จากกรณีปัญหาดังกล่าว ปานฝัน ประโมจนีย์ ผู้ประสานงานโครงการด้านมนุษยธรรม องค์กร Save the Children (ประเทศไทย) ได้ชี้ให้เห็นถึง “ช่องโหว่สำคัญ” ของประเทศไทย นั่นคือ งบประมาณส่วนใหญ่มักจะถูกเทไปที่การเยียวยาหลังเกิดเหตุ เช่น การซ่อมแซมบ้าน หรือการฟื้นฟูสภาพจิตใจ ซึ่งเป็นงบที่บานปลายขึ้นเรื่อย ๆ ตามความถี่ของภัยธรรมชาติ ซึ่งจากบทเรียนภัยพิบัติที่ผ่านมา พบสิ่งที่น่ากังวลก็คือ เราแทบไม่พบข้อมูลที่ชัดเจนว่าไทยมีงบสำหรับการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติมากน้อยแค่ไหน ทั้งที่การเตรียมตัวล่วงหน้าคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยรักษาชีวิตและลดความสูญเสียได้อย่างมหาศาล โดยตัวแทนจากองค์ช่วยเหลือเด็กคนเดิมได้เสนอแนะว่า ในเมื่อรอภาครัฐอาจไม่ทันการณ์ จึงอยากเสนอให้ ทุกครอบครัวควรสร้างแผนรับมือภัยพิบัติของตนเอง (Family Disaster Plan) ขึ้นมา โดยเฉพาะบ้านที่มี “เด็ก” ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุด ซึ่งแผนนี้ไม่ใช่เอกสารราชการที่ซับซ้อน แต่คือข้อตกลงร่วมกันของคนในบ้านที่ต้องชัดเจนและปฏิบัติได้จริง โดย “แผนรับมือภัยพิบัติฉบับครอบครัว” นี้ สามารถทำได้ทันทีด้วย 3 ขั้นตอนง่าย ๆ ได้แก่

1.กำหนดจุด Red Line ในครอบครัวให้ชัดเจนว่า เมื่อไหร่ต้องหนีทันที โดยไม่ต้องรอประกาศเตือนภัยจากทางการ

2.รู้ทางหนีทีไล่ เช่น วางแผนเส้นทางอพยพที่ปลอดภัยที่สุด และกำหนดจุดนัดพบสำหรับทุกคน กรณีที่เกิดพลัดหลง

3.จัดเตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน ที่หยิบฉวยได้ทันที โดยให้เด็ก ๆ มีส่วนร่วมในการจัดกระเป๋าใบนี้ เพราะนอกจากจะช่วยให้เด็กรู้จักของใช้จำเป็นแล้ว ยังสร้างความตระหนักรู้และสติในการรับมือภัยพิบัติ แทนที่จะตื่นตระหนกเมื่อเกิดเหตุจริง

“บทเรียนน้ำท่วมครั้งนี้มีราคาแพงเกินกว่าจะปล่อยผ่าน การลุกขึ้นมาทำแผนภัยพิบัติฉบับครอบครัวในวันนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของการมองโลกในแง่ร้าย แต่คือการสร้างเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อภัยมาถึง ทุกชีวิตในบ้านจะปลอดภัย” ตัวแทนของเซฟ เดอะ ชิลเดรน ประเทศไทย ระบุ.

ปานฝัน ประโมจนีย์