ทั้งนี้ แนวคิด-ข้อเสนอ “ขยายอายุเกษียณ” ที่มีการหยิบยกมาพูดถึงและเป็นกระแสที่คนไทยสนใจกันมากนั้น นัยว่าแนวคิดนี้ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่รัฐบาลชุดใหม่ได้มีการคิดเผื่อเอาไว้?? ซึ่งจะเป็นการ“ลดปัญหาใหญ่”ในสังคมไทย…

มุมหนึ่งเป็นการ “ลดอัตราว่างงาน”

ในอีกมุม “ลดปัญหายุคสังคมสูงวัย”

เกี่ยวกับแนวคิด “ขยายอายุเกษียณ” นี้…หลังมีการเสนอออกมาก็เซ็งแซ่ไม่น้อย ซึ่งก็ มีทั้งฝ่ายที่ “ไม่เห็นด้วย” โดยมองว่า…การขยายอายุเกษียณเป็น 65 ปี อาจกระทบโครงสร้างราชการ? ทำให้เกิดภาระทางการคลัง? และก็ มีฝ่ายที่ “เห็นด้วย” โดยมองว่า…ช่วยให้ผู้สูงอายุมีงานทำมีรายได้ ลดภาระการเงินของลูกหลานครอบครัว และจะส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุด้วย ซึ่งก็ต้องตามดูกันไปว่าจะมีความคืบหน้าเช่นไร?? อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับแนวคิดดังกล่าวนี้นั้น…

ก็มี“เสียงสะท้อนเชิงวิชาการ” น่าคิด…

ผศ.ดร.ณัฏฐพัชร สโรบล

ทั้งนี้ เรื่องนี้ก็มีเสียงสะท้อนที่น่าพิจารณา เช่นที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูล โดยเป็น “มุมวิเคราะห์” เป็นมุมมองจากนักวิชาการด้านนโยบายสังคม คือ ผศ.ดร.ณัฏฐพัชร สโรบลอาจารย์ประจำ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ที่สะท้อนไว้น่าสนใจ โดยสังเขปมีว่า… สนับสนุนแนวคิดนี้ เพราะส่งผลดีต่อการแก้ปัญหาสังคม ซึ่ง ไทยไม่ใช่แค่ “เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ” แต่ “กำลังก้าวสู่สังคมอายุยืนด้วย” โดยทาง มธ. ได้ศึกษาวิจัยเรื่องคนอายุ 100 ปีขึ้นไป พบว่า… ปัจจุบันไทยมีคนอายุยืนเกิน 100 ปี จำนวนมากกว่า 40,000 คน ซึ่งจากจำนวนตัวเลขกรณีนี้…

บ่งชี้ว่า “ไทยติดอันดับที่ 5 ของโลก”

อันดับ “ประเทศที่มีผู้อายุเกิน 100 ปี”

นอกจากข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “ตัวเลขคนอายุยืนของไทย” ที่นักวิชาการด้านนโยบายสังคมได้สะท้อนไว้แล้ว นักวิชาการท่านเดิมยังสะท้อนไว้อีกว่า… จากการที่ไทยมีคนที่อายุยืนเกิน 100 ปีติดอันดับ 5 ของโลกนี้ ก็สะท้อนว่า…ไทยยังมีแนวโน้มที่จะมีผู้สูงอายุที่อายุยืนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย ซึ่ง หากสังคมไทยยังยึดถือการ “เกษียณโดยหยุดเอาไว้ที่ 60 ปี” ก็อาจส่งผลให้ “ผู้เกษียณจะมีช่องว่างของอายุมากถึงราว 40 ปี ที่เป็นช่วงเวลาหลังเกษียณที่จะเป็นการใช้ชีวิตโดยไม่มีงานทำ” ที่อาจนำสู่ “ปุจฉา” ว่า… แล้วผู้สูงอายุกลุ่มนี้จะยังชีพด้วยเงินจากไหน??”…นี่เป็นปุจฉาน่าพิจารณา “น่าคิด”

ทาง ผศ.ดร.ณัฏฐพัชร สะท้อนไว้อีกว่า… ก็ต้องยอมรับว่าการขยายอายุเกษียณค่อนข้างมีความซับซ้อนเกินกว่าจะสำเร็จได้ภายในเวลาจำกัด!! อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาในช่วงหลาย ๆ รัฐบาล ทางภาควิชาการทั้งด้านสังคมศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ก็ได้พยายามศึกษาวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะมีการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับการขยายอายุเกษียณ เพราะหากมองประเทศที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด เช่น ญี่ปุ่น ฟินแลนด์ สหรัฐอเมริกา ประเทศเหล่านี้ ได้มีการนิยามช่วงวัยผู้สูงอายุไว้ที่ 65 ปีขึ้นไป โดย กรณีญี่ปุ่นนั้นก็มีการขยายการเกษียณอายุไปที่อายุ 70 ปีแล้ว เมื่อปี 2564

วัยเกษียณ” สำหรับไทยยังเป็น 60 ปี

โดย “ไทยเกษียณเร็วกว่าญี่ปุ่น 10 ปี”

อย่างไรก็ตาม ทางนักวิชาการด้านนโยบายสังคม มธ. ท่านดังกล่าวยังสะท้อนไว้ต่อไปว่า… แม้ว่าที่ผ่านมามีภาควิชาการที่ได้ศึกษาวิจัยเรื่องนี้จนสามารถที่จะจัดทำเป็น “ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อภาครัฐ” ออกมาเป็นระยะ ๆ หากแต่ ข้อเสนอเหล่านี้มักจะไม่ค่อยถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณามากนัก โดย “อุปสรรค” ที่พบนั้น… มักจะติดขัดที่เรื่องการเงินการคลังของประเทศ และรวมถึงยังมี “ข้อจำกัด” จากกรณี กระบวนการทางกฎหมาย ถึงแม้ว่าหลาย ๆ ภาคส่วนได้พยายามผลักดันเรื่องการ “แก้ไขนิยามเกี่ยวกับอายุเกษียณ”มาโดยตลอด …เหล่านี้นี่เป็น“อุปสรรคข้อจำกัด”ของไทย

ทั้งนี้ ผศ.ดร.ณัฏฐพัชร สโรบลสะท้อนไว้ด้วยว่า… หากรัฐบาลต้องการทำให้แนวคิดนี้สำเร็จได้จริง ส่วนตัวเสนอให้รีบดำเนินการเป็นอย่างแรกคือ ออกกฎหมายคุ้มครองการกีดกันทางอายุในสถานที่ทำงาน เช่น ยกเลิกกรอบอายุการบรรจุ หรือเกณฑ์อายุการสมัครสอบ รวมถึง ยกเลิกข้อจำกัดเรื่องอายุในการเข้าถึงแหล่งทุน หรือการฝึกอบรม การเพิ่มพูนความรู้ต่าง ๆ ของผู้สูงอายุ เนื่องพราะ ที่ผ่านมาแค่อายุ 55 ปี หลายคนก็เจอกับการถูกกีดกันด้วยเหตุผลที่ว่า… ใกล้เกษียณแล้ว” หรือ “ไม่คุ้มที่จะลงทุน” ซึ่งถ้ายังปลดล็อกความคิดเช่นนี้ไม่ได้ ก็คงยากที่จะทำให้นโยบายนี้เกิดขึ้นได้จริง…

ที่สำคัญคือ ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม เอาด้วยหรือไม่ เพราะหากนโยบายนี้ครอบคลุมแค่ข้าราชการก็อาจไม่เกิดผลลัพธ์อย่างที่หวัง และจะไม่ตอบโจทย์การแก้วิกฤติสังคมสูงวัยระดับสุดยอด เพราะปี 2568 มีข้าราชการในวัยเกษียณแค่ 1.75 ล้านคน แต่มีประชากรที่เป็นแรงงานทั้งหมดราว 38 ล้านคน” …นี่ก็ “น่าคิด” ที่นักวิชาการสะท้อนไว้

ไทย “เข้ายุคสูงวัย และเริ่มยุคอายุยืน”

โดย “เกษียณทั้งที่มีปัญหาการเงินอื้อ”

ขณะที่ “ขยายวัยเกษียณยังไม่ง่าย!!”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์