ในโอกาสที่กำลังจะเปลี่ยนผ่านจากปีเก่า 2568 ก้าวสู่ปีใหม่ในอีกไม่ช้าไม่นาน เผื่อว่าอาจจะเป็น “กรณีศึกษา” ให้ผู้ที่กำลังเหนื่อยใจ อาจจะเป็น “แรงบันดาลใจ” ให้มีพลังก้าวผ่านปีนี้ไปได้ดีขึ้น…

จ่าปืน-จ.ส.ต.วรวิทย์ ณะรัตตะ
“ถึงต้องเสียขาทั้ง 2 ข้างไป แต่ผมจะไม่ยอมให้ลูกขาดพ่อ ไม่ยอมให้ภรรยาขาดคู่ชีวิต เพียงเพราะไม่สู้” นี่เป็นเสียง “จ่าปืน-จ.ส.ต.วรวิทย์ ณะรัตตะ” ตำรวจหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด หรือ “EOD” สังกัดกองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ สถานีตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ที่ต้อง “สูญเสียขาทั้ง 2 ข้าง จากการปฏิบัติหน้าที่” แต่ถึงแม้ต้องเสียอวัยวะสำคัญไป เขาก็ “ไม่ยอมแพ้โชคชะตา…แถมสู้กลับ” และเขายังพลิกชีวิตเป็น “พ่อค้าออนไลน์” ได้น่าสนใจ โดยเขาเล่าไว้ว่า… วินาทีที่เห็นสภาพตัวเองคิดว่าคงไม่รอดแน่ แต่พอคิดว่าหากตายแล้วลูกเมียจะอยู่ยังไง ก็ปลุกใจให้สู้ แม้ระหว่างรักษาตัวจิตใจจะห่อเหี่ยว แต่ก็เปลี่ยนความคิดตัวเอง “ไม่คิดว่าเสียอะไรไป แต่คิดว่ายังเหลืออะไรอยู่” ซึ่งหลังเกิดเหตุเบี้ยเลี้ยงของเขาต้องถูกตัด ภรรยาทำงานคนเดียว เขาจึงตัดสินใจหาลู่ทางหารายได้เสริม โดย “จ่าปืน” บอกว่า… หลังผันตัวเป็นพ่อค้าออนไลน์ นอกจากจะมีรายได้เสริมจุนเจือครอบครัวแล้ว ยังช่วยให้ใจเขาไม่ฟุ้งซ่านคิดมากด้วย ทั้งนี้ เขาได้ส่ง “กำลังใจ” ให้เพื่อน ๆ ที่ทำหน้าที่เพื่อแผ่นดินทุกคนไว้ว่า… “ขอให้ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ และอยู่รอดปลอดภัยรอดชีวิตกลับไปหาลูกเมียและครอบครัว”

นะ-นฤพนธ์ ประธานทิพย์
“ตอนนั้นที่เริ่มวิ่งเพราะหนีตาย!! เพราะอยากอยู่กับคนที่รักไปนาน ๆ ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะไปถึงระดับโลก” นี่เป็นเสียง “นะ-นฤพนธ์ ประธานทิพย์” นักวิ่งวัย 54 ปี ชายที่ในอดีตไม่เคยใส่ใจการออกกำลังกาย จนสุขภาพทรุดโทรมถึงขั้น “เฉียดตาย” จึงตัดสินใจหันมาออกกำลังกายด้วยการ “วิ่ง” เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น และเพราะต้องการมีชีวิตอยู่กับครอบครัวไปนาน ๆ จากวันนั้นถึงวันนี้นอกจากร่างกายจะแข็งแรงแล้ว การวิ่งยังนำพาชื่อเสียงมาสู่ตัวเขาโดยไม่คาดคิด โดยหลังจากเริ่มหลงรักการวิ่งมาราธอน เขาก็วิ่งจนตัวเอง กลายเป็นคนไทยคนแรกที่พิชิตเหรียญ Six Star Medal มาได้ถึง 3 เหรียญ ด้วยการลงแข่งขันจบสนามเมเจอร์ 6 แห่ง ครบ 3 รอบ รวม 18 รายการ ซึ่งในฐานะ “ตำนานนักวิ่ง” และ “ผู้เคยเฉียดตาย” เพราะไม่ดูแลร่างกาย… “นะ” นักวิ่งหนุ่มใหญ่วัย 54 ปี สะท้อน “แง่คิดดี ๆ” ไว้ว่า… “เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพ ต้องลบคำว่าเดี๋ยวทิ้งไปจากชีวิต ต้องเริ่มต้นทำเพื่อสุขภาพทันที อย่าคิดว่าใช้เงินแก้ปัญหาได้ เพราะหลายคนไม่มีโอกาสที่ 2 เหมือนผม”

พีท-ภาวินท์ ภักดี
“สำหรับผมแล้วหนังตะลุงไม่มีทางตาย แค่ต้องปรับเปลี่ยนใหม่ ไม่ต้องอยู่ในรูปแบบเดิมเสมอไป”นี่เป็นเสียง “พีท–ภาวินท์ ภักดี” ที่พูดถึง “อนาคตหนังตะลุง” ซึ่งวันนี้เขามีบทบาทในฐานะ “นายหนังรุ่นใหม่” โดยพีทบอกว่า… ชอบหนังตะลุงตั้งแต่เด็ก แต่ที่บ้านไม่มีเชื้อสายหนังตะลุงเลย จนมีโอกาสได้เรียนกับ อ.ปรีชา ตะลุงสากล (ปรีชา เที่ยวแสวง) ครูคนแรกที่สอนการเชิดและการพากย์หนังตะลุงให้ จนตัวเขารับงานเชิดหนังตะลุงได้ตั้งแต่อายุ 11-12 ปี ซึ่งต่อมาพอชีวิตเขาก้าวสู่รั้วมหาวิทยาลัย เขาก็ลดการรับงานหนังตะลุงลง เพราะอยากใช้ชีวิตนักศึกษาให้เต็มที่ จนช่วงมีโควิด-19 เขาก็ได้ ทำคลิปหนังตะลุงลง TikTok ทำให้เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ ในชื่อ “นายหนังพีท ศ.ก้องฟ้า” ซึ่งนี่เป็นการ “ใช้เทคโนโลยีสร้างจุดเปลี่ยนชีวิต” ได้น่าสนใจ โดย “พีท” พูดถึงผลจากการตัดสินใจทำในสิ่งที่รักไว้ว่า… “ที่ได้รับมาด้วยจากการโชว์หนังตะลุงก็คือ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของคนดู ยิ่งเวลาเห็นคนที่ตั้งใจมาดู แม้ดึกแค่ไหนก็ไม่ถอย ยิ่งทำให้ชีวิตมีกำลังใจมาก”

พายุ-ทศพล หรพูล
“แม้ร่างกายพิการมือขวาแต่กำเนิด แต่ใจไม่เคยท้อ พยายามเรียนรู้สร้างอาชีพหารายได้ จนสามารถสร้างแบรนด์ขนมเปี๊ยะของตัวเองได้ในที่สุด” นี่เป็นเสียง “พายุ–ทศพล หรพูล” หนุ่มผู้พิการมือขวามาแต่กำเนิด แต่ก็ ไม่เคยคิดยอมแพ้ชีวิตที่ไม่สมบูรณ์แบบ โดยปัจจุบันนอกจากเขาจะทำงานประจำแล้ว ยังเป็นเจ้าของ “ธุรกิจขนมเปี๊ยะ” ที่กำลังได้รับความนิยม-มีชื่อเสียงในโลกออนไลน์ ซึ่งเขาบอกว่าใจคิดตลอดว่าเราสามารถทำอะไรหลายอย่างได้เหมือนคนทั่วไป แม้บางครั้งอาจจะต้องฝึกฝนมากกว่าคนปกติก็ตาม แต่ก็สามารถทำได้ถ้าพยายาม สำหรับธุรกิจขนมเปี๊ยะของเขานั้นเกิดขึ้นช่วงโควิด-19 ระบาด ทำให้ชีวิตต้องอยู่กับโชเชียลทั้งวัน จนได้ไปเห็นว่ามีคนทำขนม-เบเกอรี่ลงสื่อออนไลน์เยอะ ก็เลยสนใจ และอยากลองทำ จึงลงเรียนทำขนมเปี๊ยะออนไลน์ แม้ช่วงแรก ๆ จะท้อเพราะรู้สึกว่ายาก เนื่องจากมีมือข้างเดียว ทำให้เวลาจะปั้นแป้งขึ้นรูป หรือจับวัตถุดิบต่าง ๆ จะทำได้ไม่สะดวก แต่เขาก็ไม่ล้มเลิก พยายามทำให้ดีที่สุด จนในที่สุดก็ทำได้สำเร็จ และเมื่อนำไปขายทางออนไลน์ปรากฏว่าขายได้ และก็มีออเดอร์เข้ามาเรื่อย ๆ ทั้งนี้ “พายุ” ได้ฝาก “ประเด็นน่าคิด” ไว้ว่า… “ฝากถึงคนที่มีไม่ครบ32 ว่าอย่าท้อ เพราะความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับร่างกาย แต่ขึ้นอยู่กับจิตใจและกำลังใจ รวมถึงมุมมองของเราเอง”

ปาร์ค-เมธัส บรรณเกียรติ
“ผมรวบรวมความกล้า แล้วเดินไปบอกพ่อแม่เลยว่า…อยากไปเรียนขี่ม้าที่อเมริกา เพราะอยากใช้ชีวิตแบบคาวบอย” นี่เป็นเสียง “ปาร์ค-เมธัส บรรณเกียรติ” หนุ่มวัย 23 ปี ที่เราให้ฉายาเขาว่าเป็น “คาวบอย Gen Z” ที่อยากลองใช้ชีวิตคันทรีแบบคาวบอย โดยมีแรงบันดาลใจจากพ่อของเขา และจากความประทับใจที่ได้ดูหนังคาวบอยฝรั่ง ซึ่งคุณพ่อและคุณแม่ก็ยอมให้เขาทำ “ตามฝัน” แม้สุดท้ายจะไม่ได้บินไปเรียนขี่ม้าที่อเมริกา แต่ก็ได้เรียนรู้วิชาขี่ม้าจากการทำงานกับที่บ้าน เพราะตอนนั้นที่บ้านของเขานอกจากมีธุรกิจ ATV กับที่พักแล้ว ก็ยังเปิดสอนขี่ม้าด้วย เขาจึงได้เรียนรู้วิชาขี่ม้า บังคับม้า ดูแลม้า โดย คุณพ่อเป็นครูสอนขี่ม้าคนแรก ซึ่งพอได้เรียนรู้การขี่ม้าจริงจัง ทำให้รู้เลยว่าขี่เล่น ๆ กับขี่เป็น แตกต่างกัน เพราะขี่ม้าเป็นต้องรู้ทุกอย่าง โดย “ปาร์ค” สะท้อน “แง่มุมดี ๆ” ที่ได้จากวิถีแบบคาวบอยไว้ว่า… “คนภายนอกอาจมองคนเป็นคาวบอยว่าก็แค่แต่งตัวเป็นแฟชั่น แต่จริง ๆ ยังมีเรื่องวิธีคิด วิธีใช้ชีวิต ผสานอยู่ด้วย เพราะคาวบอยมีปรัชญาที่เป็นสากลทั่วโลก นั่นก็คือ ต้องรู้จักให้เกียรติ ต้องเคารพคนอื่น รวมถึงจะต้องมุ่งมั่น อดทน ทุ่มเทพยายาม จนกว่าจะไปถึงจุดหมาย”
…เหล่านี้เป็นเรื่องราว “ชายนักสู้ชีวิต” ส่วนหนึ่งจากที่ “ทีมวิถีชีวิต” นำเสนอไปในปีนี้ และประมวลมาสะท้อนอีกครั้งโดยสังเขป ด้วยมุ่งหวังว่าอาจเป็น “กรณีศึกษา-แรงบันดาลใจ” ให้ผู้ที่ได้รับรู้แง่มุมวิถีชีวิตดังที่ได้นำมาประมวลสรุป ณ ที่นี้ โดยเฉพาะกับผู้ที่พลังใจอาจกำลังอ่อนล้า ซึ่ง “ทีมวิถีชีวิต” มุ่งหวังว่านี่จะเป็นประโยชน์ได้ไม่มากก็น้อย ในการ เสริมพลังใจ…ก้าวผ่านปีเก่าไปพบสิ่งที่ดีขึ้นในปีใหม่.
ทีมวิถีชีวิต : รายงาน



