เรื่องนี้สร้างความกังวลแก่บริษัทบุหรี่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะกระทบผลกำไรของบริษัท เอกสารของบริษัทบุหรี่ฟิลลิป มอร์ริส ปีพ.ศ.2541 (อินโฟ) พบว่า การห้ามสูบบุหรี่ในที่ทำงาน ทำให้คนเลิกสูบบุหรี่ได้มากขึ้นถึง 84% และหากห้ามสูบในที่ทำงานทั้งหมด ยอดขายบุหรี่จะลดลงถึง 10%  นายแพทย์ใหญ่กระทรวงสาธารณสุขอเมริกา ประกาศอย่างเป็นทางการตั้งแต่พ.ศ.2529 ว่า การได้รับควันบุหรี่ในคนที่ไม่สูบบุหรี่ ทำให้เป็นมะเร็งปอด เด็กที่ผู้ปกครองเป็นคนสูบบุหรี่ เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจ มีอาการผิดปกติของทางเดินหายใจ และการทำหน้าที่ของปอดลดลง

เอกสารภายของบริษัทฟิลลิป มอร์ริส ปีพ.ศ.2530 เขียนว่า “ดูเหมือนว่า ผลของควันบุหรี่ในสิ่งแวดล้อมที่เกิดกับผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ ได้กลายเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุด ที่ฝ่ายต่อต้านการสูบบุหรี่ ใช้ต่อสู้กับอุตสาหะกรรมบุหรี่”   บริษัทบุหรี่พยายามวิ่งเต้นขัดขวางท้องถิ่นต่างๆในสหรัฐอเมริกาที่จะออกกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ/ที่ทำงาน เอกสารภายในของ สถาบันยาสูบ หน่วยงานล็อบบี้สของบริษัทบุหรี่ เขียนว่า “ในระยะสิบกว่าปีมานี้ เราต้องรับมือกับร่างกฎหมายว่าด้วยการห้ามสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะมากกว่าหนึ่งพันฉบับ และสามารถคว่ำร่างกฎหมายเหล่านั้นไปได้มากกว่าร้อยละ 90% ที่ทำให้การออกกฎหมายล่าช้าออกไป” เอกสารภายในของบริษัทฟิลลิป มอร์ริส (พ.ศ.2535)โครงการ “ปฏิบัติการเสื้อคลุมสีขาว” Operation Whitecoats โดยจ้างนักวิทยาศาสตร์มาสร้างงานวิจัย  เพื่อสร้างความสับสนเรื่องอันตรายของควันบุหรี่มือสองให้แก่สาธารณะ เพื่อต่อต้านมาตรการจำกัดการสูบบุหรี่ ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้สูบบุหรี่ ฟื้นฟูการยอมรับของสังคมต่อการสูบบุหรี่ พฤติกรรมของบริษัทบุหรี่ ในการสร้างความสับสนถึงอันตรายของควันบุหรี่มือสอง การไม่ยอมรับว่าบุหรี่เสพติด การโฆษณาว่าบุหรี่รสอ่อนปลอดภัยกว่า การพุ่งเป้าการตลาดไปที่เด็กและเยาวชน  ทำให้กระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา ฟ้องศาลและศาลตัดสินว่า บริษัทบุหรี่ทั้ง 5 ในอเมริกา มีความผิดฐานกฎหมายองค์กรอั้งยี่ The Racketeer Influenced and Corrupt Organizations Act ในปี พ.ศ.2549 ที่กระทำการอย่างเป็นขบวนการในการหลอกลวงชาวอเมริกันตลอดเวลา กว่า40 ปี        

นายไมเคิล บลูมเบริก อดีตนายกเทศมนตรีเมืองนิวยอร์กสองสมัย หลังครบเทอม ประเมินว่า งานควบคุมยาสูบที่เขาทำ ช่วยชีวิตคนนิวยอร์กไว้ได้มากที่สุด เขาจึงบริจาคเงินให้ประเทศยากจนต่างๆเพื่อควบคุมยาสูบ เป็นเงินจนถึงปัจจุบันเกิน 3 หมื่นล้านบาทแล้ว ผมมั่นใจว่า การป้องกันคนกทม.จากอันตรายของควันบุหรี่มือสอง การทำให้คนกทม.สูบบุหรี่ลดลง จะเป็นหนึ่งในผลงานเด่นที่ผู้ว่าชัชชาติ ทิ้งไว้ให้แก่กทม.   สมกับที่องค์การอนามัยโลกภาคพื้นเอเชียใต้และตะวันออก ให้รางวัล เมืองสุขภาพดี ให้แก่กทม.เมื่อปีที่แล้ว

ข้อมูลจาก ศ.นพ ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่

อ้างอิง

https://today.line.me/th/v3/article/WBzKRLa

หนังสือ ฉีกหน้ากากอุตสาหกรรมบุหรี่ Trust Us : We’re The Tobacco Industry มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่และศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย) ..2551

นายแพทย์สุรพงศ์  อำพันวงษ์

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่