ทั้งนี้ ภัยน้ำท่วมในไทยในปี 2568 นี้เกิดขึ้นทั้งเหนือกลางใต้ และหลายพื้นที่นั้น “สาหัส” โดยเฉพาะล่าสุดที่ใต้-ที่หาดใหญ่ ซึ่งถ้าถามว่า…ในพื้นที่ทางใต้เคย “มีบทเรียนน้ำท่วมวิกฤติหรือไม่??”คำตอบก็คือ “มี” รวมถึง “เคยมีการถอดบทเรียน” ไว้ เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ พื้นที่ในไทย ซึ่งก็มีคำถามอีกว่า…

ไทย “ไฉนยังแก้ไขและป้องกันไม่ได้?”

น้ำท่วมวิกฤตินี่ “ไฉนเกิดขึ้นซ้ำซาก?”

กับ “คำถามคาใจคนไทย” ดังกล่าวนี้…ในชั้นต้นนี้ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ขอข้ามไปก่อน โดย ณ ที่นี้ขอเริ่มด้วยการพลิกแฟ้มสะท้อนต่อข้อมูล ขอสะท้อนย้ำก่อนเกี่ยวกับข้อมูลจากการระบุไว้โดยนักวิชาการ ซึ่งหลักใหญ่ใจความก็เป็นการ “ถอดบทเรียน”พร้อม “มีข้อเสนอเพื่อสู้วิกฤติภัยน้ำ”ต่อภาครัฐระดับต่าง ๆ ฝ่ายต่าง ๆ โดยมีตัวอย่างมาสะท้อนต่อ 2 บทเรียน

พลิกแฟ้มสะท้อนย้ำ-สะท้อนต่อข้อมูลโดยนักวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) นั่นคือ ดร.อภิณห์ วรวิวัฒน์ ผู้อำนวยการบัณฑิตศึกษา ที่เคยวิเคราะห์เกี่ยวกับภัยน้ำ และสะท้อนแง่มุมไว้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษา มธ. ที่บางช่วงบางตอนนั้นมีว่า… กุญแจสำคัญที่ฉุดรั้งการรับมือภัยน้ำคือความท้าทายในการพยากรณ์น้ำระยะยาว ซึ่งการพยากรณ์หลักหลายเดือน เป็นปี ยังมีข้อจำกัดที่ทำให้ความแม่นยำลดลง ที่ทำให้การวางแผนมีปัญหา

แก้ปัญหาแผนรับมือ” คือ “บทเรียน”

นอกจากนี้ ก็ยังมี “สิ่งที่ฉุดรั้งการแก้ปัญหาวิกฤติภัยน้ำ” อีก โดยนักวิชาการท่านนี้สะท้อนไว้อีกว่า… แม้ไทยมีความพยายามมาตลอดที่จะหาวิธีพัฒนาการคาดการณ์ภัยน้ำ อย่างการใช้หลักสถิติ ความน่าจะเป็น มาสร้างสถานการณ์จำลอง เช่น การออกแบบรับมือน้ำท่วมในรอบ 10 ปี หรือ 100 ปี เพื่อให้มีมาตรการรับมือที่หลากหลายและยืดหยุ่น แต่ก็ทำได้ไม่เต็มที่…

อุปสรรค” คือ “การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก” ที่ประกอบด้วย… เรื่อง “สภาวะอากาศ” ที่อากาศกักเก็บน้ำได้มากขึ้น จาก ภาวะโลกร้อน ทำให้ปริมาณฝนที่ตกรุนแรงมีแนวโน้มสูงขึ้น และยังมีความไม่แน่นอนของสภาพอากาศที่เป็นความท้าทายต่อการจัดการน้ำ, เรื่อง “การใช้ที่ดิน” นี่ก็เป็นปัจจัยทำให้การวางแผนรับมือวิกฤติภัยน้ำทำได้ยากขึ้น โดยเรื่องนี้หมายถึง มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินที่ทำให้แบบแผนการไหลของน้ำเปลี่ยนทิศทาง จนยากจะจัดการ

ถามว่า… สิ่งฉุดรั้งการแก้ปัญหาวิกฤติภัยน้ำที่ระบุมาข้างต้น “มีการถอดบทเรียนหรือไม่? ควรต้องทำอย่างไร?”ทาง ดร.อภิณห์ ก็ได้สะท้อนไว้ว่า… ปัจจุบันไทยมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นหัวเรือใหญ่บริหารจัดการน้ำระดับประเทศ โดยพยายามบูรณาการองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะจัดการน้ำทุกมิติ เพื่อการป้องกันน้ำท่วม-น้ำแล้ง และด้านเทคโนโลยีก็กำลังเปลี่ยนผ่านจากแบบดั้งเดิมสู่การใช้แบบจำลองที่ซับซ้อนขึ้นและแม่นยำขึ้น ทั้งยังใช้เทคโนโลยีดาวเทียมคำนวณพื้นที่น้ำท่วมให้รวดเร็วที่สุด เพื่อจะป้องกัน-รับมือตรงจุด แต่…แม้จะมีการบูรณาการร่วมกัน ที่ช่วยป้องกันบรรเทาผลกระทบระยะสั้น ทว่า…

ป้องกันระยะยาว” คือ “ทางแก้ที่ดีสุด”

โดยที่ประเด็นสรุปในภาพรวมนั้น… การจะออกจากวงจรปัญหาภัยน้ำท่วม และภัยแล้งไทยจำเป็นต้องหยุดการมองปัญหาแบบแยกส่วนและต้องมองการจัดการน้ำในหลายมิติหลายกรอบเวลา” …นี่เป็นหลักใหญ่ใจความ ที่ก็เป็นการ “ถอดบทเรียน”ที่นักวิชาการ มธ. ท่านดังกล่าวนำเสนอไว้ โดยที่ยังมีประเด็นสำคัญที่สุดด้วยคือ… แนวทางระยะยาวที่ “มีประสิทธิภาพที่สุด” คือ “การฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำ” ซึ่งจะเสมือนฟองน้ำธรรมชาติ ที่หน้าแล้งก็จะค่อย ๆ ปล่อยน้ำที่กักเก็บไว้ออกมา ทำให้มีน้ำกินน้ำใช้กัน ขณะที่ในหน้าน้ำหลากก็จะลดความรุนแรงของอุทกภัยได้ จะ “ลดวิกฤติภัยน้ำ” ลงได้

พลิกแฟ้มสะท้อนย้ำ-สะท้อนต่อข้อมูลอีกส่วน ข้อมูลโดยนักวิชาการวิศวกรรมแหล่งน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นั่นคือ ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ นักวิจัย “โครงการรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์น้ำของประเทศไทย : ทรัพยากรน้ำกับการพัฒนาเศรษฐกิจ” ซึ่งเคยสะท้อนผ่านงานวิจัยที่ก็เป็นการ “ถอดบทเรียนวิกฤติภัยน้ำ”โดยได้ระบุไว้หลักใหญ่ใจความมีว่า… น้ำท่วม” เป็นภัยสำคัญในไทยที่มีมานาน แต่ปัจจุบันก็ ยังรุนแรงสาหัส โดยที่ “พิบัติภัยด้านน้ำ” นั้น ฉุดรั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย ด้วย โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2532 หรือกว่า 3 ทศวรรษแล้ว ในขณะที่มูลค่าน้ำมักถูกมองข้าม ไม่ถูกสนใจ

ที่ผ่านมาเคยมีการ เสนอให้ไทยควรพิจารณาเรื่องน้ำเป็นเป้าหมายหลักโดยบรรจุไว้ในแผนพัฒนาประเทศ และที่สำคัญต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่ โดยมองน้ำให้เป็นเศรษฐศาสตร์ และบริหารจัดการบนหลักการเพิ่มผลิตภาพของน้ำ (Water productivity) …นี่เป็นใจความสำคัญจากที่ ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ ระบุไว้ ซึ่งเรื่องนี้ก็ย่อมมีรายละเอียดข้อเสนอ เพื่อแก้ปัญหาน้ำอย่างเป็นองค์รวม ทั้งน้ำท่วม และน้ำแล้ง แต่…ทางนักวิชาการ จุฬาฯ ท่านนี้ก็ได้ระบุไว้อย่างน่าคิดด้วยว่า…ข้อเสนอเชิงเศรษฐศาสตร์ ไม่เคยถูกนำไปปฏิบัติ ซึ่งนี่ก็เป็น หนึ่งในปัญหาในไทยในการใช้บทเรียนภัยน้ำแก้ปัญหา

ถอดบทเรียนสู้น้ำ ไทย “ถอดไว้อื้อ”

บทเรียนสู้น้ำ นั้น “น่าจะมีล้นหิ้ง”

ยังสู้ได้แย่”หรือ “เพราะไม่เรียน?”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์