“พีท-ภาวินท์ ภักดี” อายุ 24 ปีที่คนออนไลน์ไม่น้อยคุ้นหน้าคุ้นตาเขาในชื่อ “นายหนังพีท ศ.ก้องฟ้า” เล่าว่า เป็นชาว อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช เป็นลูกชายโทนของ “คุณพ่อ-อำนวย” ซึ่งมีอาชีพทำธุรกิจฟาร์มปลา ส่วนคุณแม่นั้นได้แยกทางกับคุณพ่อไปตั้งแต่ตอนที่เขายังเด็ก ๆ โดยเขามีน้องสาวต่างแม่ 1 คน เขาเรียนจบปริญญาตรี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาการจัดการวัฒนธรรมเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช

ส่วน “ที่มาการเป็นนายหนังตะลุง” นั้น พีท บอกว่า ชอบหนังตะลุงมาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่รู้ตัว ซึ่งคุณพ่อเล่าให้ฟังว่าเวลามีหนังตะลุงมาเล่นใกล้บ้าน พอจังหวะดนตรีตะลุงขึ้นเร็ว ๆ เขาในวัยเด็กมักลุกขึ้นเต้นเสมอ หรือบางครั้งก็จะไปเด็ดใบไม้มาทำเป็นตัวตะลุงแล้วเชิดเล่นเอง หรือคุณครูวิชาภาษาไทยเคยเล่าให้ฟังว่าด้านหลังสมุดการบ้านของเขาจะมีรูปตัวหนังตะลุงหรือโรงหนังตะลุงที่เป็นลายวาดรูป ซึ่งเขาเองก็จำไม่ได้ จึงคิดว่าด้วยความเป็นเด็กเขาก็อาจจะวาดไปโดยไม่รู้ตัว

พอโตหน่อย ผมก็เริ่มรู้ตัวแล้วว่าชอบหนังตะลุง ยิ่งมีโอกาสได้ไปเรียนหนังตะลุงกับเพื่อนคุณพ่อ คือ อาจารย์ปรีชา ตะลุงสากล (อาจารย์ปรีชา เที่ยวแสวง) ท่านเป็นครูมัธยมสอนวิชาหนังตะลุงเป็นวิชาชมรมด้วย คุณพ่อก็เลยพาผมไปเที่ยวบ้านอาจารย์ ท่านเห็นผมสนใจ ก็เลยบอกให้ลองขึ้นไปเชิดดูหน่อย แล้วผมก็เชิดได้ อาจารย์ปรีชาจึงบอกคุณพ่อว่าผมน่าจะมีแวว แต่ที่บ้านผมไม่มีเชื้อสายหนังตะลุงเลยครับ” นายหนังตะลุงคนรุ่นใหม่เล่าให้ฟัง

เขาพูดถึงหนังตะลุงเมื่อก่อนกับสมัยนี้ว่า ค่อนข้างแตกต่างกันมาก การฝึกหนังตะลุงสมัยก่อนจะยากกว่า ยุคก่อนนั้นอาจต้องใช้ซีดี ต้องไปหาซื้อซีดีหนังตะลุงมาเปิดดูแล้วลองหัดเชิดตาม กับอีกทางคือไปเรียนกับอาจารย์หนังตะลุงโดยตรง ซึ่งอาจารย์ปรีชาเป็นอาจารย์คนแรกที่สอนการเชิดหนังตะลุงให้เขา รวมถึงเป็นอาจารย์สอนการพากย์หนังให้ด้วยเช่นเดียวกัน โดยเวลาเล่นหนังตะลุงในอดีตนั้นจะเป็นพากย์เทป คือเปิดซาวด์เสียง แล้วเชิดตาม จะไม่ได้พากย์เองสด ๆ

เริ่มรับงานช่วงที่เรียนอยู่ ป.5 อายุน่าจะสัก 11-12 ปี จำได้ว่ารับค่าตัวงานแรกได้เงินมา 2,500 บาท โดยคุณพ่อเป็นคนรับงานให้และเป็นคนพาไป หลังจากนั้นก็มีงานเข้ามาเรื่อย ๆ แต่มันจะมีช่วงพลิก คือช่วงอยู่ ม.2 โดยตอนนั้นหนังตะลุงที่เล่นเริ่มเปลี่ยนมาพากย์สด จึงต้องฝึกวิชาอยู่สักพักหนึ่ง โดยช่วงปิดเทอมส่วนใหญ่คุณพ่อจะส่งผมไปฝึกวิชาที่ จ.สงขลา ฝึกกับคุณพ่อบุญธรรม ซึ่งเป็นเจ้าของคณะหนังตะลุงชื่อ “ชายป้อประทุมศิลป์สงขลา” คุณพ่อบุญธรรมท่านนี้เป็นครูหนังตะลุงที่หล่อหลอมผมจนทำให้ผมสามารถพากย์เองได้ แต่เบื้องหลังจริง ๆ มันเหมือนไฟต์บังคับ เพราะตอนที่ต้องเล่นรอบที่ 3 คุณพ่อขู่ว่าถ้ารอบนี้ยังพากย์เองไม่ได้ ก็ไม่ต้องกลับมาแล้ว ให้อยู่ที่นั่นไปเลย ในที่สุดผมก็ทำได้”เขาเล่าถึง “รอยต่อชีวิต” ที่เป็นจุดเปลี่ยนทั้งในด้านทักษะและรูปแบบการเล่นตะลุง

เขาเล่าอีกว่า เมื่อกลับมาบ้าน ก็พอดีกับที่แถวบ้านกำลังมีงานวัด คุณพ่อก็เลยบอกให้เขาไปแสดงในงานนี้ ซึ่งเขายอมรับว่ากล้า ๆ กลัว ๆ เพราะจะเป็นการพากย์สดครั้งแรก ก็เลยรู้สึกประหม่า และคิดในใจว่าจะไม่เล่น แต่ที่สุดพอไปเล่นแล้วผิดคาดมาก ๆ คนดูสนุก ชอบใจกันมาก ทำเขามีกำลังใจ จากนั้นก็มีงานเรื่อย ๆ… หนังตะลุงพากย์อาจยากก็จริง แต่ได้ฟีล เพราะบรรยากาศสนุกสนานทั้งคนดูและคนเล่น นายหนังกำหนดได้เลยว่าจะพูดเรื่องอะไร จะพูดยังไงให้มันสนุก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เรื่องกระแส หรือชีวิตประจำวัน พูดได้หมด หรืออยากจะร้องเพลงคลอไปด้วยก็ยังทำได้”

กับคุณพ่อ วันรับปริญญา

พีทบรรยายความสนุกของหนังตะลุงพากย์สด ก่อนจะเล่าต่อไปว่า ช่วงเรียน ม.6 ยังไม่ได้ต่อมหาวิทยาลัย ตอนนั้นในใจคิดว่าอยากทำหนังตะลุงเป็นอาชีพเลย เพราะอยู่กับหนังตะลุงมาตลอด และแทบไม่ต้องขอเงินคุณพ่อ แถมยังช่วยผ่อนรถให้คุณพ่อได้ด้วย อย่างไรก็ตาม พอชีวิตก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย เขาก็ค่อย ๆ ลดการรับงานหนังตะลุงลง เพราะอยากลองใช้ชีวิตนักศึกษาให้เต็มที่ จึงสมัครทำงานองค์การนักศึกษา ทำกิจกรรมต่าง ๆ เพราะก็ชอบทำกิจกรรมมาก เรียกว่าตอนนั้นถ้าต้องเลือกระหว่างทำกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยกับแสดงหนังตะลุง จะเลือกกิจกรรมก่อน ส่วนงานแสดงหนังตะลุงจะเลือกเป็นครั้งคราว

อยากใช้ชีวิตนักศึกษาให้เต็มที่มากที่สุดครับ เพราะเราอยู่แค่ 4 ปี ก็เลยอยากอยู่กับเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ให้เยอะที่สุด”พีทบอก พร้อมเล่าว่า อาจารย์ เพื่อน ๆ ในมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่รู้ว่าเขาเป็นนายหนังตะลุง ทำให้เวลามีกิจกรรมที่เกี่ยวกับการพูด เขาก็มักจะถูกเลือกให้เป็นตัวแทน หรือแม้แต่การร้องเพลง เป็นวิทยากรบรรยายงานวัฒนธรรมต่าง ๆ เนื่องจากนายหนังตะลุงจะมี “สกิลเฉพาะตัว” แบบหนึ่ง คือ “พูดไปได้เรื่อย ๆ กับพูดได้ทุกเรื่อง” …เขาพูดเรื่องนี้พร้อมกับหัวเราะ

บรรยากาศระหว่างทำการแสดง

ส่วนเรื่องการรับงานแสดง เขาเล่าว่า เวลารับงานต้องดูว่าเป็นงานอะไร จะพูดหัวข้ออะไร เช่น สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้พูดอะไรคนถึงจะอิน เหมือนกับไปเล่นในวัดก็ต้องหามุกเกี่ยวกับเรื่องวัดเข้ามาเล่น หรือถ้าเป็นงานศพของภาคใต้ ก็จะเอามุกเกี่ยวกับการลักแกง หรือการขโมยแกงใส่ถุงกลับบ้าน คือต้องดูสถานการณ์ และดูหน้างานเป็นหลัก “เวลาผมไปเล่นจะมีการเปิดจอร้องเพลงสำหรับคนชอบรำวง ซึ่งเมื่อเล่นเสร็จแล้ว ใครอยากรำวง ผมก็มักจะจัดให้เลย”พีทบอกเรื่องนี้

ขณะที่ “จุดเริ่มต้นทำคลิปTikTok นั้น พีทบอกว่า เริ่มทำมาตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ซึ่งช่วงนั้น TikTok มีมาสักพักแล้ว แต่ตอนแรกเขาไม่รู้จัก พอดีอาจารย์สอนวัฒนธรรมสั่งให้ทำคลิปเกี่ยวกับเรื่องที่ถนัด เขาจึงทำเรื่องหนังตะลุง และมีน้อง ๆ ที่ทำงานในองค์การนักศึกษามาแนะนำว่าทำไมเราไม่ลองเอางานที่ส่งอาจารย์ไปลง TikTok ล่ะ? ซึ่งเขาก็ถามกลับไปว่าคืออะไร? น้องคนนั้นก็จึงอธิบายให้ฟัง โดยคลิปแรกที่ลงนั้น พีทบอกว่ายังไม่เกี่ยวกับหนังตะลุง แต่เป็นคลิปที่เขาไปหาหอยตามทุ่งกับเพื่อน ๆ ที่เขาเป็นคนตัดต่อเอง แต่มีการใช้เทคนิคที่ใช้กับตอนเล่นหนังตะลุง คือการเปิดซาวด์เพื่อตบมุก

ลงไปแค่ 1 ชั่วโมงก็ได้เปิดโลกใหม่ให้ผมเลย เพราะมีคนดู 2,000 กว่าคน ทำเอาผมดีใจมาก ก็เลยตัดสินใจว่าจะลองลงคลิปหนังตะลุงดู ซึ่งพอลงไปแค่วันเดียว ก็มียอดผู้ชมกว่า 100,000 คน ก็ยิ่งดีใจสุด ๆ จากนั้นก็เลยทำคลิปลงมาตลอด คนติดตามก็ค่อย ๆ เยอะขึ้นเรื่อย ๆ จนตอนนี้มีคนรู้จักผมทั่วประเทศแล้ว ซึ่งผมไม่คิดฝันว่าช่องทางนี้จะพาเรามาได้ไกลขนาดนี้” พีทเล่าถึง “จุดเปลี่ยนชีวิต” หลังจากเริ่มลงคลิปในแพลตฟอร์มออนไลน์ดังกล่าวนี้

แล้วต่อมาเขาก็อยากมีเพจเหมือนคนอื่นด้วย จึงทำช่องทางขึ้นมาเพิ่ม แต่ปรากฏช่วงแรก ๆ ไม่ค่อยมีคนดู ทำให้เขานึกสงสัย ก็เลยไปหาคำตอบ แล้วก็พบว่ากลุ่มคนดูไม่เหมือนกัน เพราะ TikTok กลุ่มคนดูจะเป็นวัยรุ่น คนรุ่นใหม่ ส่วนถ้าหากเป็นเพจ มักจะเป็นคนวัยทำงานกับคนมีอายุ เขาก็เลยจับกลุ่มเปลี่ยนมุกใหม่ จนตอนนี้เพจมียอดคนติดตามกว่า 140,000 คนแล้ว ขณะที่ “วิธีคิดคอนเทนต์” พีทบอกว่า บางวันประเด็นที่เลือกมาเล่าก็มาเอง แต่ส่วนใหญ่เขาจะติดตามสถานการณ์ช่วงนั้น ๆ ว่ามีอะไรที่คนกำลังสนใจ แล้วเอามาประยุกต์กับมุกตะลุงที่มีอยู่ เพื่อนำมาเล่าใหม่ โดยเขาจะเป็นคนทำเองคนเดียวทั้งหมด โดยจะตั้งกล้อง 2 ตัว และวิ่งไปกดเพื่อถ่ายเอง แถมตัดต่อเอง ใส่เสียงเอง เรียกว่าทำเองทุกอย่างแบบ 100%

หลังทำ TikTok ก็มีคนจ้างไปแสดงสดเยอะขึ้น เรียกว่าอยู่รอดได้จาก TikTok ก็ได้ เพราะมีหลายงานที่มาจากช่องทางนี้ นอกจากนี้ยังมีงานโปรโมตสินค้าและถ่ายโฆษณาเข้ามาด้วย และล่าสุดที่ดีใจมากคือได้ถ่ายแบบกับรองเท้า CONVERSE และเป๊บซี่” นี่เป็น “ชีวิตที่เปลี่ยนแปลง” อีกช่วงหนึ่งของนายหนังตะลุงคนรุ่นใหม่คนนี้

ทาง “ทีมวิถีชีวิต” ถามถึง “หัวใจสำคัญในการเป็นนายหนังตะลุง?”พีทตอบว่า สำหรับเขาคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ “ต้องรู้ตลอดว่ากำลังจับตัวละครนี้อยู่ กำลังพูดแทนตัวละครนี้อยู่”ซึ่งเวลาพากย์เขาจะจ้องหน้าตัวละคร โดยอาจารย์สอนเขามาว่าเวลาเล่นต้องจ้องหน้าตัวละครนั้นไว้ตลอด แล้วชักปากไป แล้วพากย์ไป เพื่อที่เราจะได้เห็นและจะได้เป็นตัวละครตัวนั้นได้อย่างแนบเนียน โดยหนังตะลุงนั้นจะหน้าเหมือนเดิมตลอด ไม่ใช่นิ่งแค่หน้า ตัวก็นิ่ง ถ้าเราไม่ขยับ ไม่ชักปาก ตัวละครก็จะไม่มีการเคลื่อนไหว จะไม่มีชีวิต จึงอยู่ที่นายหนังว่าจะเป็นผู้เสริมสร้างชีวิตและมอบชีวิตให้หนังตะลุงตัวนั้นได้อย่างไร

เราถามอีกว่า คิดอย่างไรหากมีคนบอกว่าหนังตะลุงจะตายแล้ว?”พีทตอบว่า บางคนบอกว่าหนังตะลุงจะอยู่คู่ภาคใต้ จะไม่มีวันสูญหาย จะมีเด็กรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทน ก็จริงอยู่ที่ว่าหนังตะลุงไม่มีทางตาย แต่ที่เป็นแบบในอดีตก็อาจจะหาดูได้ยากขึ้น อาจไปอยู่ในออนไลน์มากขึ้น มีการปรับเปลี่ยนเรื่องราวและรูปแบบหลากหลายขึ้น “ตอบแบบไม่โลกสวยนะครับว่าหนังตะลุงจะไม่ตาย ไปต่อได้ แต่จะไม่ได้อยู่ในรูปแบบเดิม หรือต้องปรับเปลี่ยนตามความเปลี่ยนแปลง หนังตะลุงจึงจะมีชีวิตอยู่ต่อไป ผมเชื่อว่าหนังตะลุงที่จะอยู่ได้ต่อไปในอนาคตจะต้องปรับเปลี่ยน” เขาสะท้อนมุมคิดเรื่องนี้ไว้

“พีท-ภาวินท์” บอก “ทีมวิถีชีวิต” ว่า นอกจากหนังตะลุงแล้ว เขายัง “ชอบร้องเพลงมาก” ทำให้มีความฝันว่าอยากเป็นแบบ “พี่ตูน บอดี้สแลม” หรือ “พี่ปั๊บ โปเตโต้” แต่ก็ยังคง “หลงเสน่ห์หนังตะลุง” โดยเขาบอกว่า…“ผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้เล่นหนังตะลุง สิ่งที่ได้รับมาอีกอย่างจากการได้โชว์ได้แสดงหนังตะลุงก็คือ รอยยิ้มของคนดู ยิ่งเวลาที่ได้เห็นคนที่ตั้งใจมาดู แม้ดึกดื่นถึงเที่ยงคืนก็ไม่ถอย แถมดูแล้วหัวเราะ มีรอยยิ้ม ทำให้ผมมีกำลังใจมาก ซึ่งผมมองว่า…นี่เป็นความสุขที่ส่งให้กัน”.

ค้นพบ ‘ความหมายของชีวิต’

สำหรับชื่อคณะหนังตะลุง “หนังพีท ศ.ก้องฟ้า” นั้น เรื่องนี้ “พีทภาวินท์ ภักดี” อธิบายว่า จริง ๆ ปรับเปลี่ยนมาแล้วหลายครั้ง ตามแต่สถานการณ์และช่วงเวลานั้น ๆ เช่น ตอนที่ยังพากย์ซีดีหรือพากย์เทปอยู่ ใช้ชื่อว่า “น้องพีทตะลุงเยาวชน” แต่พอเข้าสู่ช่วงมัธยมต้นที่เริ่มเข้าสู่วงการพากย์สด ก็เปลี่ยนใช้ชื่อ “หนังพีทลูกชายป้อ” และมาเปลี่ยนอีกครั้งช่วงเรียนมัธยมปลาย โดยเปลี่ยนเป็น “หนังพีท ศ.ก้องฟ้า” เนื่องจากเขาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของ “หนังก้องฟ้าดาราศิลป์” ซึ่งเป็นบรมครูหนังตะลุงของ จ.พัทลุง และหลังเข้าสู่วงการ TikTok เขาก็เปลี่ยนชื่อมาเป็น “นายหนังพีท ศ.ก้องฟ้า” ซึ่งตั้งแต่ชื่อคณะเดิมก็ทำให้เขาคนนี้พบความหมายในชีวิต… หนังตะลุงมีความหมายกับผมมาก เรียกว่าหนังตะลุงให้ผมแทบทุกอย่าง ทั้งความสุข เงินทอง ชื่อเสียง และความหมายของการใช้ชีวิตด้วย เพราะการแสดงหนังตะลุงทำให้ผมได้ไปที่ที่ไม่เคยไป หนังตะลุงมีความหมายกับผมมาก จนไม่อาจบรรยายได้หมดเลยครับ” ทาง “นายหนังตะลุงวัย Gen Z” คนนี้ย้ำทิ้งท้ายไว้.

เชาวลี ชุมขำ : รายงาน