ตัวเลข “ผู้ประสบภัยเด็ก” ข้างต้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลย เป็นการประเมินคาดการณ์โดย เซฟ เดอะ ชิลเดรน ประเทศไทย ขณะที่ “การฟื้นฟูเยียวยา” นั้น ในด้านที่จะละเลยไม่ได้ และก็จะ “ต้องมีมาตรการเร่งด่วนด้วยเช่นกัน” ก็คือ “สภาพจิตใจของผู้ประสบภัยเด็ก”หลังจาก “เผชิญภาวะวิกฤติภัยพิบัติรุนแรง”…
จำเป็น “ต้องมีการดูแล–ระวังใกล้ชิด”
เพราะ “อาจส่งผลเสียระยะยาวด้วย!!”

พญ.โชษิตา ภาวสุทธิไพศิฐ
กับการ “เฝ้าระวังจิตใจผู้ประสบภัยเด็ก” นั้น มีชุดข้อมูลน่าสนใจที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อ ณ ที่นี้ ซึ่งเป็นแนวทางให้พ่อแม่ผู้ปกครองใช้ “สังเกตสัญญาณเบื้องต้น” ของบุตรหลานที่เผชิญภาวะวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ โดยเป็นคำแนะนำที่ ศูนย์ช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในภาวะวิกฤต กสศ. เผยแพร่ไว้ใน เว็บไซต์ กสศ. โดยทาง พญ.โชษิตา ภาวสุทธิไพศิฐ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น กรมสุขภาพจิต ได้ให้แนวทางเรื่องนี้ไว้ เป็นคำแนะนำภาพรวมการดูแลเด็ก ๆ และครอบครัว…
เพื่อ “ดูแลเด็ก ๆ ที่เผชิญภาวะวิกฤติ”
ทั้งนี้ ทาง พญ.โชษิตา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ได้มีการแนะนำไว้ผ่านหัวข้อ “ดูแลสภาพจิตใจเด็กและครอบครัวในสภาวะวิกฤติ” โดยระบุไว้ว่า… แนวทางดูแลสภาพจิตใจเด็กหลังภาวะวิกฤติ มี “หลักปฏิบัติที่สำคัญ” ดังต่อไปนี้คือ…
“พยายามปกป้องเด็กเล็ก” โดยเฉพาะเด็กก่อนวัยเรียนจนถึงชั้นประถมต้น ให้ห่างจากข่าวสารที่มีเนื้อหารุนแรงกระทบกระเทือนจิตใจและ กรณีที่เด็กเกิดภาวะต่าง ๆ อาทิ สภาวะตกใจ สะเทือนใจ เมื่อบังเอิญได้รับรู้ข่าวสาร หรือเห็นภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งประสบมาซ้ำ ๆ พ่อแม่ผู้ปกครองยิ่งต้องพยายามเลี่ยงการให้เด็กเห็นภาพเหตุการณ์ หรือเสพข่าวเหตุการณ์ รวมถึง หลีกเลี่ยงการให้เด็กได้รับฟังคำบอกเล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์วิกฤติจากคนใกล้ตัวซ้ำ ๆซึ่งทั้งการได้รับรู้ข่าวสาร และการรับฟังคำบอกเล่าถึงผลกระทบของเหตุการณ์ร้าย ๆ เช่นนี้ซ้ำ ๆ จากคนใกล้ตัว มากเกินไป…
จะ “ทำให้เกิดอารมณ์ด้านลบ–กดดัน”
ในขณะที่ แนวทางจัดการอารมณ์ความรู้สึกในสภาวะวิกฤติ กรณีนี้ทาง พญ.โชษิตา จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น กรมสุขภาพจิต ก็แนะนำไว้ว่า… ในช่วงแรกหลังผ่านเหตุการณ์รุนแรงมาแล้วนั้น พ่อแม่-ผู้ใหญ่อาจค่อย ๆ สังเกตพฤติกรรมกับอารมณ์ของเด็กดูว่า…ยังคงมีความกลัวหรือยังรู้สึกตกใจต่อเหตุการณ์หรือไม่?โดยหากยังมี ถ้าเป็นกลุ่มเด็กโต พ่อแม่ผู้ปกครองควรพูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้น เพื่อประเมินพิจารณาว่าเด็กอยู่ในสภาวะอารมณ์อย่างไรแล้ว?

กรณีที่เด็กยังคงกลัวหรือตกใจกับเหตุการณ์อยู่ คำแนะนำสิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถทำได้ นั่นก็คือการ สร้างพื้นที่พิเศษในบ้านที่ทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัยโดยพื้นที่พิเศษนี้ให้พ่อแม่ผู้ปกครองเน้นย้ำกับเด็กด้วยคำพูดประมาณว่าพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ของเรากับเด็ก เพื่อกระตุ้นให้เด็กรับรู้ว่าพื้นที่บ้าน หรือพื้นที่ที่มีพ่อแม่อยู่ด้วยนั้น ยังคงเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเขา และก็อาจ เสริมด้วยการหากิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำร่วมกัน เพื่อช่วยให้เด็กรู้สึกปลอดภัยขึ้น เช่น ร้องเพลง เล่านิทาน
พญ.โชษิตา ยังได้แนะนำไว้ถึง “วิธีแสดงออกที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด” เพื่อช่วย “ปลอบโยนให้เด็กคลายความรู้สึกหวาดกลัว–ความตกใจ” นั่นคือใช้วิธีการ“โอบกอดเด็กบ่อย ๆ” เพื่อทำให้เด็ก ๆ ที่เป็นผู้ประสบภัย หรือเพิ่งผ่านวิกฤติร้ายแรงมา ได้สัมผัสรับรู้ถึงความรัก ความห่วงใย อีกทั้งยัง ช่วยสร้างความปลอดภัยในใจของเด็กได้ดีขึ้น …เหล่านี้เป็นคำแนะนำ
เหล่านี้ “พ่อแม่ผู้ปกครองน่ารู้–น่าทำ”
เพื่อ “ประคองสภาพจิตใจบุตรหลาน”
และนอกจากการดูแลสภาวะจิตใจของผู้ประสบภัยเด็กแล้ว คุณหมอท่านเดิมก็ยังได้แนะนำ แนวทางการ “ดูแลสภาวะจิตใจผู้ใหญ่เองที่ต้องเป็นผู้ดูแลเด็ก” ไว้ด้วยว่า… ก็จะ ต้องหมั่นสำรวจอารมณ์ตนเองเป็นระยะ ๆด้วยว่า…อยู่ในสภาวะใด? และสามารถที่จะจัดการกับจิตใจตนเองได้แค่ไหน? …โดยถ้าหากไปถึงระดับที่ควบคุมอารมณ์ความรู้สึกไม่ได้แล้ว กรณีนี้ก็ควรจะหยุดรับข่าวสารทุกทางทันทีเช่นกัน และ หากรู้สึกว่าทนไม่ไหวแล้ว!! ให้ขอความช่วยเหลือจากสายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือปรึกษานักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ทันที เพื่อรีบจัดการผลกระทบทางความรู้สึกให้เร็วที่สุด
ทั้งนี้ พญ.โชษิตา ภาวสุทธิไพศิฐ ยังได้แนะนำทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า… โดยทั่วไปเด็ก ๆ มักจะจัดการทางอารมณ์ได้เร็วมากกว่าผู้ใหญ่ โดยอาจหลงเหลือความรู้สึกหวาดกลัวตกค้างแค่ในระยะหนึ่ง เพราะความเข้าใจในเหตุการณ์ของเด็ก ๆ จะยังไม่ลึกซึ้งเช่นผู้ใหญ่ ซึ่ง จะเป็นการดี ถ้าเด็ก ๆ ไม่ต้องรับข่าวสารซ้ำ ๆ ไม่ได้เห็นภาพเหตุการณ์ต่อเนื่อง ผลกระทบทางจิตใจจะได้ไม่ตกค้างไปยาวนาน ดังนั้นจึง เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ใหญ่จะต้องช่วยให้เด็กหลีกเลี่ยงการรับสื่อ โดยเฉพาะภาพเหตุการณ์ความร้ายแรง และพยายามนำวิถีชีวิตปกติกลับคืนมา ซึ่งเป็นวิธีที่จะช่วยทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น
ระวัง “อย่าให้เด็กต้องจิตตกระยะยาว”
โดย “พ่อแม่ผู้ปกครองต้องใส่ใจให้ดี”
และ “มาตรการรัฐก็ต้องช่วยกรณีนี้”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



