเมืองฝ่ายรัฐบาลปัจจุบันได้รับ รวมถึงที่คนกันเองอวยชัยอวยพรกันเอง ที่คอการเมืองจับจ้องกันเป็นพิเศษนั้น “มีนัยแฝงหรือไม่?-อย่างไร?…ก็รอดูกันไป” อย่างไรก็ดี ว่าด้วย “คำอวยพร” ในภาพรวมทั่วไป ก็มีหลัก “ในทางภาษาศาสตร์–ในทางการสื่อสาร” ที่นับว่า “น่าสนใจ”…
“คำอวยพรคำต่าง ๆ” ที่นิยมใช้กันนั้น
อาจ “สะท้อนความหมายเบื้องหลังได้”
โดย…“ผ่านการเลือกใช้คำ–กลวิธีที่ใช้”
เกี่ยวกับ “คำอวยพร” นั้น ก็มีมุมวิชาการว่าด้วยเรื่องนี้มีนักวิชาการให้ความสนใจศึกษาเรื่องนี้ ดังเช่นที่มีการสะท้อนไว้ผ่านบทความชื่อ “ภาษาสื่อความปรารถนาดี : กลวิธีทางภาษาที่ใช้ในการอวยพรในภาษาไทย” ที่มีการเผยแพร่ไว้ผ่านทาง วารสารวรรณวิทัศน์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม 2564 โดย อ.ธรรมวัฒน์ พัฒนาสุทธินนท์ ในฐานะนักวิชาการ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้มีการศึกษาการ “อวยพร” ใน 5 สถานการณ์สำคัญ คือ วันคล้ายวันเกิด, วันขึ้นปีใหม่, งานแต่งงาน, วันสำเร็จการศึกษา และวันเกษียณอายุ จากบรรดาคำอวยพรจำนวน 323 คำอวยพร
การศึกษาได้พบ “ประเด็นที่น่าสนใจ”
ทั้ง “กลวิธีทางภาษา”ทั้ง “นัยที่จะสื่อ”
จากการศึกษา “คำอวยพร” ใน 5 สถานการณ์ข้างต้น นักวิชาการท่านดังกล่าวระบุไว้ว่า… ทำให้สามารถจำแนก “กลวิธีทางภาษา” ที่ใช้ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ… 1.กลวิธีหลักที่ใช้ในการอวยพร ที่ประกอบด้วยกลวิธีอวยพรโดยตรง ได้แก่ การแสดงความปรารถนาดี การใช้ถ้อยคำสูตรสำเร็จ และกลวิธีการอวยพรโดยอ้อม, 2.กลวิธีร่วมที่ใช้ในการอวยพร เช่น การกล่าวอ้าง การแสดงความรู้สึก การให้ข้อคิด หยอกล้อ หรือการอำลา โดยกลวิธีร่วมที่ใช้นั้นจะแปรไปตามสถานการณ์ที่อวยพร

ทั้งนี้ ในเชิง “ธรรมเนียมนิยมในสังคมไทย” เกี่ยวกับ “การอวยพร” เรื่องนี้ก็น่าสนใจ โดยทาง อ.ธรรมวัฒน์ ได้ระบุถึงเรื่องนี้ไว้ว่า… การอวยพรเป็นธรรมเนียมนิยมประการหนึ่งในสังคมไทย ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในโอกาสพิเศษของผู้ได้รับคำอวยพรเช่น โอกาสวันคล้ายวันเกิด สำเร็จการศึกษา มงคลสมรส เข้ารับตำแหน่ง หรือเกษียณอายุ เป็นต้น โดยหากพิจารณา “ความหมาย” ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน กับคำว่า “อวยพร” นั้น ประกอบด้วยคำ 2 คำ คือ “อวย” ที่มีความหมายว่า “ให้” เช่น อวยชัย อวยพร กับคำว่า “พร” ซึ่งมีความหมายว่า… คำที่ใช้แสดงความปรารถนาให้ประสบสิ่งที่เป็นสิริมงคล
อวยพรจึงแสดงถึงความปรารถนาดี
ที่ผู้อวยพรใช้สื่อไปถึงผู้รับคำอวยพร
และด้วย “การอวยพรเป็นสิ่งที่มักจะถูกนำมาใช้ในโอกาสสำคัญหรือวาระสำคัญต่าง ๆ” ด้วย “การอวยพรเป็นการแสดงออกถึงความปรารถนาดี” จากผู้ที่อวยพรไปสู่ผู้ที่รับการอวยพร… ดังนั้น “คำอวยพร” ก็จึงต้องมีการ ใช้ภาษาสละสลวยงดงาม เลือกสรรมาเป็นอย่างดี เป็นการใช้ภาษาเพื่อจะให้ผู้ที่ได้รับคำอวยพรจากผู้ที่อวยพรรู้สึกถึงความ “เป็นมงคล”
นอกจากนี้ จากการศึกษาวิจัยถึง “กลวิธีการใช้ภาษาเพื่ออวยพร” พบว่า… หากว่าเป็น “กลวิธีหลัก” เพื่อที่จะ “อวยพรโดยตรง” นั้น กลวิธีทางภาษาที่ผู้อวยพรเลือกใช้นั้นมักจะใช้วิธีการ กล่าวถ้อยคำเพื่อสื่อเจตนาการอวยพร และเพื่อให้ผู้รับคำอวยพรเข้าใจสารที่ต้องการสื่อได้ทันที โดยไม่ต้องอาศัยบริบทแวดล้อมในการตีความคำอวยพร นั้น เช่น การอวยพรที่มีกลุ่มคำอย่าง… ขอให้, ขออวยพรให้, ขอมอบให้ เป็นต้น และบางครั้งยังพบว่าการอวยพรยัง มีการกำหนดขอบข่ายของพร อาทิ ขอให้เจริญในหน้าที่, ขอให้สุขภาพดี, ขอให้รักกันนาน ๆ เพื่อจะสื่อถึงพรที่ให้อย่างชัดเจน
ส่วนถ้าเป็น “กลวิธีโดยอ้อม” ที่มักจะใช้ในการอวยพรนั้น อาทิ “ใช้กลวิธีร่วมเพื่ออวยพร” โดยกลวิธีนี้มักเป็นการใช้ถ้อยคำที่มีเจตนาอวยพรแก่ผู้รับสาร แต่ไม่ได้หมายความตามรูปภาษา ผู้รับการอวยพรต้องอนุมานความหมายที่ผู้อวยพรกล่าวออกมาจึงจะสามารถเข้าใจเจตนาของผู้อวยพรได้และการอวยพรรูปแบบนี้ผู้อวยพรมัก นำกลวิธีร่วมเข้ามาใช้ด้วย เช่น กล่าวอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์, กล่าวอ้างเหตุการณ์ในอดีตที่สัมพันธ์กับผู้รับสาร, แสดงความรู้สึก เป็นต้น
“การอวยพรสะท้อนถึงวัฒนธรรมสังคมไทยในหลาย ๆ มิติ อาทิ ในทางศาสนา ที่มองพรเป็นสิ่งพึงปรารถนา เป็นสิ่งประเสริฐ ดังนั้น ในการอวยพรผู้อวยพรจึงมักกล่าวอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาต่าง ๆ ที่ผู้รับสารเคารพนับถือ เพื่อความเป็นมงคลของผู้รับ ส่วน อีกนัยหนึ่งก็สะท้อนลักษณะของสังคมไทยประการหนึ่ง คือ เป็นสังคมที่ต้องการความราบรื่นของการจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ทำให้ภาษาที่ใช้อวยพรนอกจากแสดงความปรารถนาดีแล้วยังแสดงถึงการเอาใจใส่ อีกด้วย” …นี่เป็นอีกส่วนจากที่ อ.ธรรมวัฒน์ พัฒนาสุทธินนท์ ระบุไว้ กับ “มุมภาษาศาสตร์” กับเกร็ดที่น่าสนใจ…
“คนการเมือง” ก็ “ได้รับการเอาใจใส่”
“มีคำอวยพร” ที่ “แสดงออกเซ็งแซ่”
แต่ “มงคลขลังแค่ไหนต้องรอดู??”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



