เป็นเสียงจาก “ซินดี้-เพ็ญพรรณฆ์ ศักดิ์ธนบดี” หรือที่ชาวคอสเพลย์เยอร์รู้จักเธอในชื่อ “cinzhan” ที่บอกกับ “ทีมวิถีชีวิต” ถึง “แรงบันดาลใจ” เกี่ยวกับความชื่นชอบและเส้นทางชีวิต การเป็น “คอสเพลย์เยอร์” กับการมุ่งเป็น “นักปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์” ที่ดูจะเป็น “คนละเรื่องเดียวกัน??” ซึ่งเธอเพิ่งเรียนจบ-รับปริญญาตรีมาหมาด ๆ และวันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับเธอคนนี้ให้มากขึ้น…

“ซินดี้-เพ็ญพรรณฆ์” เธอเพิ่งรับปริญญาเมื่อเร็ว ๆ นี้ หลังศึกษาจบจากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี สาขาวิชาแพทย์ฉุกเฉิน ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน มหาวิทยาลัยมหิดล ทำให้เธอมีดีกรีเป็น “พาราเมดิก (Paramedic)” หรือ “นักปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์” ซึ่งหลาย ๆ คนอาจสงสัยเกี่ยวกับอาชีพนี้ โดยซินดี้ก็ได้อธิบายว่า คนที่เป็นนักพาราเมดิก หรือนักปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ เป็น บุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทางที่มีบทบาทในการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินนอกโรงพยาบาล โดยหน้าที่หลัก ๆ ที่ต้องทำก็จะมีตั้งแต่การช่วยชีวิต การประเมินอาการ และการนำผู้ป่วยฉุกเฉินส่งโรงพยาบาลให้ทันท่วงที ด้วยวิธีการอย่างเหมาะสม หรือสรุปให้สั้นขึ้น อาชีพ “พาราเมดิก” คือคนที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินเบื้องต้นในที่เกิดเหตุและระหว่างนำส่งโรงพยาบาล โดยภารกิจสำคัญคือการช่วยชีวิตกับป้องกันการเสียชีวิตของผู้ป่วย …ซินดี้อธิบายให้เราได้รู้จักเกี่ยวกับ “อาชีพนักปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์” ของเธอ
ทั้งนี้ นอกจากมุมการเป็นพาราเมดิก เธอคนนี้ยัง มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบคอสเพลย์ อีกด้วย โดยซินดี้มีชื่อในวงการนี้ว่า “cinzhan” ซึ่งกับบทบาทที่แตกต่างกันแบบคนละขั้วของเธอเช่นนี้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เราอยากจะทำความรู้จักกับสาวที่มีแนวคิดการใช้ชีวิตที่น่าทึ่งคนนี้ โดยเธอเล่าให้ “ทีมวิถีชีวิต” ฟังว่า เกิดและโตที่กรุงเทพฯ เป็นลูกคนกลางของครอบครัว ซึ่งช่วงวัยเด็กเธอก็ชอบเล่นเกมและชอบดูการ์ตูน โดยเธอเรียนในโรงเรียนเอกชนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงชั้น ม.ต้น ส่วนช่วง ม.ปลาย เข้าเรียนที่ โรงเรียนปัญญาวรคุณ โดยได้เรียนอยู่ห้อง Gifted ซึ่งเป็นห้องเรียนพิเศษที่เด็กห้องนี้จะเน้นเรียนวิชาวิทยาศาสตร์กับคณิตศาสตร์เป็นหลัก จนตอนที่กำลังขึ้น ม.6 ทางคุณแม่บอกให้เธอลองยื่นพอร์ตโฟลิโอไปที่ สาขาวิชาแพทย์ฉุกเฉิน ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งปรากฏว่าเธอผ่านการคัดเลือก จนเป็นจุดเริ่มต้นการได้เข้าสู่เส้นทางอาชีพ “นักปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์”

“จริง ๆ อยากเรียนสถาปัตย์ อยากเรียนเขียนแบบมากกว่า เพราะชอบวาดรูป แต่คุณแม่อยากให้ลองยื่นพอร์ตโฟลิโอไปที่คณะแพทย์ฯ ที่นี่ดูก่อน ก็เลยตามใจคุณแม่ แต่ตอนที่ยื่นก็ไม่คิดว่าจะได้ เพราะมีคนที่ยื่นเป็นพันคน แต่เขารับแค่ 30 คนเท่านั้น ปรากฏเราเป็น 1 ใน 30 คนที่ได้รับคัดเลือก ทำให้รู้สึกดีใจมาก” ซินดี้เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง
พร้อมพูดถึง “สาเหตุที่ยอมเลือกเรียนสาขานี้” ว่า เพราะดูซีรีส์ไทยเรื่อง “รักฉุดใจนายฉุกเฉิน (My ambulance)” ที่ตัวเอกแสดงโดย ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ กับ ใหม่–ดาวิกา ซึ่งตัวละครในซีรีส์เรื่องนี้เกี่ยวกับอาชีพพาราเมดิก จึงรู้สึกสนใจในอาชีพนี้ด้วย ประกอบกับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียนมาคุยว่าดาราที่เธอชอบก็เรียนอยู่ที่สาขานี้ด้วย ก็เลยทำให้เธอเลือกเรียนสาขานี้ ซึ่งหลังจากได้เรียนก็พบว่าเธอรู้สึกชอบและหลงใหลในวิชาชีพนี้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะเป็นอาชีพที่คนที่จะทำงานนี้ได้จะต้องเป็นคนที่มีความเด็ดขาด ต้องตัดสินใจได้ดี ทำให้มองว่าอาชีพนี้ดูเป็นอาชีพที่น่าตื่นเต้นดี และยังได้ช่วยเหลือชีวิตคนอีกด้วย


ในลุคคอสเพลย์ / ในลุคการแพทย์
ส่วน “จุดเริ่มต้นการแต่งคอสเพลย์” นั้น เธอเล่าว่า เริ่มแต่งตั้งแต่ตอนเรียนชั้น ม.5-ม.6 แล้ว ซึ่งช่วงนั้นโรงเรียนมีกิจกรรมประกวดแต่งคอสเพลย์ ด้วยความที่เธอเองก็เป็นเด็กที่ชอบดูการ์ตูนอนิเมะ และชอบเล่นเกมอยู่แล้ว จึงมองกิจกรรมประกวดที่โรงเรียนจัดว่าน่าจะสนุกดี เธอจึงลองสมัครเข้าประกวดด้วย โดยช่วงแรก ๆ ที่เริ่มแต่งคอสเพลย์ คุณแม่ก็ไม่ได้ว่า แถมยังสนับสนุนซื้อชุดให้เธออีกด้วย ซึ่งเธอบอกว่าโชคดีที่ได้ครอบครัวคอยซับพอร์ทในทุกเรื่องที่เธออยากลองทำ โดย “การ์ตูนตัวแรกที่แต่งคอสเพลย์” ชื่อว่า “ดีวา (D.Va)” เป็นตัวการ์ตูนจากเกมชื่อ “โอเวอร์วอร์ช (Overwatch)” โดยซินดี้เล่าว่า หลังแต่งคอสเพลย์ประกวดครั้งแรก เธอก็พบว่าตัวเองชอบและสนุกกับคอสเพลย์มาก ก็เลยแต่งคอสเพลย์เป็นงานอดิเรกมาตลอดเมื่อมีเวลาว่าง จนกระทั่งได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้วเธอก็ยังคงแต่งคอสเพลย์ตลอด โดยใช้ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือบางครั้งถ้าเรียนเช้า ไม่มีเรียนบ่าย ก็จะใช้ช่วงบ่ายเพื่อแต่งตัวคอสเพลย์ โดยเธอก็ไม่คิดมาก่อนว่างานอดิเรกนี้จะกลายเป็นอาชีพได้ด้วย


ลุคใส ๆ สมัยที่ยังเรียนมัธยม / ผลงานคอสเพลย์ก่อนหน้านี้
“ก็แต่งคอสเพลย์เป็นงานอดิเรกมาเรื่อย ๆ และเมื่อแต่งแล้วเราก็จะถ่ายรูปเอาไปโพสต์ลงโซเชียลซึ่งเป็นช่องทางของเรา ต่อมาเราก็เริ่มมีแฟนคลับที่ติดตามเรามากขึ้นเรื่อย ๆ จนจากงานอดิเรกก็เลยกลายเป็นอาชีพได้ด้วยแบบไม่รู้ตัว จากการที่เราขายเซกิ (รูปโพลารอยด์พร้อมลายเซ็น กับรูปโฟโต้เซ็ท) ให้กับแฟนคลับ โดยรายได้จากการขายรูปได้ เราก็จะนำมาเก็บไว้ใช้เป็นทุนไปเช่าชุดตัวละครใหม่ ๆ มาใส่คอสเพลย์ต่อ ๆ ไป”
ซินดี้เล่าให้ฟัง พร้อมบอกว่า ช่วงแรก ๆ เธอใช้วิธีซื้อชุดเอง จนหลัง ๆ พอรู้ว่ามีชุดให้เช่า ก็ใช้วิธีเช่าแทน เพราะชุดคอสเพลย์มีราคาแพงมาก และเธอยังบอกอีกว่า การแต่งคอสเพลย์นอกจากสร้างรายได้ให้เธอได้แล้ว ยังช่วยให้เธอพัฒนาสกิลการแต่งหน้าด้วย ซึ่งเธอนำความสามารถด้านนี้ไปแต่งหน้าให้กับคุณแม่บ่อย ๆ เวลาที่คุณแม่ของเธอจะต้องออกไปงานต่าง ๆ

สำหรับ “เส้นทางชีวิตในอนาคต” นั้น ซินดี้เผยว่า เธอกำลังรอผลสอบใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ สาขาฉุกเฉินการแพทย์อยู่ ซึ่งถ้าผลสอบออกมาว่าผ่าน ต่อไปเธอก็จะลองไปสมัครงานที่โรงพยาบาลใกล้ ๆ บ้าน แต่ตอนนี้เธออยากจะขอพักเรื่องงานที่จะทำตามสายวิชาที่เรียนมาไว้สักพักหนึ่งก่อน เพราะอยากจะขอพักสมองหลังต้องทุ่มเทคร่ำเคร่งกับการเรียนมาช่วงใหญ่ ๆ ส่วนเรื่องการแต่งคอสเพลย์นั้น เธอยืนยันว่าไม่ทิ้งแน่นอน หรือแม้แต่ตอนที่ได้ทำงานเป็นนักปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์แล้ว ก็ตั้งใจไว้ว่าจะยังแต่งคอสเพลย์แบบนี้ต่อไป เพราะเธอมองว่าปัจจุบันนี้สังคมไทยเปิดกว้างมากขึ้นแล้ว จนมองกลุ่มคนที่ชื่นชอบงานอดิเรกแบบนี้เป็นเรื่องปกติ และที่สำคัญนั้นเธอเองก็พบว่า…ก็มีคุณหมอหลาย ๆ ท่านเป็นคอสเพลย์เยอร์ด้วย!!
ช่วงท้ายของการสนทนา “ซินดี้-เพ็ญพรรณฆ์” สาว “พาราเมดิก” และ “คอสเพลย์เยอร์” สาวชื่อดัง บอก “ทีมวิถีชีวิต” ว่า ถ้าถามว่าชอบบทบาทไหนที่สุด ถ้าจะต้องตอบจริง ๆ ก็ “ชอบทั้งคู่” และเธอก็มองว่าการเป็นพาราเมดิกกับการแต่งคอสเพลย์สามารถทำควบคู่ไปด้วยกันได้… “จริง ๆ ตั้งใจไว้ว่าอยากขอทุ่มเทให้กับงานในการเป็นพาราเมดิก หรือนักปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ เป็นงานหลัก ส่วนงานคอสเพลย์ หลังจากที่เราได้ทำงานหลักแล้ว งานนี้ก็คงจะทำเป็นงานอดิเรก เพราะทิ้งไม่ได้เช่นกัน แต่ก็คงจะลดลงหน่อย ซึ่งส่วนตัวซินดี้คิดว่าสามารถทำ 2 งานนี้พร้อมกันได้…ขอแค่เราจัดบาลานซ์ให้ดี”.

‘พาราเมดิก’ การแพทย์ ‘ช่วยชีวิต’
“ซินดี้–เพ็ญพรรณฆ์ ศักดิ์ธนบดี” ได้อธิบายเกี่ยวกับ “นักปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์” หรือ “พาราเมดิก” เพิ่มเติมด้วยว่า เป็นอีกอาชีพทางการแพทย์ที่มีหน้าที่ออกช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้บาดเจ็บ นอกสถานที่ โดยจะออกไปกับ รถแอมบูแลนซ์ เพื่อดูแลและช่วยชีวิตผู้ป่วยที่จุดเกิดเหตุ ซึ่งจะต้องทำได้ตั้งแต่หัตถการพื้นฐาน เช่น เปิดทางเดินหายใจ ให้ออกซิเจน ไปจนถึงหัตถการขั้นสูง อาทิ ใส่ท่อช่วยหายใจ ใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้า โดยเหล่านี้ทั้งหมดต้องอยู่ในการควบคุมของแพทย์ ส่วน “คุณสมบัติ” คนที่เป็น “พาราเมดิก” นั้น ส่วนตัวเธอมองว่ามี 2 เรื่องสำคัญ คือ “ต้องเด็ดขาด–ต้องตัดสินใจได้ดี” โดยเธอยังได้เล่าให้ฟังถึง “ประสบการณ์ฝึกงาน” ของเธอว่า “เริ่มฝึกงานตั้งแต่ปี 2 โดยเริ่มจากฝึกทำหัตถการในห้องฉุกเฉิน และก็มีที่ต้องออกไปกับรถแอมบูแลนซ์ เพื่อไปช่วยผู้ป่วยนอกโรงพยาบาล ซึ่งตอนฝึกงานปีแรก ๆ ต้องเริ่มจากเป็นลูกทีมก่อน พอขึ้นปี 4 ก็จะได้รับหน้าที่เป็นหัวหน้าทีม ซึ่งเคสที่ออกไปช่วยมักเป็นเคสหนัก ๆ ซึ่งครั้งแรกที่ได้ออกไป ก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้น เพราะกว่าจะได้ออกไปเคสจริง ทุกคนจะต้องได้รับการเทรนก่อน โดยสิ่งที่ต้องทำเมื่อออกเคสจริงก็คือ ทบทวนความรู้ให้ดี ๆ ให้แม่น ๆ ๆ”.
บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน



