ทั้งนี้ “ปรากฏการณ์เกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์” ปรากฏการณ์สังคมดังกล่าว…ที่รวมถึงในสังคมไทย ปรากฏการณ์นี้สะท้อนชัดเจนถึงแนวคิดของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไป ที่จากเดิมเลี้ยงสัตว์เป็น “สัตว์เลี้ยง” ก็เปลี่ยนเป็น “สัตว์ร่วมชีวิต” โดยที่สัตว์เลี้ยงในครอบครัวนั้น “มีฐานะเป็นสมาชิกครอบครัว” ซึ่งในหลาย ๆ ครอบครัวนั้น…

สัตว์เลี้ยง” ถือว่า “เป็นลูกเป็นหลาน”

เป็นพี่เป็นน้อง” ของเด็ก ๆ ในบ้าน

และ “นับวันปรากฏการณ์นี้ยิ่งมีพลวัต”

เกี่ยวกับพลวัต “การไม่หยุดนิ่งของปรากฏการณ์นี้” ก็มีข้อมูลที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อ ณ ที่นี้ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ รศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา นักวิชาการคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ รศ.ดร.สพ.ญ.วลาสินี ศักดิ์คำดวง คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้สะท้อนไว้ผ่านทางแพลตฟอร์ม มหิดลชาแนล เพื่อชี้ชวนสังคมไทยให้เห็นภาพพลวัตของปรากฏการณ์นี้ ที่มีความ เกี่ยวโยงทั้งมิติทางสังคมและมิติทางเศรษฐกิจ

ทาง รศ.ดร.บุญเลิศ นักวิชาการด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ทำให้คนหันมาเลี้ยงสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข แมว กันมากขึ้น โดยระบุไว้ว่า… ในทางสังคมวิทยามองปรากฏการณ์นี้เป็นการเปลี่ยนผ่าน จากเดิมที่ครอบครัวในสังคมไทยส่วนใหญ่จะเป็น “ครอบครัวขยาย” ก็ได้ “เปลี่ยนเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น” ซึ่งเดิมโครงสร้างครอบครัวไทยในบ้านหนึ่งมักจะมีคนหลายเพศหลายวัยอยู่ร่วมกันหลายคน แต่หลังโครงสร้างครอบครัวเปลี่ยนเป็นครอบครัวเดี่ยว และต้องอยู่ในพื้นที่เมือง ที่มีขนาดพื้นที่ไม่มาก ทำให้จำนวนสมาชิกครอบครัวลดลง และยิ่ง “มีปัญหาเด็กเกิดต่ำ” นี่ก็…

ยิ่งทำให้ครอบครัวเดี่ยวมีมากขึ้น”

จากปรากฏการณ์-ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้นี่เอง ที่ส่งผลทำให้ “คนสมัยใหม่มีมุมมองต่อสัตว์เลี้ยงเปลี่ยนไป” โดยมีการมอง “สัตว์เลี้ยง” ในฐานะของการ “เป็นสมาชิกครอบครัว”มากขึ้น ซึ่งมีไม่น้อยที่ “มองสัตว์เลี้ยงเป็นลูก” โดยที่ ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เกิดเฉพาะกับคนหนุ่มสาวหรือวัยทำงานเท่านั้น แต่รวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุด้วย ที่หันมานิยมเลี้ยงสัตว์เพื่อคลายเหงาแบบร่วมชีวิต ส่งผลให้ธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงเติบโต มีเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาล ซึ่งเรื่องนี้ สะท้อนจาก “ความทุ่มเทการเอาใจใส่” แบบเต็มที่ …นี่เป็นภาพปรากฏการณ์ที่ได้กระตุ้นให้เกิด “เทรนด์เลี้ยงสัตว์เป็นลูก”

และจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ก็นำสู่ “คำถามสำคัญ” ที่มีการชวนคนไทยร่วมคิด กล่าวคือ… หากครอบครัวไทยตัดสินใจเลือก “เลี้ยงสัตว์แทนลูก” แบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไปอีกสัก 10 ปีข้างหน้า “จะเกิดอะไรขึ้นกับสังคมไทย??” โดยเฉพาะเมื่อสังคมไทย “เข้าสู่ยุคสังคมสูงอายุ” ทั้งยัง “เผชิญวิกฤติเด็กเกิดใหม่น้อยลง” ซึ่งทาง รศ.ดร.บุญเลิศ ระบุไว้ว่า… ไม่ได้ปฏิเสธความสวยงามของการมีความรักกับชีวิตต่างสายพันธุ์ แต่ก็ จำเป็นต้องหันมาทบทวนเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้โครงสร้างประชากรไทยเสียสมดุลเกินไป เพราะอาจส่งผลต่อโครงสร้างประชากรในอนาคต

ด้าน รศ.ดร.สพ..วลาสินี นักวิชาการสายสัตวแพทยศาสตร์ ก็สะท้อนเรื่องนี้ไว้ว่า…พฤติกรรมการเลี้ยงสัตว์ของคนไทยเปลี่ยนไปมาก โดยในอดีตคนไทยจะนิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นเหมือนผู้อารักขาของครอบครัว แต่ ในปัจจุบันได้เปลี่ยนมาเป็นการเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นสมาชิกส่วนหนึ่งของบ้าน ซึ่งสัตว์เลี้ยงที่ได้อยู่อาศัยในครอบครัวแบบนี้ มีสุขภาวะดีขึ้น หรือได้รับการดูแลด้าน Well-being เพิ่มขึ้น จากเจ้าของ และทัศนคติต่อสัตว์เลี้ยงที่เปลี่ยนไปของคนยุคปัจจุบันทำให้ เศรษฐกิจสัตว์เลี้ยงเติบโตแบบรวดเร็ว เพราะผู้เลี้ยงสัตว์พยายามเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้สัตว์เลี้ยง ของตน

เหมือนกับการหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก

นักวิชาการท่านนี้สะท้อนไว้อีกว่า… นิยามความเป็นอยู่ที่ดีที่คนสมัยใหม่มีต่อสัตว์เลี้ยง” นั้น สะท้อนชัดเจนได้จาก “ปัจจัย 4 ดี” ที่ผู้เลี้ยงมอบให้สัตว์เลี้ยง ได้แก่ 1.อาหารต้องดี 2.ยารักษาโรคต้องดี 3.ที่อยู่อาศัยต้องดี 4.สุขภาพจิตต้องดี นี่คือสิ่งที่คนพยายามมอบให้กับ “สมาชิกครอบครัวต่างสายพันธุ์”ทั้งนี้ เมื่อคนรักสัตว์เลี้ยงมากขึ้น จนเกิดความรู้สึกไม่ต่างจากเป็นสมาชิกในบ้านคนหนึ่ง หรือเหมือนเป็นลูกคนหนึ่ง จึงยิ่งหวงแหนสัตว์เลี้ยงอย่างมาก จึงพยายามทำทุกอย่างให้สัตว์เลี้ยงอยู่ได้นานขึ้น มีอายุขัยยาวนานขึ้น ส่งผลทำให้ “อาชีพสัตวแพทย์ยิ่งต้องแบกรับความคาดหวัง” มากขึ้น

และกับประเด็นหลังนี้ ทาง รศ.ดร.สพ..วลาสินี ก็ได้ระบุไว้ด้วยว่า… ช่วงหลายปีมานี้ บุคลากรในวิชาชีพสัตวแพทย์ถูกคาดหวังจากเจ้าของสัตว์เลี้ยงมากขึ้นจากเดิม โดยเฉพาะเรื่องของ “การยืดอายุขัยสัตว์เลี้ยง” หรือ “การช่วยชีวิตสัตว์เลี้ยง” จากอาการเจ็บป่วยอย่างไรก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่า… ปัจจุบันสัตว์เลี้ยงที่ป่วยและเข้ารักษานั้นก็ป่วยด้วยโรคกับอาการที่ซับซ้อนมากขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต ซึ่งก็ทำให้วงการสัตวแพทย์ต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อที่จะตอบสนองต่อความคาดหวัง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา…นี่ก็เป็น “ผลพวงพลวัต”ที่นักวิชาการสะท้อนไว้

พลวัต” กับกรณีนี้ก็ยังคง “ไม่หยุดนิ่ง”

ก็ยังมีพลวัต “สัตว์ร่วมบ้านร่วมชีวิต”

น่าคิดเขย่าโครงสร้างประชากร??”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์