เริ่มไปแล้วกับโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ของรัฐบาล“อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ซึ่งได้ต่อยอดมาจาก ”รัฐบาลลุงตู่” ที่ต้องการให้ประชาชนมีกำลังจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และสร้างรายได้แก่ร้านค้ารายย่อย นำไปสู่การกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย
ได้เสียงตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี วันแรกใช้กันฉ่ำ มีเงินสะพัด 1,500 ล้านบาท ประชาชนใช้สิทธิ์ 1.6 ล้านคน มีร้านค้าประมาณ 600,000 ราย รัฐบาลเตรียมเอาใจอีก สั่งทำต่อเฟส 2 ทันทีสำหรับประชาชนที่ตกหล่น

ระหว่างที่ประชาชนกำลังคึกคักดีใจกับการได้ใช้เงินในประเทศ“นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ก็เดินสายต่างประเทศ ร่วมประชุมเวทีสำคัญระดับโลกทั้งในเวทีสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 47 กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย และต่อด้วยเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 32 ที่สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นของประเทศให้กับนานาชาติได้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทย โชว์บทบาทไทยในเวทีโลก ภาพรวมเป็นประโยชน์ต่อประเทศ

งานนี้ โฆษกรัฐบาล “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาตีปี๊บ ในการประชุมเป็นผลดีเพราะ”นายกฯหนู” ได้ใช้เวทีนี้แสดงบทบาทของรัฐบาลใหม่ในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นถึงศักยภาพเศรษฐกิจไทยต่อประชาคมโลก
ขณะที่โหมดการเมืองในประเทศกลับร้อนฉ่า รัฐบาลเจอมรสุมกระแทกหลายระลอก ตั้งแต่การลงนามปฏิญญา เพื่อนำไปสู่สันติภาพ ยุติความขัดแย้ง ระหว่าง “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และ “ฮุน มาเนต” ผู้นำกัมพูชา โดยมี“โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ“อันวาร์ อิบราฮิม” นายกฯมาเลเซีย ประธานอาเซียน ร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อ 26 ต.ค.2568

ภาพรวมเหมือนจะไปได้ด้วยดีแต่จะเห็นแรงบีบชัดๆ จากยักษ์ใหญ่พญาอินทรีอย่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่ยื่นมือมาสงบศึกท่ามกลางความ หวาดระแวงของคนไทยทั้งประเทศ ว่า เขมรไม่จริงใจ และไม่รู้จะโชว์เล่ห์หักหลังไทยอีกเมื่อไหร่
ที่สำคัญยังถูกจับโป๊ะการไปเซ็นMOU ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของทั้ง 2 ประเทศ ในเรื่องของแร่ธาตุหายากหรือที่เรียกกันว่า “แร่แรร์เอิร์ธ”กับ“สหรัฐ” โดยที่คนไทยไม่ได้รู้เรื่องมาก่อน มารู้เพราะ“ทรัมป์”ได้ โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย “รัฐบาลอนุทิน”เลยถูกตราหน้า ว่า ทำอะไรแบบลับๆล่อๆ
ทำ “นายกฯหนู” ควันออกหู แจงเซ็น MOU แรร์เอิร์ธ อยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญไทย ย้อนถามแรงอ่านหรือยัง อย่าฟังแต่หัวข้อแล้ววิจารณ์ ยัน MOU คือบันทึกความเข้าใจ ไม่ได้ผูกพันทางกฎหมาย หากวันหนึ่งเข้าใจเป็นอย่างอื่นยกเลิกได้ การเซ้นครั้งนี้เชื่อสามารถพัฒนาเทคโนโลยีไทยได้

พร้อมสาธยาย การเซ็น MOU แรร์เอิร์ธ เป็นเพียงความพยายามที่จะฟื้นฟูคนที่ห่างกัน ให้มาใกล้ชิดเพิ่มมากขึ้น เหมือนเป็นการจุดประกายให้นำไปสู่การพูดคุยเรื่องอื่น ๆ เป็นใบเบิกทางพูดคุยกับสหรัฐฯ น่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย ในเรื่องข้อตกลงทางการค้าที่กระทรวงพาณิชย์ กำลังเจรจากับทางผู้แทนการค้ากับสหรัฐฯอยู่
“ตอนที่พบกับ “โดนัลด์ ทรัมป์” ลงนามเสร็จก็บอกว่าให้ช่วยพิจารณาสนับสนุนให้ช่วยเรื่องภาษี (Tariff) ลดลงมาอีกได้หรือไม่ หากได้ก็จะเป็นพระคุณ เป็นการตอบแทนความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นมาของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งก็ไม่มีอะไรที่เสียหาย และสร้างความรู้สึกที่ดีต่อกัน” นายอนุทินกล่าว

แม้จะมีการชี้แจงว่าเป็นไปเพื่ออนาคตของชาติ MOU ไม่ใช่คู่สัญญาผูกมัด ไม่มีผลทางกฎหมาย เป็นเพียงความร่วมมือ ขออย่ากังวล ยกเลิกได้ กฤษฎีกาดูครบทุกมิติตามที่ “ปกรณ์ นิลประพันธ์” เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาออกมายืนยันก็ตาม
แต่กระแสหวาดระแวงมันไปไกลกว่าที่คิด ที่สำคัญเกิดความหวั่นวิตกกลัวจะถูกดึงไปอยู่ในสงครามระหว่างประเทศมหาอำนาจ คือ “สหรัฐและจีน”เพราะรู้อยู่เต็มอกว่า “จีน” ใช้แรร์เอิร์ธต่อรองกับอเมริกาอยู่ ดังนั้นการเซ็นMOUจะได้ไม่คุ้มเสีย
จึงต้องจับตาดูว่าไทยจะหลงเหลี่ยมสหรัฐหรือไม่?
อีกแรงกระแทกหนึ่ง คือ “ปัญหาสแกมเมอร์” ที่ยังเป็นไฟลนก้นรัฐบาลไม่รู้จบแม้ “วรภัค ธันยาวงษ์” จะตัดช่องน้อยไขก๊อกทิ้งเก้าอี้รมช.คลังไปแล้ว แต่ “พรรคประชาชน” ยังเดินเกมรุกไล่ไม่หยุด

โดยขุนพลปราบสแกมเมอร์“พรรคส้ม” แม้จะอ่อน แต่โชว์ความกล้ากัดไม่ปล่อยล่าสุด“รังสิมันต์ โรม” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ประธานคณะกมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ ประกาศลุยขอแกะลอยสาวเส้นทางการเงินต่อ จากตัวละครสำคัญที่หลายคนมีข้อสงสัยว่า บุคคลต่าง ๆ ของรัฐบาล เข้าไปเกี่ยวข้องกับ “แก๊งสแกมเมอร์ หรือการฟอกเงิน” ได้อย่างไร พร้อมตั้งคำถามคำโตๆ ว่า การที่ “อนุทิน” บอกว่า “สแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ แต่ว่าคนในรัฐบาลไม่มาตอบ แล้วจะเป็นวาระแห่งชาติได้อย่างไร มาถึงขนาดนี้ยังไม่ปลด “ร.อ.ธรรมนัส ”ที่เป็นรัฐมนตรีสายล่อฟ้า ที่ดูเหมือนจะไปเกี่ยวข้องเรื่องเทาๆหรือไม่ จนมีข้อสงสัยในคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี
อีกทั้งกรณีข้อกล่าวหาที่มีต่อ “ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว” สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ที่ถูกกล่าวหา เรื่องเว็บพนัน หรืออาจจะเกี่ยวข้องกับ สแกมเมอร์ ข้อกล่าวหาหลายอย่าง “ร.อ.ธรรมนัส” บอกว่าไม่รู้ อาจฟังไม่ขึ้น

“ผมมั่นใจว่าร.อ.ธรรมนัส รู้ เหมือนที่ “ชาดา” รู้ว่า “ร.อ.ธรรมนัส”เป็นอะไร เชื่อว่า “ร.อ.ธรรมนัส”รู้ว่า “ชนนพัฒฐ์” เป็นอะไร โจรจะปราบโจรหรือโจรไปช่วยโจร หรือ โจรจะอุ้มโจร”นายรังสิมันต์ กล่าว
เชื้อไฟยังไม่หมดเท่านี้เพราะ“นายกฯหนู” ดันหลุดปากกรณีการบริหารจัดการพื้นที่ ที่เป็นพื้นที่ทับซ้อนบ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว “ส่วนของกัมพูชาที่ล้ำมาฝั่งไทยก็มี และส่วนของฝั่งไทย ที่ล้ำไปฝั่งกัมพูชาก็มีเช่นกัน” ซึ่งหากจะแฟร์ ก็ต้องแฟร์ทั้งสองฝ่าย
กลายเป็นการถูกวิจารณ์ว่า เป็นคำพูดของผู้นำที่ออกมายอมรับว่า ฝั่งไทยรุกล้ำแดนกัมพูชาทั้งที่ผ่านมาทุกฝ่ายของไทยยันมาตลอดว่าเราไม่เคยรุกล้ำกัมพูชา มีแต่กัมพูชารุกล้ำไทย แม้“นายกฯหนู”จะออกมาขอโทษในคำพูดที่ทำให้สับสน และได้มีการแก้ไขในคำพูดแล้วว่าเป็นการพูดผิดจริงๆ คือ เป็นพื้นที่ต่างอ้างสิทธิ์ที่ยังตกลงกันไม่ได้ ซึ่งต้องเคลียร์ให้ชัด

การออกไปเดินสายต่างประเทศ ครั้งนี้ ถือว่า “นายกฯหนู” เสียรังวัดจากคำพูดและการกระทำของรัฐบาลที่ทำตัวแบบลับๆ ล่อๆ ซึ่งจะเป็นตัวตัดแต้มลดทอนความน่าเชื่อถือในตัวท่านผู้นำไปแล้ว
หาก “นายกฯหนู” ยังไม่ระมัดระวังต่อการพูดเร็ว คิดเร็ว จะกลายเป็นวิกฤติภาวะผู้นำ ส่อสะดุดขาตัวเองทำค่ายน้ำเงินสายเซาะกราว หมดราคาความไว้เนื้อเชื่อใจติดลบเพิ่มขึ้นไปอีก และจะกลายเป็นการดับฝัน ที่หวนคืนสู่บัลลังก์นายกฯอีกครั้ง
ขณะที่เวทีสภาสูงก็เดือดไม่แพ้กัน เมื่อสว. สีน้ำเงินเดินหน้ารุกไล่ สว.กลุ่มอิสระใช้ยุทธการเชือดไก่ให้ลิงดูยกเรื่อง “จริยธรรม” มาไล่บี้ “สว.นันทนา นันทวโรภาส ” ฟันผิดจริยธรรมร้ายแรง เหตุไปพูดด้อยค่าบุคคลอื่น เลยเจอฤทธิ์พวกมาลากไป เป็นภาพสว.สายน้ำเงิน กลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้าม

ถ้าย้อนกลับไปดูพฤติกรรมที่ร้ายแรงกว่านี้มีหลายเคส แต่ยังคงไม่มีความกระจ่างชัดเงียบกริ๊บ ไม่ว่าเรื่องสว.ฝากกิ๊ก สว.ลักทรัพย์ สว.ใช้อำนาจด่ารปภ.ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ
ถ้ายังคงเล่นการเมืองแบบลวงโลกแบบนี้ พวกมากลากไป ช่วยคนกันเองโดยไม่แคร์สายตาประชาชน จึงต้องตั้งคำถามว่าประชาชนอยู่ตรงไหนในสมการนี้ยุคนี้สมัยนี้

ขณะที่ “พรรคเพื่อไทย” ที่ต้องจัดทัพโหมโรงเตรียมสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า ได้หัวหน้าคนใหม่ใต้ปีก “คนตระกูลชินวัตร” ที่ยังไม่ปล่อยมือจากพรรคเพื่อไทย

แต่การจัดทัพครั้งใหม่นี้ของ “พรรคเพื่อไทย” ต้องดูในโค้งสุดท้ายยังคงจะมี “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ผอ.เลือกตั้งพรรค จะอยู่ร่วมหัวจมท้ายด้วยหรือไม่ เพราะเป็นที่รู้กันว่าโจทย์ทางการเมืองของ “สุริยะ” คือการเป็นรัฐบาลเท่านั้น และที่สำคัญ ที่ต้องจับตาดูกันต่อ คือ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะมีคน”ตระกูลชิน”ผงาดขึ้นมาอีกหรือไม่ และจะสามารถไปต่อได้หรือไม่.



