ใครคือ “มหามิตรไทย” ตัวจริงในวิกฤติสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง สัปดาห์ที่แล้วเกิดเหตุ ทหารไทยบาดเจ็บ เหยียบกับดักระเบิด ขณะปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนเส้นทาง บริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ที่สำคัญเกิดเหตุในขณะ คณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (เอโอที) ยังอยู่ในพื้นที่

นับเป็นทหารรายที่ 7 ที่ต้องสูญเสียเท้าหรือขานับจากเกิดเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่เดือน ก.ค.68

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แสดงบทบาทแข็งกร้าว เรียกประชุมด่วน สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งที่ 14/2568  ที่ทำเนียบรัฐบาล  ก่อนจะมีมติให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศ “ระงับการดำเนินการตามถ้อยแถลงร่วม (Joint Declaration)” ที่ได้ลงนามไว้ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย พร้อมสั่งการให้เพิ่มมาตรการทางทหารอย่างเข้มงวด เพื่อพิทักษ์รักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

ไม่น่าเชื่อปัญหาภูมิภาคอาเซียน จะถูกยกระดับ 2 ขั้วมหาอำนาจโลก สหรัฐ-จีน เข้ามามีบทบาทด้วยไล่ตั้งแต่ รองผู้แทนการค้าของสหรัฐ (USTR) ว่า สหรัฐจะขอระงับการเจรจาภายใต้กรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนชั่วคราว โดยให้สัญญาว่า การเจรจาทุกอย่างจะกลับมาเดินหน้าอีกครั้ง ก็ต่อเมื่อฝ่ายไทยให้กลับเข้าสู่การปฏิบัติตามปฏิญญาสันติภาพฯ

แม้ภายหลังทาง ประธานาธิบดีทรัมป์ จะยืนยันฝากนายกฯอันวาร์  ให้มาแจ้งนายกฯอนุทินว่า “สหรัฐอเมริกาจะไม่นำประเด็นการระงับปฏิญญาของไทยมาเกี่ยวข้องกับการเจรจาภาษีการค้าระหว่างไทยและสหรัฐ” แต่ในระดับปฏิบัติการได้ประกาศระงับการเจรจาภาษีไทยไปแล้ว ห้วงเวลาคาบเกี่ยวต่อเนื่องกัน นายกฯ อนุทินได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Anutin Charnvirakul ว่า “ปธน. สี จิ้นผิง กราบบังคมทูลต่อหน้าพระพักตร์ในหลวง จีนซื้อข้าวไทยห้าแสนตัน”

จากท่าทีของ 2 มหาอำนาจโลก หลายฝ่ายค่อนข้างมองตรงกันกลายเป็นว่าสหรัฐเหมือนจะเลือกใช้มาตรการทางเศรษฐกิจกดดันไทย จนความสัมพันธ์ในอดีตแทบจะถูกลบเลือนหายไป ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อประเทศหรือสถานะพันธมิตรในอดีต ตรงกันข้าม ฝ่ายจีนแสดงออกเสนอซื้อข้าวไทย 5 แสนตัน?  เคารพการตัดสินใจด้านอธิปไตย และไม่นำการค้ามาเป็นเงื่อนไขในการแทรกแซง  อีกทั้งยังได้ช่วยสร้าง “จิตวิทยาที่ดี” ในตลาดข้าวของประเทศ

กลายเป็น บททดสอบครั้งสำคัญ เผยให้เห็นถึงธรรมชาติที่แท้จริงของ “มิตรภาพ” ที่ไทยมีกับ 2 มหาอำนาจโลกในจังหวะวิกฤตินี้ ได้สร้างภาพที่คมชัดจนอาจสร้าง จุดเปลี่ยน สำคัญที่กระตุ้นให้รัฐบาลไทยและประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน อาจต้อง ปรับยุทธศาสตร์ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ความมั่นคงของชาติต้องกลายเป็นตัวประกัน

นึกถึงนิทานอีสปโบราณเรื่อง “ราชสีห์กับหนู” ที่ปล่อยหนูตัวเล็กๆไปเพราะเห็นว่าไม่มีอันตราย และ หนู ตัวนั้นได้กลับมาช่วยเหลือราชสีห์ให้รอดพ้นจากกับดักของนายพรานในภายหลัง ในโลกความเป็นจริงถ้าใช้อุปมาอุปไมย สหรัฐยิ่งใหญ่ไม่แตกต่างจากราชสีห์ มีทั้งกำลัง-พลังอำนาจ พยาพยามกดดันไทยยามคับขัน แตกต่างจากจีนอย่างสิ้นเชิง

ประเทศไทยควรตระหนักให้รอบคอบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยามภาวะวิกฤติ ควรเลือกจะจดจำ “มิตรภาพที่ดี” ของราชสีห์ตัวไหน ?  อนาคตข้างหน้าเป็นเรื่องไม่แน่นอน วันไหน ราชสีห์ใหญ่ 2 ตัว เกิดพลาดท่า ติดกับดัก ตกที่นั่งลำบากหรือต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนในยามหน้าสิ่วหน้าขวานที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้

ถึงเวลา “หนูน้อย” คงเลือกกัดตาข่ายเพื่อช่วยเหลือให้ “ราชสีห์”ที่ปฏิบัติกับตนด้วยความเคารพมากกว่า!!.

เชิงผา

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่