เวลาถามก็ใช้วาทกรรม“สั่งฆ่าประชาชน” ซึ่งอดีตนายกฯมาร์คเขาก็อธิบายไม่รู้กี่ครั้งแล้ว แต่ก็เข้าใจได้ว่า มันเป็นเรื่องเกมการเมือง ( หรือใครจะไม่เชื่อว่าเป็นเกมการเมืองก็ตามแต่ใจ  ) พอเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมา แกนนำเสื้อแดงก็โผเข้าเกาะสถานการณ์ ผสมโรง “เรายังไม่ได้รับความเป็นธรรม”

ก็เอาเถอะ ในระบอบประชาธิปไตย ทุกฝ่ายมีเสรีภาพที่จะได้พูด แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่า 1. การพูดที่มันยืนอยู่บนหลักอุดมการณ์ใดอุดมการณ์หนึ่ง หรือง่ายๆ คือ “เชื่อแบบไหนถึงพูดออกมา” บางคนก็แถแด๊ดแทดแต๋ไม่ยอมฟังใครชี้แจง มั่นว่าความเชื่อของตัวเองถูก  ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้หลายทีก็ป่วยการที่จะไปอธิบายนอกจากบอกว่า“เอาที่สบายใจ”

2.ฝ่ายหนึ่งมีเสรีภาพในการพูด อีกฝ่ายก็ย่อมมีเสรีภาพในการปกป้องตัวเอง ถ้าพูด , แสดงอะไรที่มันล่วงล้ำก้ำเกิน ก็ต้องพร้อมขึ้นศาลด้วย และควรต้องเก่งให้ตลอด ไม่ใช่พอรู้มีหมายศาล ทำเป็นโชว์กร่างว่าเก่ง เห็นไหมมันสะเทือนจนฟ้อง ..แต่พอไม่มีใครเล่นด้วยหรือเขาดัน RIP. ให้ ก็หงายการ์ดต้องการฟ้องปิดปากใช่หรือไม่ ..พอไม่มีใครเล่นด้วยอีก ก็ต้องทิ้งไพ่ใบสุดท้าย กราบขอโทษขออย่าฟ้อง  ..เดี๋ยวนี้เขาใช้เสรีภาพกันเยอะแยะทั้งการพูดและการฟ้อง

ใครฆ่าคนเสื้อแดง ? นั่นสิ ..มันเป็นปริศนาอยู่จนวันนี้  มันเริ่มตั้งแต่ต้องคิดว่า “ความจริงคืออะไร ?” ในเหตุการณ์หนึ่ง มีหลายแง่มุมเกิดขึ้น ถ้าเลือกจะเชื่อเฉพาะบางด้าน เรียกว่าเป็น “ความจริงที่แท้” ได้หรือไม่ ? อย่างการตั้งคำถามกับนายอภิสิทธิ์ว่า “ทำไมสั่งฆ่าประชาชน” ก็เป็นคำถามที่อยู่บนอคติแล้วว่า คนถามเลือกจะเชื่ออะไรที่เป็นด้านลบ ด้านร้ายกับหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  แต่ไม่รู้ว่า ถ้าถามกลับ ว่าอะไรคือหลักฐาน ? จะได้คำตอบแค่ “เขาว่า”หรือไม่

กลุ่มเสื้อแดงชุดแรก แกนนำคือวีระ มุสิกพงศ์, จตุพร พรหมพันธุ์, ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นพ.เหวง โตจิราการ, นายจักรภพ เพ็ญแข, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายมานิต จิตร์จันทร์กลับ รวมตัวกันตั้งแต่ช่วงรัฐบาลขิงแก่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ สส.ไทยรักไทยขณะนั้นก็เข้าร่วมหลายคน จนเลือกตั้งใหม่ได้นายสมัคร สุนทรเวช จากพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นเครือข่ายอดีตนายกฯแม้ว ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาบริหารประเทศ แต่จากนั้น นายกฯสมัคร ก็โดนให้พ้นเก้าอี้

และมีความเคลื่อนไหวทางการเมืองในเรื่องการเลือกนายกฯ ใหม่อยู่ช่วงหนึ่ง จากนั้น ก็โหวตเลือกนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยอดีตนายกฯ แม้วเป็นนายกฯ ได้อยู่ช่วงสั้นๆ พรรคพลังประชาชนถูกยุบ ข้อหากรรมการบริหารพรรคเกี่ยวข้องกับการซื้อเสียง อดีตนายกฯสมชายต้องพ้นจากเก้าอี้ด้วย เพราะเป็นกรรมการบริหารพรรค ถูกยุบพรรคก็ขาดคุณสมบัติ แล้วก็จะโหวตนายกฯใหม่ ซึ่งขณะนั้นถ้าจำไม่ผิดน่าจะชู พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก จากพรรคเพื่อแผ่นดิน

แต่กลุ่มนายเนวิน ชิดชอบ สวิงตัวออกจากพรรคเพื่อไทย ( พลังประชาชนถูกยุบก็ตั้งเพื่อไทย ) ไปเป็นพรรคภูมิใจไทย ตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งใครจำได้ก็คงคิดว่า ดีลแพงพอสมควร กระทรวงเกรดเอต้องให้ภูมิใจไทย ทั้งมหาดไทย ( มท.1 ตอนนั้นคือ ลุงจิ้น ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ) คมนาคม ( หูกวาง 1ตอนนั้นคือนายโสภณ ซารัมย์ ) และพาณิชย์ ( นางพรทิวา นาคาศัย นั่งว่าการ ) ในช่วงนั้นเอง ขบวนการเสื้อแดงชุมนุมอีก แต่ปี 52 ถูกส่งกลับโดยไม่มีเหตุรุนแรง

พอปี 53 กลับมาชุมนุมอีก เริ่มจากการชุมนุมแยกคอกวัว  กลายเป็นม็อบปิดเมือง ( แต่คุ้นๆ ว่า คำว่า shut down กรุงเทพ มาใช้ตอน กปปส. ) เพราะมีบางส่วนมาปิดแยกราชประสงค์ด้วย รัฐบาลขณะนั้นตั้งศูนย์บัญชาการแก้ไขสถานการณ์สู้  และมีการ“กระชับพื้นที่”ครั้งแรกในเดือน เม.ย. ช่วงกลางคืนบริเวณแยกคอกวัว ในครั้งนั้นมีทั้งผู้ชุมนุม ทั้งทหารเสียชีวิต ( พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม )  และเกิดข้อถกเถียงกันว่า ในกลุ่มผู้ชุมนุมมีอาวุธหนักหรือไม่

แกนนำชุมนุมกับรัฐบาลพยายามเจรจาที่สถาบันพระปกเกล้า แต่ก็ไม่สำเร็จ เกิดการกระชับพื้นที่ที่แยกราชประสงค์ ขณะเดียวกันก็มีกระแสข่าว“ชายชุดดำ”แฝงตัวสร้างสถานการณ์ แล้วนำไปสู่การประทะและความรุนแรงที่มีผู้เสียชีวิตร่วมร้อยศพ ซึ่งในนั้นก็มีทั้งผู้ชุมนุม ทั้งชาวบ้านโดนลูกหลง  

ต่อมา แกนนำเสื้อแดงพยายามฟ้องเอาผิด “พยายามฆ่า”กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยื่นให้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอขณะนั้นจัดการ แต่ปัญหาคือ นายอภิสิทธิ์เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ถ้าจะฟ้องต้องฟ้องผิด ม.157 ก่อน แต่แกนนำม็อบแดงพยายามเล่นใหญ่ เลยถูกฟ้องกลับติดตะรางไปเรียบร้อย ภาคธุรกิจก็ฟ้องม็อบ ฟ้องรัฐบาลเพราะเขาได้รับผลกระทบจากการเผาเมือง ( ซึ่งมีสองวาทะที่ฮือฮา คือ “เผาเลยพี่น้อง ผมรับผิดชอบเอง” กับ “คนเสื้อแดงขี้ตกใจ ถ้าเสียงปืนดัง วิ่งเข้าห้างจะเผลอหยิบของแพง ๆ” ) สุดท้ายแกนนำม็อบสามคน ณัฐวุฒิ จตุพร เหวง ต้องจ่ายค่าเสียหาย

แล้วใครเป็นคนทำให้เกิดความรุนแรง ? ฝั่งชอบทักษิณ เขาก็ว่า เพราะอภิสิทธิ์ไม่ยุบสภาเมื่อม็อบเรียกร้อง แต่ขณะเดียวกัน ฝั่งไม่ชอบอดีตนายกฯแม้ว ก็บอกว่า “เรื่องมันเลยเถิดเพราะอดีตนายกฯแม้วนี่แหละ”  

ก็เมื่ออภิสิทธิ์รวบรวมเสียงข้างมากได้ เขาก็มีสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาล ถ้าจะว่ากลุ่มเนวินทรยศ มันก็เป็นธรรมดาของนักการเมืองอยู่แล้วที่ไม่ได้จงรักภักดีใครโดยเฉพาะ เขาเห็นฝั่งไหนไปอยู่ด้วยแล้ว “ได้ประโยชน์”มากกว่า เขาก็ไป เราก็เห็นการย้ายพรรคกันเป็นเรื่องปกติ พรรคไทยรักไทยเองก็เคยใช้วิธีดูด สส.เข้าพรรค ใครไม่เข้าไทยรักไทยโยนเป็นฝ่ายค้าน สมัยทักษิณ 1 จำได้หรือไม่ว่า กินรวบพรรคชาติพัฒนาไม่ได้ก็ถีบไปเป็นฝ่ายค้าน

ที่เขียนนี้ไม่ใช่ยอมรับกับการย้ายพรรคตามผลประโยชน์ แต่มันเป็นสภาพการเมืองไทยๆ ที่แก้ไขไม่ได้

การปลุกกระแสเสื้อแดง จี้ให้ยุบสภา ก็ข้ออ้างพรรคเสียงข้างมากอันดับหนึ่งไม่ได้จัดตั้งรัฐบาลนั่นแหละ ..ต่อมาอดีตนายกฯแม้วก็เข้าใจได้เองว่า “พรรคไหนรวมเสียงข้างมากอันดับหนึ่งได้ก็ตั้งรัฐบาลได้” ก็เลือกตั้งล่าสุด ที่อดีตนายกฯอิ๊งค์ แพทองธาร ชินวัตร ถือธงหัวหน้าพรรคนำทัพ เพื่อไทยก็แพ้เลือกตั้งให้พรรคก้าวไกล แต่ชิงตั้งรัฐบาล ..ถ้าเข้าใจแบบนี้แล้วเล่นเกมสภาสู้กัน  ก็คงไม่ต้องมีเหตุการณ์สลายเสื้อแดง

เรื่องการใช้อาวุธ   ป.ป.ช.มีความเห็นตอนหนึ่งว่า การชุมนุมไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ( มีผู้ถืออาวุธปะปนอยู่กับผู้ชุมนุม )  ..คนชุดดำเผลอๆ ก็ทหารแตงโม ( นอกเขียว ในแดง ) ไปรวมกลุ่มตอบโต้ทหารปฏิบัติหน้าที่ มันฟันธงไม่ได้ว่าใครยิง ช่วงชุลมุน ไม่ใช่มีแค่ความเคลื่อนไหวตอบโต้ฝ่ายตรงข้าม แต่แอ๊บเคลื่อนไหวทุบกันเอง ดิสเครดิตฝ่ายตรงข้ามนั่นก็มีได้

มีคำพิพากษาว่า “บางคดีเสียชีวิตจากอาวุธจากฝั่งทหาร” ซึ่งเอาจริง มันเป็นอาวุธทหารที่ถูกขโมยไปในครั้งการสลายชุมนุมที่คอกวัวหรือเปล่า ? หรือเป็นอาวุธจากทหารแตงโม ? ในสถานการณ์โกลาหลมันพูดยาก และอะไรก็เกิดขึ้นได้หมด คำตอบของความรุนแรงถูกพรางไว้ใต้ “ชายชุดดำ” ที่วันนี้ก็ยังไม่เฉลยว่าเป็นฝ่ายไหน

การชุมนุมเสื้อแดงมันก็เป็นประวัติศาสตร์การเมืองโกลาหลอลหม่าน ทฤษฎีความเชื่อเยอะแนวๆ 6 ตุลา 19 ซึ่งขึ้นอยู่กับว่า จะเลือกเชื่อว่าใครเป็นคนสร้างความรุนแรง …จะหวังโทษรัฐบาลขณะนั้นแบบจับมั่นคั้นตายคงยาก  เพราะไม่มีรัฐบาลไหนจะมีคำสั่งใช้ความรุนแรงออกมาให้มัดตัวหรอก  

แต่ลองดูเหตุผลของฝ่ายการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง ก็น่าจะทำให้เข้าใจสถานการณ์ง่ายขึ้น.

………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่