คงต้องวัดใจพลพรรคมีเรา ไม่มีเทา (พรรคประชาชน) ว่าจะกล้ายื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจการทำงานของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีบางคนในสมัยเปิดประชุมสภา ครั้งหน้า (12 ธ.ค. 68) หรือไม่?

เนื่องจาก สส.พรรคประชาชน 143 คน เพิ่งออกเสียงให้นายอนุทินเป็นนายกฯ เมื่อวันที่ 5 .. ที่ผ่านมานี่เอง! แล้วนายอนุทินก็ตั้ง ร..ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรองนายกฯ ควบ รมว.เกษตรฯ รวมทั้งรัฐมนตรี 40 ล้านนายไชยชนก ชิดชอบ เป็น รมว.ดิจิทัลฯ

ร.อ.ธรรมนัสถูกปลดออกจาก รมช.เกษตร ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังจากนั้นก็มาเป็น รมว.เกษตรฯ ในยุคนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน แต่ยุคนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ไม่ได้ตั้งให้แกเป็นรัฐมนตรี จนมาถึงยุคนายกฯอนุทินได้ตั้งให้ ร.อ.ธรรมนัสควบ 2 เก้าอี้ไปเลย ไม่รู้ว่าเพื่อต้องการสมนาคุณพรรคมีเรา ไม่มีเทา หรือเปล่า?

แต่ถ้าพรรคประชาชนไม่กล้ายื่นซักฟอก ก็จะเสียรังวัดมากขึ้น เพราะ สส.พรรคประชาชนหลายคน เหยง ๆ อยู่กับเรื่องเทา ๆสแกมเมอร์คอลเซ็นเตอร์พนันออนไลน์โควตาหวย โดยฉวัดเฉวียนอยู่กับรัฐมนตรีบางคน พร้อมทั้งแซะ ทั้งเหน็บนายกฯอนุทินว่านายกฯ ไม่รู้หรือว่าใครเป็นโจร ขนาดชาดายังรู้

เอาเป็นว่า ถ้านายกฯอนุทินถูกพรรคประชาชนยื่นซักฟอกเมื่อไหร่ แกต้องชิง “ยุบสภา” เพื่อหนีศึกซักฟอกอย่างแน่นอน หัวเด็ดตีนขาดนายกฯอนุทินไม่ยอมถูกน็อกคาสภาหรอก!

มีประเด็นอะไรที่ควรเปิดซักฟอกนายกฯอนุทิน 1.ตั้งคนที่มีประวัติสีเทา ๆ มาเป็นรัฐมนตรี

2.ปัญหาการระบาดของสแกมเมอร์-คอลเซ็นเตอร์-พนันออนไลน์ 3.การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ เช่น คนที่เกียร์ว่างเรื่องที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ และนายพลตำรวจคนหนึ่งที่พัวพันกับพวกจีนเทา

4.มีใครไปแทรกแซงในกระทรวงยุติธรรมหรือไม่? จนคดีที่ดินเขากระโดง-ฮั้วสว. ที่อยู่ในความรับผิดชอบของ“ดีเอสไอ” กลายเป็น “หวานเย็น” ในขณะนี้

5.คณะรัฐมนตรี มีมติต่อสัญญา Moto GP ซึ่งจะจัดที่ จ.บุรีรัมย์ ไปอีก 5 ปี โดยใช้งบประมาณไปสนับสนุนกว่า 3,900 ล้านบาท เป็นความคุ้มค่าของใครกันแน่ และผู้สนับสนุนทางธุรกิจ (sponsors) ลดลงไม่ใช่หรือ? แตกต่างหรือเหมือนกรณีสส.พรรคประชาชน โจมตีเรื่องเอางบประมาณของคนทั้งประเทศ มาอุดหนุนคนกรุงเทพฯ ให้จ่ายค่ารถไฟฟ้าแค่ 20 บาท หรือเปล่า?

6.ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา เมื่อเปรียบเทียบระหว่างกรณีคลิปอังเคิลกับกรณีนายกฯ อนุทิน หลุดปากว่าเขมรล้ำฝั่งไทย ไทยก็มีล้ำฝั่งเขมรซึ่งกรณีหลังน่าจะเป็นคำพูดที่อันตรายกว่า และไม่ควรออกจากปากของผู้นำในที่สาธารณะ

เนื่องจากคำพูดดังกล่าว อาจมีผลทางกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะตามหลักการแล้ว คำกล่าวของ
นายกฯ หรือ รมว.การต่างประเทศ สามารถถูกนำไปใช้อ้างเป็นพยานหลักฐานได้ ทั้งในศาลและเวทีระหว่างประเทศ การหลุดพูดออกไปแล้วมาขอโทษในภายหลัง แทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย

แม้แต่ในกระบวนการยุติธรรม ก็เชื่อถือและให้น้ำหนักกับการพูดครั้งแรก มากกว่าการพูดครั้งหลัง ที่มีเวลาวางแผนและเตรียมการ!!.

พยัคฆ์น้อย

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่