จับท่าที นายสรวงศ์ เทียนทอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย  คงเดินหน้ายื่น ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ แน่นอน  เพียงแต่ยังไม่ยอมบอกวันเวลาที่ชัดเจน คงเกรงว่า นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูลจะตัดสินใจยุบสภา  ก่อนที่ญัตติฯจะถึงมือประธานสภา เพราะใครก็รู้รัฐบาลที่มี ภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาล อยู่ในสถานะฝ่ายบริหารที่มีเสียงข้างน้อย

ต่อให้ชี้แจงดีอย่างไร พรรคเพื่อไทย คงไม่ยอมยกมือ ไว้วางใจให้อยู่แล้ว ส่วน พรรคประชาชน ก็คงเกรงจะถูกครหาว่าเป็นฝ่ายค้ำ  จึงยากที่พรรคสีส้มจะ ยกมือไว้วางใจ  เรียกว่าการเดินเกมของอดีตพรรคแกนนำรัฐบาล ต้องบอกไม่ธรรมดา  เพราะหวังจะดิสเครดิต  ทั้งภูมิใจไทย และ ประชาชน นอกจากจะทำลายความน่าเชื่อถือพรรคแกนนำรัฐบาล  คงหวังจะตัดคะแนนความนิยมพรรคสีส้ม หาก ไม่ยอมเข้าร่วมซักฟอก ในศึกครั้งนี้

ขณะที่มีข่าวเล็ดลอดออกมาจากพรรคเพื่อไทยระบุว่า  กก.บห. ได้ประชุมกัน อย่างไม่เป็นทางการ มีความเห็นร่วมกันว่า จะยื่นญัตติ เปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายอนุทิน  และจะเสนอให้ ที่ประชุม สส. พรรค พท. มีมติร่วมกัน เร็ว ๆ นี้

จากนั้นเมื่อ เปิดประชุมสภา สมัยสามัญ วันที่ 12 ธ.ค. นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์หัวหน้าพรรคเพื่อไทย  จะเป็นผู้ยื่นญัตติต่อประธานสภาด้วยตนเอง แม้จะมี สส.บางกลุ่ม ไม่เห็นด้วย เพราะเกรงจะกระทบ กระบวนการแก้ไข รธน.  แต่ สส.ส่วนใหญ่ เห็นว่าจำเป็นต้องยื่น เพื่อเปิดอภิปราย  หวังทำลายคะแนนความนิยมของพรรค ภท. ก่อนจะเข้าสู่การเลือกตั้ง และเป็นการกดดันพรรค ปชน. ให้เข้าร่วมอภิปราย

อีกทั้งยังเชื่อว่า สถานการณ์ขณะนี้ รัฐบาลกำลังเพลี่ยงพล้ำ คะแนนนิยมลดลง ประชาชนไม่เชื่อถือ ไม่พอใจรัฐบาล ทั้งการแก้ปัญหา น้ำท่วมหาดใหญ่ และ ปัญหาสแกมเมอร์ เป็นโอกาสที่ดีที่จะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่ประชุม กก.บห.  ได้ประเมินแล้ว เห็นว่า นายอนุทินจะไม่ยุบสภา เพราะเชื่อว่าพรรคปชน. จะไม่ลงมติไม่ไว้วางใจ เพราะห่วงการแก้ไข รธน. จะไม่สำเร็จ

แต่พรรคเพื่อไทย เชื่อว่า สส.พรรคประชาชน จะไม่สามารถ ทนแรงกดดัน ของสังคมได้ และต้องทบทวนท่าที ไม่กล้าอุ้ม หรือ ค้ำรัฐบาล ต่อไป พรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน ต้องทำหน้าที่ ตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญเช่นกัน เรื่องแก้ รธน. พรรคเพื่อไทยเป็นผู้นำ และให้ความร่วมมือมาตลอด  เราต้องทำทั้งสองอย่าง ไม่สามารถ เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งได้ จึงต้องเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังจาก การแก้ไข รธน. วาระ 2 ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา วันที่ 11 ธ.ค. นี้

ก่อนหน้านั้น กมธ.พิจารณา ร่างแก้ไข รธน. จากพรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย นายชูศักดิ์ ศิรินิล นายจาตุรนต์ ฉายแสง และ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว  ร่วมแถลงต่อประเด็นที่ กมธ.ในสัดส่วน ของพรรค พท. สงวนความเห็น ต่อการพิจารณาร่างรธน.แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อนำไป อภิปรายในวาระสอง

โดย นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ต้องการให้มี สภาร่าง รธน.(...) ตามที่พรรคเพื่อไทยนำเสนอ ซึ่งจะมีอำนาจหน้าที่ จัดทำ รธน.ฉบับใหม่ ได้ดีกว่า กมธ.ร่าง รธน.เสียงส่วนใหญ่ต้องการ สำหรับที่มาของ ส.ส.ร. คือ ให้ประชาชน เลือกตั้ง 300 คน และให้รัฐสภาเลือก เหลือ 100 คน จากนั้น ส.ส.ร. ตั้ง กมธ.ยกร่าง รธน.

อย่างไรก็ตาม เสียงส่วนใหญ่ของ กมธ. พิจารณาร่างแก้ไข รธน.กำหนดให้ใช้ สูตร 20 หยิบ 1 คือให้สมาชิกรัฐสภารวมกลุ่ม
กลุ่มละ 20 คนตามหลักเกณฑ์ที่ ประธานรัฐสภากำหนด เพื่อเสนอ กมธ.ร่าง รธน. และ กมธ.รับฟังความคิดเห็น ได้ กมธ.ละ 1 คน จนครบจำนวน จากนั้นให้ประกาศรายชื่อในราชกิจจานุเบกษา

ดังนั้นถ้าในวาระที่ 2  สมาชิกรัฐสภา ไม่เห็นด้วย กับข้อเสนอของพรรคเพื่อไทย  เชื่อว่า นายจุลพันธ์ คงยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยไม่สนใจว่า ร่างแก้ไข รธน. จะผ่านความเห็นชอบ จากรัฐสภา ในวาระที่ 3 หรือไม่  เพราะคิดว่าไม่ได้เครดิต จากความสำเร็จในการแก้ไขร่าง รธน.

ทั้ง ๆ ที่ นายอนุทิน ก็ยืนยันการแก้ไข รธน.ว่า จะต้องสำเร็จทุกอย่าง เป็นไปตามไทม์ไลน์ ที่กำหนดไว้ วันที่ 10 ธ.ค. จะพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติม รธน. ในวาระที่ 2 และ หลังจากผ่านวาระที่ 3 จะยุบสภา ซึ่งหมายความว่า พรรคภูมิใจไทย จะให้ความเห็นชอบทั้งวาระที่ 2 และ 3 ยึดมั่น ในเอ็มโอเอ ที่ทำไว้กับพรรคสีส้ม

หากการแก้ไข รธน. ต้องมีอันเป็นไป นั่นหมายความว่า เพื่อไทย ต้องรับผิดชอบไปเต็ม ๆ.

“เขื่อนขันธ์”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่