สัปดาห์ที่ผ่านมาการเมืองดุเดือดเลือดพล่านจน “คนระดับบิ๊ก” ต้องทิ้งเก้าอี้ใหญ่แบบไม่ได้ตั้งตัว

ทั้ง“อิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร ต้องยอมไขก๊อกออกจากเก้าอี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เบรกกระแสขาลง เปิดทางจัดทัพสู่สนามเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะพรรคเพื่อไทยต้องเริ่มต้น“ยกเครื่อง พลิกโฉม เปลี่ยนโครงสร้าง กระบวนการ และวิธีคิดใหม่ทั้งหมด” เพื่อให้พรรคสามารถชนะเลือกตั้ง ต้องเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงโดยเร็วที่สุด

 พร้อมส่งสัญญาณอยู่เบื้องหลังพรรคเพื่อไทยถึงแม้“แพทองธาร” จะลาออกเพราะเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุการเมืองระหว่างการเลือกตั้ง อีกทั้งยังมีคดีที่เป็นชนักปักหลังอยู่ที่ป.ป.ช.แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ทิ้งพรรคยังคงเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และจะร่วมสร้างพรรคเพื่อไทยยุคใหม่ ที่พร้อมจะยืนเคียงข้างประชาชน

ขณะที่ รัฐมนตรีสายล่อฟ้าอย่าง “วรภัค ธันยาวงษ์” ตั้งโต๊ะแถลงลาออกจาก“รมช.คลัง”แบบด่วนๆเล่นเอาคอการเมืองต้องจับตากันทุกเสี้ยววินาที

จนมีการแทงหวยว่า การยุบสภาน่าจะเกิดขึ้นก่อน วันที่ 31 ม.ค.2569 ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะทำให้กระทบกับการแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็ต้องจับตาดูกัน

Screenshot

เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า “พรรคประชาชน” เดินบทเข้มพลิกเกมจากฝ่ายค้ำที่โหวตหนุนให้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ขึ้นนั่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 มาเล่นบทฝ่ายค้านแบบเข้มๆ ตั้งแต่ในเวทีแถลงนโยบายรัฐบาล เมื่อวันที่ 29 ก.ย.จากนั้นก็เดินเกมไล่ทุบรัวๆ ชูประเด็นแฉ “แก๊งสแกมเมอร์” เปิดชื่อขบวนการไล่ล่านักการเมืองที่มีเอี่ยวเกี่ยวพันไปจนถึงรัฐมนตรีสายล่อฟ้า

จนล่าสุด “สแกมเมอร์” พ่นพิษทำเอา “วรภัค” ต้องรีบชักตัวเองออกจากกองไฟ ก่อนไฟจะลามทุ่งโยงเข้าไปเผาทั้งรัฐบาล ถือได้ว่าเรื่องนี้เป็นการสั่นคลอน “รัฐบาลอนุทิน” ถูกดิสเครดิตเบรกเกมโกยศรัทธา

จนทำให้ “วรภัค” ต้องออกมาเปิดใจชี้ว่า มีกลุ่มบุคคลเผยแพร่ข่าวใส่ร้ายป้ายสีบิดเบือนข้อเท็จจริงพยายามเชื่อมโยงชื่อตัวเองกับเครือข่ายสแกมเมอร์ต่างๆ

ขอชี้แจงเลยว่าไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับขบวนการหลอกลวงหรือธุรกิจผิดกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะในกัมพูชาหรือที่ใดในโลกนี้ มีการพยายามกล่าวหาว่าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการต้มตุ๋น

ยอมรับว่า ได้รู้จักกับ “เบนจามิน” ในฐานะผู้ปกครอง เพราะลูกเรียนโรงเรียนเดียวกัน แต่ไม่เคยทราบว่า มีธุรกิจอะไรอย่างไรหรือมีความสัมพันธ์กับ “ยิม เลียก” (Yim Leak) นักธุรกิจชาวกัมพูชา ประธานกลุ่ม B.I.C

“การนำชื่อผมไปใส่ร้ายป้ายสีและบิดเบือนข้อเท็จจริง และยังใส่ร้ายข้อมูลเท็จกับภรรยาผมว่าได้รับผลประโยชน์เป็นเงินคริปโต ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ขอยืนยันว่าภรรยาผมไม่เคยมีบัญชีคริปโตใดๆ ทั้งสิ้นทั้งในอดีตและปัจจุบัน ไม่เคยได้รับผลประโยชน์ใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้เลยผมพร้อมให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด ผมจะดำเนินคดีทางกฎหมายกับผู้ไม่หวังดี”นายวรภัค กล่าว

ขณะเดียวกัน  ปัญหาเรื่องสแกเมอร์ บอกเลยเรื่องนี้ยังไม่จบง่าย เพราะว่าทางเกาหลีใต้ออกมาบอกว่ามีคนเกาหลีใต้ถูกลักพาตัวในประเทศไทยถึง 11 คน กลายเป็นเรื่องร้อนๆ สุมไฟ “รัฐบาลอนุทิน”ท่ามกลางการตั้งคำถามดังๆจาก ขุนพลค่ายสีส้ม  “รังสิมันต์ โรม” สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ว่า กำลังเกรงใจใครอยู่หรือไม่

บทบาทของ “รัฐบาลอนุทิน”แม้จะมีการตั้งคณะกรรมการฯขึ้นมาปราบแก๊งสแกมเมอร์ยังไม่เพียงพอต่อการปราบปรามอย่างจริงจัง

ถึงแม้ล่าสุดได้ประกาศเป็นวาระแห่งชาติเป็นน็อตตัวสำคัญ ขันน๊อตทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาแก้ปัญหาด้วยกันก็ยังออกแอ๊กชั่นช้าไปในตอนนี้

ดังนั้นจากนี้ถ้ารัฐบาลไม่เร่งทำ ไฟจะไม่ใช่แค่ลนก้นแต่เป็นตัวเร่งเกมปลิดชีพ “รัฐบาลอนุทิน”

เพราะเห็นได้ชัด “พรรคส้ม” เอาจริง ดูสัญญาณจากคำสัมภาษณ์ของ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” ที่เป็นอีกหนึ่งขุนพบค่ายสีส้ม ประกาศพร้อมเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจ “รัฐบาลอนุทิน” ทั้งเรื่องกรณีโยกย้ายข้าราชการในกระทวงมหาดไทยและการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ ร่วมถึงคดีการเมืองอื่นๆด้วย โดยจะใช้กลไกสส.และกลไกของกรรมาธิการในการผลักดันเรื่องที่รัฐบาลควรดำเนินการให้ดำเนินการอย่างจริงจังมากขึ้น ไม่เช่นนั้น “รัฐบาลอนุทิน” จะถูกตอกลิ่ม ทำคะแนนศรัทธาหล่นวูปหายไปได้  

ทำเอาหลายพรรคการเมืองต้องรีบจัดทัพแต่งตัว พร้อมลงสนามเลือกตั้งซึ่งอาจจะเกิดเร็วกว่ากำหนด เพราะมองดูแล้วเกมร้อนเลือกตั้ง คือ ช่วงเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่ฝ่ายค้านรุมไล่บี้เป็นเวทีเรียกแต้มฝ่ายค้าน คนโดนรัวๆ คือ “พรรคภูมิใจไทย” ประหนึ่งเป็นการถูกขึงพืดกลางสภา

ถ้าไม่มั่นใจจริงๆการลงสนามในการสู้ศึกเลือกตั้ง จะมาอาศัยโหนเรื่องนโยบายคนละครึ่งพลัส แจกเงินประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเดียวคงไม่สามารถรักษาฐานเสียงไว้ได้

และดูเหมือนน้ำเงินจะรู้จังหวะดีที่สุด เพราะดูจากการเตรียมตัวจัดตั้งทัพแล้ว ฐานเสียงดูจะหนาแน่นกว่าใคร ทั้งการโยกย้ายข้าราชการกระทรวงมหาดไทยการดูดสส.บ้านใหญ่เข้าพรรคโชว์พลังเต็มพิกัด ประกาศจะกวาดเก้าอี้สส.ไม่ต่ำกว่า 150 ที่นั่ง

ขณะที่ “พรรคเพื่อไทย”แม้จะเป็นวาระ “ตระกูลชินวัตร” ถูกบีบให้หลบหลังบ้าน แต่ไม่ใช่ว่าจะทิ้งกระแสฐานเสียงเสียทีเดียว เพราะ “แพทองธาร” ยังคงเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยืนสู้อยู่ข้างหลัง

สภาพพรรคเพื่อไทยตอนนี้ตกที่นั่งลำบาก ต้องส่งไม้ต่อให้ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ยืนผงาดในฐานะผอ.การเลือกตั้ง มี 70 สส. อยู่ในมือ พร้อมยังย้ำประกาศว่า จะกวาดสส.ให้ได้ถึง 200 เสียง แต่ก็ยังหาหัวมาเสียบไม่ได้ แถมยังกระสุนหมดทำเลือดไหลออกไม่หยุด 

จึงมีโยนเป้าหลอกออกมาอีก 2 ชื่อคือ “จาตุรนต์ ฉายแสง” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคที่มีความโดดเด่นเรื่องหลักการประชาธิปไตย และ“จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” อดีต รมช.คลัง และสส.เชียงใหม่ ที่มีความโดดเด่นเรื่องการเป็นคนรุ่นใหม่

แต่มีกระแสข่าวแย้มๆจาก“สุริยะ”ว่า อาจดันหลานชาย “โฟม” พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยก็เป็นได้ ถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่

ซึ่ง 31 ต.ค.จะเห็นได้ชัดว่าหัวหน้าพรรคคนใหม่ของพรรคเพื่อไทยจะเป็นใครคนรุ่นใหม่หรือเหล้าเก่า

จะเห็นได้ชัดว่าการเปิดตัวผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ ก็จะเป็นปัญหากับคนรุ่นเก่าที่มีฐานเสียงการเมืองแน่นๆ แห่ย้ายจากพรรคเพื่อไทยไปหลายคน

ต้องจับตาดูว่า “พรรคเพื่อไทย” ค่ายแดงจะพลิกวิกฤติแสดงแสนยานุภาพในการเปลี่ยนผ่านอย่างไร

อีกทั้งก็ต้องจับตาแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี “พรรคเพื่อไทย” จะดึงใครขึ้นมาบ้างที่โดดเด่นตอนนี้ เห็นจะเป็น “ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์” สามี น.ส.พินทองทา ลูกสาวคนกลางของ “ทักษิณ ชินวัตร” มาเป็นแคนดิเดตนายกฯ

นอกจากนี้ก็จะมีชื่อ “สุริยะ” ขึ้นเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทย ไว้ก่อนด้วย แต่สุดท้ายแล้วก๊วน “สุริยะ” จะเปลี่ยนใจย้ายค่ายหรือไม่ เพราะคนอย่าง “สุริยะ”เล่นการเมืองไม่เคยวางบทบาทตัวเองเป็นฝ่ายค้าน

ส่วน “ค่ายกล้าธรรม” ที่มี “ผู้กองนัส” ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯและรมว.เกษตร เป็นขุนพลเอก แกนนำหลัก ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ถึงแม้จะโดยโจมตีก็ไม่หวั่น ให้สัมภาษณ์เป็นพรรคเดียวประกาศชัดถ้อยชัดคำว่า พร้อม100 เปอร์เซ็นต์ที่จะเข้าสู่สนามเลือกตั้ง มีตัวแทนแต่ละจังหวัดแต่ละเขตครบ และพร้อมส่งผู้สมัครทั้ง 400 เขตทั่วประเทศ

แต่ต้องจับตาดูว่า การเมืองจะพลิกคว่ำพริกหงาย เจอกันกระแสร้อน และความเป็นรัฐมนตรีสายล่อฟ้าของ “ผู้กองธรรมนัส” จะทำให้ไปถึงฝั่งฝันหรือไม่

ส่วน “พรรคประชาชน” ก็ทำแต้มขึ้นเรื่อยๆ ผลงานโดดเด่นโดนใจ เปลี่ยนจากกระแสฝ่ายค้ำไปเป็นฝ่ายค้านได้โดนใจดอมส้ม โดยเฉพาะการไล่ล่าแก๊งสแกมเมอร์ ทำหัวหน้าเท้ง “ณัฐพงษ์  เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคปชน. มั่นใจตั้งเป้าสส.ในการเลือกตั้งครั้งหน้าอยู่ที่ 250 เสียง  

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็เปิดตัว “มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ามาเป็นหัวหอกในการนำเลือกตั้ง ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากแม่ยกเป็นอย่างดี แต่เลือดยังคงไหลออกไม่หยุด ล่าสุดก๊วน“เดชอิศม์ ขาวทอง”เตรียมย้ายออกจากพรรค

ต้องจับตามองสถานการณ์การเมืองในช่วงนี้ เป็นช่วงที่ขับเขี้ยวกันอย่างถึงพริกถึงขิง เกมพลิกไปพลิกมา จังหวะสุดท้ายใครได้ใครเสียต้องมาลุ้นกันอีกไม่นานเกินรอก็เข้าสู่สนามเลือกตั้งเต็มรูปแบบ.