ทั้งนี้ ยุคที่มีการทำคอนเทนต์เผยแพร่ทางโลกออนไลน์ “ดราม่าคอนเทนต์ห่าม” นั้นมีเกิดขึ้นอยู่เป็นระยะ ๆ และดูจะยิ่งเกิดมากขึ้นเมื่อการทำคอนเทนต์กลายเป็น “เทรนด์อาชีพยอดฮิต”
ฮิตเพราะนอกจาก “มีรายได้” แล้ว…
เผลอ ๆ “มีโอกาสเป็นคนดัง” อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม กับกระแสเซ็งแซ่-กระแสดราม่าที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ เพราะมี “ยูทูบเบอร์-อินฟลูเอนเซอร์” บางส่วนเลือกที่จะผลิต “คอนเทนต์ห่าม ๆ” เผยแพร่ออกมานั้น กรณีแบบนี้ในภาพรวม ๆ ก็ “มีมุมวิเคราะห์น่าคิด”โดยนักวิชาการด้านสื่อสารการตลาดออนไลน์ท่านหนึ่ง ที่วิเคราะห์และสะท้อนไว้ถึงการที่หลายคนอยากเข้าสู่วงการนี้ รวมถึงประเด็น “แรงจูงใจ-ปัจจัย” ที่ทำให้คอนเทนต์ที่มีการทำ-มีการผลิตออกมานั้นเป็นแบบที่เป็นแนวห่าม ๆ เสี่ยง ๆ หรือบางทีก็ถึงขั้นเป็นแนวผิด ๆ
ทั้งนี้ มุมวิเคราะห์ที่จะพลิกแฟ้มมาสะท้อน ณ ที่นี้นั้น เป็นมุมวิเคราะห์โดย ผศ.ดร.ภูษิต วงศ์หล่อสายชล รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งได้ระบุกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ไว้ว่า… สมัยก่อนคนที่เป็น “ยูทูบเบอร์-อินฟลูเอนเซอร์” ยังมีไม่มาก แต่ตอนนี้ที่เทคโนโลยีดิจิทัลยิ่งมีบทบาทสูงขึ้น ผู้คนเข้าถึงสื่อโซเชียลสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้ใคร ๆ ก็สามารถที่จะก้าวเข้าสู่โลกการเป็นยูทูบเบอร์หรืออินฟลูเอนเซอร์ได้อย่างไม่ยากนัก แค่มีสมาร์ทโฟนเครื่องเดียวก็สามารถที่จะทำคอนเทนต์เผยแพร่ได้แล้ว ซึ่งนอกจากความสนุกสนาน นอกจากความบันเทิงแล้ว ในยุคโซเชียลมีเดียเช่นในปัจจุบันนี้…
อาจ “มีรายได้” พร้อม “มีชื่อเสียงด้วย”

ผศ.ดร.ภูษิต ระบุไว้ต่อไปว่า… ปัจจัยรายได้ กับปัจจัยความมีชื่อเสียง ทั้ง 2 ปัจจัยนี้เกี่ยวโยงกันจนแทบแยกจากกันไม่ได้ เพราะเมื่อเป็นคนที่ “ดัง–มีชื่อเสียง” แล้ว… “สิ่งที่จะตามมาคือรายได้” จะมีเม็ดเงินเข้ามาสนับสนุนการทำคอนเทนต์ของยูทูบเบอร์ อินฟลูเอนเซอร์ หรือบล็อกเกอร์คนนั้น ๆ โดยสามารถที่จะ มีรายได้จากการรีวิวสินค้าต่าง ๆ หรือบริการต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้ทำให้เหล่ายูทูบเบอร์ อินฟลูเอนเซอร์ หรือบล็อกเกอร์ ต้องพยายามสร้างฐานแฟนคลับจำนวนมาก ๆ เพื่อให้มียอดไลค์-ยอดติดตามสูง จนทำให้ “ตลาดโซเชียลต้องแข่งกันเดือด!!” เพื่อดึงให้คนเข้ามาสนใจ ซึ่งนักวิชาการท่านนี้ระบุถึง “แหล่งรายได้” ของยูทูบเบอร์ อินฟลูเอนเซอร์ บล็อกเกอร์ ไว้ว่า… มีทั้ง “รายได้ทางตรง” และ “รายได้ทางอ้อม”
“รายได้ทางตรงนั้น ก็จะมาจากยอดวิว ยอดติดตาม ซึ่งจำนวนของยอดวิวนั้นมีส่วนสำคัญต่อรายได้ เพราะยิ่งมีคนกดเข้าไปดูมาก รายได้ก็จะเพิ่มมากขึ้นตาม โดยเท่าที่ทราบมาถ้ามียอดวิว 1,000,000 วิว จะทำให้มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท อย่างไรก็ตาม เรตรายได้ดังกล่าวนี้อาจจะปรับขึ้นอีก หรืออาจจะลดลงได้”
ทาง ผศ.ดร.ภูษิต ระบุไว้ พร้อมเสริมไว้อีกว่า… หลายคนอาจคิดว่ารายได้ทางตรงน่าจะมีเม็ดเงินมาก แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับเป็นรายได้ทางอ้อมมากกว่าเนื่องจาก รายได้ทางอ้อมนั้นจะมาจาก “สปอนเซอร์” ที่เข้ามา “ซื้อเวลาโฆษณา” ซึ่งการที่คนทำคอนเทนต์เผนแพร่จะมีรายได้จากค่าโฆษณานั้น สิ่งที่สปอนเซอร์จะใช้ตัดสินใจในการซื้อโฆษณา ส่วนใหญ่ก็มักจะพิจารณจาก “ยอดวิว–ยอดติดตาม” ทั้งนี้เพื่อจะให้สินค้า ผลิตภัณฑ์ หรือบริการ ของสปอนเซอร์รายนั้น ๆ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากที่สุดนั่นเอง …นี่คือ “แหล่งรายได้หลัก” ของยูทูบเบอร์-อินฟลูเอนเซอร์ ที่ทางนักวิชาการฉายภาพไว้
นอกจากนั้นยังอาจมี “รายได้เพิ่ม” จากการให้สปอนเซอร์ซื้อ “โฆษณาแบบ Tie-In” หรือการ “แทรกโฆษณาอยู่ในคอนเทนต์” เช่น ใช้สินค้าอะไร แบรนด์อะไร ขับรถรุ่นอะไร นั่งเครื่องบินสายการบินไหน เป็นต้น …ซึ่งคนทำคอนเทนต์ก็จะแทรกการโฆษณาสินค้าหรือบริการเอาไว้ในเนื้อหาหรือในคอนเทนต์คลิปนั้น ๆ โดย ยิ่งช่องดัง–คนทำดัง สปอนเซอร์ก็ยิ่งสนใจ
ขณะที่อีกหนึ่ง “รายได้เสริม” ที่ก็อาจจะเป็นรายได้งาม นั่นคือ “ค่าตัว” ที่ได้จากการถูกเชิญไปโชว์ตัวตามงานอีเวนต์ต่าง ๆ หรือร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งอินฟลูเอนเซอร์ ยูทูบเบอร์ เมื่อมีชื่อเสียงก็สามารถอัปเกรดงานและรายได้ให้ตัวเองได้มากขึ้น โดยเฉพาะหากมีกลุ่มแฟนคลับติดตามเป็นจำนวนมาก ก็สามารถจะมีรายได้มากจากงานลักษณะนี้ที่ติดต่อเข้ามามาก ซึ่งก็จะทำให้ยิ่งมีชื่อเสียง หรือยิ่งกลายเป็นจุดสนใจ จนบางครั้งแทบไม่ต่างจากศิลปิน ดารานักแสดง ก็เป็นได้
ทั้งนี้ นักวิชาการท่านเดิมยังชี้ถึง “คอนเทนต์ห่าม ๆ” ไว้ว่า… ด้วยความที่สนามนี้มีผู้เล่นเยอะขึ้น ทำให้ต้องแข่งกันทำคอนเทนต์แปลกใหม่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับความสนใจจากผู้คน หรือแย่งชิงยอดกับคนอื่น ๆ เพราะทุกวิวที่ได้มาก็คือเม็ดเงินที่วิ่งเข้าหา บางครั้งบางคนก็มีที่ “เลยเถิดเกินไป”แม้แต่คอนเทนต์เสี่ยง หรือผิดกฎหมาย ก็มี
“จริง ๆ ถ้าแข่งกันทำในแบบดี ๆ เนื้อหาแน่น รีวิวสวยงาม ก็จะได้รับความนิยมในระดับหนึ่ง แต่มีอีกแบบคือขายความหวือหวา ขายความเสี่ยง ขายคอนเทนต์ห่าม ๆ ที่มีให้เห็นเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะตลาดตรงนี้มันมีการแข่งขันกันสูงนั่นเอง” …ทาง ผศ.ดร.ภูษิต สะท้อนกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ไว้…กรณี “คอนเทนต์ห่าม ๆ”
จะแข่ง หรือเพราะตัวเองห่าม ก็ว่าไป
สำคัญคือ “เกินไป แทนที่จะดังก็ดับ”
ทัวร์ลงถล่มเละ…“คอนเทนต์ขยะ??”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



