เริ่มออกดอกออกผลให้เห็น  ผลพวงจากการลงนามข้อตกลงสันติภาพ ระหว่างไทยกัมพูชา ที่กัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 26 ต.ค.68 โดยมี โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ และ นายอันวาร์ อิบราฮิมนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ร่วมเป็นสักขีพยาน

เมื่อวันที่ 1 พ.ย. เวลาประมาณ 19.00 น. สื่อมวลชนกัมพูชา ได้รายงานข่าวการถอนอาวุธหนักออกจากแนวชายแดนไทยท่ามกลางสายฝน เป็น เครื่องยิงจรวด หลายลำกล้อง BM21 จาก อ.จอมกระสานต์ จ.พระวิหาร หลังจากนำเข้าไปประจำการและยิงสู้รบกับไทยช่วงสงคราม 5 วัน  เพื่อนำกลับไปยังฐานที่ตั้งเดิมตั้งแต่ ก่อนเกิดความขัดแย้ง กับไทย ภายใต้การสังเกตการณ์ และตรวจสอบของคณะ ผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT)

คงยังจำกันได้ เครื่องยิงจรวด BM21 สร้างความเสียหายให้กับ ชีวิตผู้บริสุทธิ์ ทรัพย์สินภาคธุรกิจและบ้านเรือนประชาชนในฝั่งไทย  ซึ่ง การถอนอาวุธหนัก ครั้งนี้  มี AOT ร่วมสังเกตการณ์ จึงมั่นใจได้ว่า ไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อ หรือเป็นการจัดฉาก เพื่อหลอกลวงชาวโลก

สำหรับหนึ่งใน ข้อตกลงไทยกัมพูชา ระบุว่า ลดความตึงเครียด ทางการทหาร ภายใต้การสังเกตการณ์และการยืนยัน ตรวจสอบโดย AOT ซึ่งรวมถึงการถอนอาวุธยุทโธปกรณ์หนัก และทำลายล้างสูง ออกจากแนวชายแดนกลับไปยังที่ตั้งปกติ โดยทั้งสองฝ่ายจะมอบหมาย คณะทำงานร่วม เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการภายใต้การสังเกตการณ์ ของคณะผู้สังเกตการณ์การหยุดยิงชั่วคราว (IOT) และหลังจากนั้นโดย AOT

อย่าลืมว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วม ในการสร้างสันติภาพ  เพราะจะช่วยเป็นบันทึกสำคัญในการ พิจารณารางวัลโนเบล สาขาสันติภาพในอนาคต อีกทั้งผู้นำสหรัฐไม่สามารถลงชิง ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ได้อีกแล้ว เพราะเป็นมาสองสมัย ดังนั้นอะไร ที่ช่วยสร้างชื่อเสียง และถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์  ผู้นำสหรัฐไม่มีทางปล่อยผ่านแน่ ๆ

ตามข้อตกลงใน ที่ประชุม RBC ได้แบ่งการถอนอาวุธหนักออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ถอนอาวุธหนัก และอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ประเภท A ได้แก่ ระบบจรวดหลายลำกล้องที่มีตั้งแต่ 2 ลำกล้องขึ้นไป มีระยะเวลา 3 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่
1-21 พ.ย. 68 และจะมีการประชุม ฝ่ายเลขานุการ RBC เพื่อวางแผนดำเนินการสำหรับระยะที่ 2 ในวันที่ 15 พ.ย.68

ระยะที่ 2 ถอนอาวุธหนัก และอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ประเภท B ได้แก่ ระบบปืนใหญ่ทุกประเภท ทั้งปืนใหญ่ลากจูงและปืนใหญ่อัตตาจร รวมถึงปืนใหญ่ขนาด 105 มม. 122 มม. 130 มม. 152 มม. และ 155 155 141 มีระยะเวลา 3 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ย.-12 ธ.ค. 68 และจะวางแผน และ ดำเนินการระยะที่ 3 ในวันที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันต่อไป

ระยะที่ 3 ถอนอาวุธหนัก และอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ประเภท C ได้แก่ รถหุ้มเกราะ โดยเฉพาะรถถังที่ออกแบบมาเพื่อให้มีการเคลื่อนที่ ที่ได้รับการปกป้อง อำนาจการยิงที่เหนือกว่าและ กำลังสนับสนุน โดยตรง มีระยะเวลา 3 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 13-31 ธ.ค.68 การดำเนินการทั้งหมด จะอยู่ภายใต้ การสังเกตการณ์และตรวจสอบของคณะ AOT

มีมุมมองที่น่าสนใจจาก นายสุทิน วรรณบวรอดีตผู้สื่อข่าว สำนักข่าวต่างประเทศ โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กว่า
ไม่ได้คลั่งรัฐบาลนี้ แต่สัมผัสได้ว่า รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้นำประเทศไทยกลับสู่เรดาร์ในสายตาโลกตั้งแต่วันแรกที่เป็นรัฐบาล โดย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ทำให้ประเทศไทยโดดเด่นในยูเอ็น จากผลพวงของถ้อยแถลงวันนั้น ทำให้ประเทศโดดเด่น ในที่ประชุมระดับโลก

นายอนุทินในฐานะนายกฯ ได้พูดกับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เรื่อง ขอให้จีนซื้อข้าว ในเวลาพบกับไม่ถึงสองนาที บนโต๊ะอาหารที่รัฐบาลเกาหลีใต้ จัดเลี้ยงพิเศษเป็นเกียรติ แด่ประธานาธิบดีทรัมป์และผู้นำเอเปค นายอนุทินเป็นหนึ่ง ในแปดผู้นำ รวมทั้งทรัมป์ และ ประธานาธิบดีอี แจมย็อง ร่วมในโต๊ะอาหาร สมาชิกเอเปคมี 21 ชาติ สังเกตไหมว่าทำไมนายอนุทิน เป็น 1 ใน 8 ที่
รับเชิญ

ที่สำคัญคือความสำเร็จในการ หยุดการสู้รบ เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสีย.

“เขื่อนขันธ์”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่