เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 25 ตุลาคม 2568 โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต ระบุว่า ตามที่คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาพระบรมราชชนนีพันปีหลวงเสด็จพระราชดำเนินไปประทับที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่วันที่ 7 ก.ย.2562 เพื่อติดตามพระอาการทางระบบต่างๆ ความทราบทั่วกันแล้วนั้น
ในช่วงที่ประทับที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงพระประชวรหลายครั้ง และคณะแพทย์ตรวจพบความผิดปรกติทางระบบต่างๆ ทำให้คณะแพทย์ต้องถวายการรักษาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 17 ต.ค. 2568 สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระประชวรจากภาวะติดเชื้อในกระแสพระโลหิต แม้ว่าคณะแพทย์จะถวายการรักษาอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่พระอาการทรุดหนักลงตามลำดับ ถึงวันศุกร์ที่ 24 ต.ค.2568 เวลา 21 นาฬิกา 21 นาที เสด็จสวรรคต ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ 93
ชาวไทยต่างอาลัย นึกถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน โดยเฉพาะประเด็นที่ระลึกถึงพระองค์กันมากคือ การส่งเสริมสร้างมูลค่าผ้าไทย พัฒนาผ้าในภาคอีสานให้กลายเป็นสินค้าราคาแพง ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของช่างหัตถกรรม ทรงพัฒนาศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ซึ่งถ้าพูดกันด้วยภาษาปัจจุบันคือ “เป็นแหล่งซอฟต์พาวเวอร์สำคัญ” ที่อนุรักษ์และเผยแพร่งานช่างศิลป์ไทย พระราชกรณียกิจที่อยู่ในใจคนไทยไม่รู้ลืมอีกอย่างคือ การเสด็จพระราชดำเนินไปพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวเขา ให้หลุดจากวงจรทำไร่เลื่อนลอย ปลูกฝิ่นทำยาเสพติดไปเรื่อย มาสู่การทำการเกษตร
ในห้วงเวลาเช่นนี้ เหมาะแก่การที่จะเผยแพร่พระราชกรณียกิจต่างๆ ผ่านทางสื่อมวลชน สื่อบุคคล สื่ออินเทอร์เนต ให้เด็กรุ่นหลังรับรู้ว่า “ก่อนไทยจะเป็นไทยในวันนี้ สถาบันได้ทำอะไรมาบ้าง” มีหลายเสียงที่พูดว่า พระองค์ท่านไม่ทรงงานมานานจนเด็กรุ่นหลังๆ ไม่รู้บทบาทของสถาบันในด้านต่างๆ ….การเผยแพร่ก็ไม่ใช่การบังคับให้รับรู้ เรามีวิธีหรือกลยุทธ์การสื่อสารตั้งหลายอย่างที่เอามาใช้ได้ อย่างเช่น การให้คนดังเล่าถึงความทรงจำที่มีต่อพระองค์ท่าน เพิ่งได้เห็นดาราสาวอินทิรา เจริญปุระ โพสต์เล่าความทรงจำถึงพระเมตตาในครั้งที่อินทิราได้เล่น “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ( เล่นบทเลอขิ่น ) ก็เป็นที่ชื่นชมอย่างมาก
ยุคที่คนเราเป็นสื่อ-ทำสื่อได้เอง มีวิธีการสื่อสารหรือเรื่องเล่าที่หลากหลาย แต่ต้องขอไว้ก่อนว่า ยุคเอไอปรับแต่งรูป ( หรือที่ตอนนี้เริ่มใช้แสลงในหมู่แฟนคลับนางงามว่า ตุ๊งรูป ) ก็อย่าตัดต่ออะไรกันเลยเถิด ถ้าเห็นมาโพสต์ในโซเชี่ยลมีเดียก็หวังว่า คนเห็นจะช่วยปรามๆ บ้าง แต่ขออย่าล่าแม่มด เพราะถ้าสร้างบรรยากาศความกลัวขึ้นมาไม่เป็นผลดี
สิ่งที่ได้รับเสียงสะท้อนมา คือ “ความไม่ชัดเจนของรัฐบาลเกี่ยวกับการขอความร่วมมือ”ในการทำกิจกรรมต่างๆ ในห้วงเวลาแห่งการไว้ทุกข์ ทำให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนจำนวนหนึ่ง เริ่มจากกระทบต่องานรื่นเริงที่จะถึงนี้ คือแฮโลวีน กับลอยกระทง เม็ดเงินท่องเที่ยวจะหมุนในงาน และเป็นงานที่เปิดโอกาสให้ “แต่งเต็ม” คือแต่งตัวแฟนซีด้วย แต่งชุดไทยด้วยประกวดนางนพมาศกันทั้งนพมาศเด็ก นพมาศวัยงาม นพมาศวัยดึก กะเทย ..และก็ต้องมีการแสดงคอนเสิร์ตการละเล่นบันเทิงเผาเทียนเล่นไฟ เมื่อเราขายลอยกระทงเป็นวัฒนธรรมระดับโลก
การขอความร่วมมือ “โดยให้เป็นดุลยพินิจ”เป็นอะไรที่ตัดสินใจลำบาก “ขอความร่วมมือ”ไม่รู้จะอยากได้อะไรแค่ไหน พูดกว้างๆ แบบนี้คิดยากกว่าสั่งมาเลย ..กลุ่มที่ต้องใช้อำนาจในท้องถิ่น อย่างองค์กรปกครองท้องถิ่น หรือข้าราชการท้องถิ่น ทำอะไรก็ยังกลัวนายระดับเหนือกว่าต่อว่า ( หรือโยนความผิด ) เลยเล่นใหญ่ไว้ก่อนโดยการห้าม ถือว่าง่ายที่สุด
กลุ่มที่กระทบที่สุดคือนักเรียน สื่อโซเชี่ยลฯ สะท้อนความเห็นเกี่ยวกับกิจกรรมของนักเรียนที่ถูกยกเลิก ว่า เยาวชนก็อาจต้องพลาดกิจกรรมที่สำคัญต่อการทำ portfolio เสนอเข้ามหาวิทยาลัย หรือกิจกรรมที่ลงทุนไปแล้วหลายอย่าง ยิ่งเด็กเล็กๆ ยิ่งไม่ค่อยเข้าใจ ว่า ทำไมถึงยกเลิก ? เห็นการแสดงออกบนโลกโซเชี่ยลฯของเด็กรุ่นใหม่แล้วรู้สึกน่าปวดหัว กับความเอาแต่ใจ เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล
พื้นที่ที่อาจเรียกว่าแสดงออกได้สุดโต่งที่สุด คือทวิตเตอร์หรือ X เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่พูดคุยกันโดยมักจะไม่แสดงตัว ..เห็นหลายๆ คนที่แสดงความเห็นน่าจะวัยไม่ถึงยี่สิบ ก็ได้แต่คิดว่า โตมาประสบการณ์คงจะสอนให้เป็นคนที่เอาใจเขาใส่ใจเรา เข้าใจสังคมมากขึ้น ..เยาวชนหลายๆ คน ถูกสอนให้คิดเป็นแบบครึ่งๆ กลางๆ ว่า “เป็นขบถมันเท่” และก็พยายามแสดงออกโดยการต่อต้านทุกอย่าง ใครเห็นต่างไม่ได้ต้องเอาไปแขวนด่า ไม่ใช่การถูกสอนให้ตั้งคำถามและหาทางออกที่เป็นจุดร่วมได้ของแต่ละรุ่น หรือแต่ละขั้วความคิด
.. ซึ่งถ้าทำตัวไม่ยึดโยงกับสิ่งใด มองครูอาจารย์คือผู้จ้างมาสอน ไม่ได้อยากเกิดแต่พ่อแม่ทำให้เกิด ..ความพยายามเป็นขบถ ต่อต้านทุกอย่างแบบกลวงๆ หาจุดผิดของทุกเรื่อง ก็ต้องระวังจะจบลงโดยมีปัญหาทางจิต เพราะโลกอุดมคติที่พอใจได้ทุกอย่างมันไม่มี ( ขอบ่นไปหน่อย เอาเป็นว่าลูกหลานใครผู้ปกครองก็ต้องไปดูกันเอง )
มาต่อกันที่เรื่องของการขอความร่วมมืออย่างไม่ชัดเจน บางคนที่กำหนดงานไว้แล้ว และปรับตัวได้ ก็เห็นที่ชาวเนตเขาชื่นชืมคือ “นายกเบียร์”ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ที่ปรับแนวคิดงานจุดพลุบันเทิงเป็นงานจุดเฉลิมพระเกียรติ .. เรื่องการจะปฏิบัติอะไรได้ไม่ได้นี่ เห็นทีว่า ท้องถิ่นจะเป็นกลไกสำคัญที่ต้องคิด ซึ่งก็ต้องคิดให้กว้าง คิดถึงคนที่จะได้รับผลกระทบ ไม่ต้องคิดถึงปากคนที่จะด่ามาก เพราะสังคมเดี๋ยวนี้สักแต่มีสมาร์ทโฟนสักเครื่องก็พร้อมฉอดๆๆ ลงไปวิจารณ์คนโน้นคนนี้ จนบางทีคนวิจารณ์ต้องได้หมายศาลกันบ้างถึงได้หลาบจำ
ซึ่งคนวิจารณ์ที่ชอบพูดแนวๆ ไอ้นั่นก็ไม่ได้ ไอ้นี่ก็ไม่ได้..แล้วอ้างตัวเองรู้ดีกว่านี่..ชักจะเยอะ ทั้งเยอะคนเยอะเรื่อง สถาบันได้ปรับให้ใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น แต่ก็มีคนกลุ่มนี้ที่คงจะอยากเป็น“คุณข้างในวัง” คอยบังคับขับไส ไล่จับผิดคนนั้นคนนี้ว่า ทำไมไม่ทำตัวอย่างโน้นนี้ให้เหมาะสม..ซึ่งก็ไม่ทราบว่า ใครนิยามระดับปฏิบัติการ ( คือทำอะไรได้หรือไม่ได้ ) ของคำว่าเหมาะสม แต่ละคนเขาคิดไม่เหมือนกัน
พวกวอนนาบีจับผิดนี่แหละ ที่ควรจะทบทวนตัวเองบ้างว่า การที่ตัวเองไปเยอะใส่ใครต่อใครเป็นการสร้างความกลัวหรือไม่ ? และต้องเข้าใจความจริงข้อหนึ่งคือ “ความกลัวทำให้เสื่อม” ..พวกปากอ้างเคยคิดไหมว่า “ความเยอะ”ของตัวเองจะทำให้ประชาชนห่างออกจากสถาบันหรือไม่ ? อย่างไร ?
ก็ขอให้ทบทวน และหาจุดร่วมที่เหมาะสมทั้งการขอความร่วมมือ และการวางตัวระหว่างกันในสังคม.
………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”



