ทั้งนี้ “ทหารฝ่ายเขมรกระทำการอันน่ารังเกียจ” โดย “ทำให้พื้นที่พลเรือนต้องกลายเป็นพื้นที่อันตราย!!” ซึ่งไม่เว้นแม้แต่พื้นที่ โรงพยาบาล หรือ โรงเรียนศูนย์เด็กเล็ก อย่างไรก็ตาม กับพื้นที่ที่เป็นสถานศึกษานั้น ไทยก็ได้มีการเตรียม“แผนเผชิญเหตุแผนอพยพ”เตรียมพร้อมไว้แล้ว “เพื่อปกป้องเด็ก ๆ”

มีวิธีเผชิญเหตุ “มีคำแนะนำน่าสนใจ”

ที่นอกจาก “เพื่อช่วยให้เด็กปลอดภัย”

มีหลายคำแนะนำ “ผู้ใหญ่ก็รู้ไว้ใช่ว่า”

เกี่ยวกับ “วิธีหนีภัยไฟสงคราม” นั้น… เมื่อเร็ว ๆ นี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ก็ได้สะท้อนไปส่วนหนึ่งแล้ว ส่วน ณ ที่นี้จะสะท้อนต่อข้อมูลกรณี “โรงเรียนในพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา” ที่ในไทยมีนโยบายที่ชัดเจน รวมถึงจาก สพฐ. หรือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เกี่ยวกับ “แผนคุ้มครองโรงเรียนในโซนสีแดง”โดยภาพรวมของแผนดังกล่าวนี้มีการระบุไว้ถึง “มาตรการความปลอดภัยสูงสุด” ที่ให้ทุก ๆ โรงเรียนในพื้นที่โซนสีแดงต้องดำเนินการตามอย่างเคร่งครัด มีการระบุถึงการ เตรียมพร้อมรับมือฉุกเฉิน ด้วยการเตรียมแผนเผชิญเหตุรองรับ, จัดทำมาตรการอพยพและดูแลนักเรียน รวมถึงครู และบุคลากร, จัดทำแนวทางประสานงาน ขอความร่วมมือหน่วยงานความมั่นคง …นี่เป็น “แผนระดับนโยบาย”

เป็นภาพรวม ๆ…เมื่อเกิดเหตุปะทะ”

และนอกจากแผนระดับนโยบายแล้ว สำหรับระดับโรงเรียนในเขตพื้นที่โซนสีแดงที่เสี่ยงภัยจากการปะทะนั้น ก็ได้มีการจัดทำ “แผนเผชิญเหตุระดับโรงเรียน” ด้วยเช่นกัน โดยตัวอย่างที่ทาง ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” นำมาสะท้อนให้พิจารณากัน ณ ที่นี้…เป็น “แผนของโรงเรียนบ้านสะเดาน้อย” หมู่ที่ 3 ต.สำโรงพลัน อ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ ที่จัดทำแผนดังกล่าวนี้ขึ้น เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากร ซึ่งภายในแผนนี้จะประกอบด้วย… แผนอพยพ, จุดอพยพ, ระยะเวลาอพยพ, การหลบภัย, การใช้อุปกรณ์ป้องกันรวมถึง วิธีรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ โดยมีการย้ำไว้ในแผนหรือคู่มือนี้ด้วยว่า…ควรมีการซักซ้อมแผนอยู่เสมอ ๆ ในเวลาที่ยังไม่มีสถานการณ์วิกฤติเกิดขึ้น เพื่อที่จะให้เข้าใจและปฏิบัติได้ทันที

ทั้งนี้ คำแนะนำใน “แผนเผชิญเหตุระดับโรงเรียน” นั้นมีหัวข้อที่ล้วน “น่าสนใจน่าตระหนัก” ซึ่งพื้นที่อื่น ๆ ที่ไม่ใช่สถานศึกษาก็ใช้เป็น “วิธีเอาตัวรอด” ได้เช่นกัน ได้แก่… วิธีสังเกต” ระหว่างการต้องอพยพชั่วคราว กับอพยพถาวรที่มีหลักสังเกต-วิธีปฏิบัติดังนี้คือ… กรณี “อพยพชั่วคราว”ให้สังเกตจาก เสียงปืน เสียงระเบิด ดัง 4-5 ครั้งแล้วเงียบไป และ ไม่มีเสียงดังขึ้นมาอีกในระยะเวลา 3 ชั่วโมง หรือได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่าปลอดภัยแล้ว จึงออกมาจากจุดรวมพล

แต่หากเป็นอีกกรณีหนึ่ง คือต้อง“อพยพถาวร” กรณีนี้ในคู่มือดังกล่าวมีข้อมูลที่แนะนำไว้ว่า… ให้สังเกตจาก เสียงปืน เสียงระเบิด ดังต่อเนื่องแบบไม่หยุด ดังติดต่อกันเป็นเวลานาน และถ้าหากเสียงปืน เสียงระเบิดนั้นยิ่งดังเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ กรณีนี้จำเป็นจะต้องอพยพถาวรโดยเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่พักพิงชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยสูงสุด …นี่เป็น “วิธีสังเกต” เพื่อแยก “ระดับการอพยพ” ระหว่างการอพยพแค่ชั่วคราว กับการต้องอพยพอย่างถาวรเอาไว้ก่อน

ขณะที่เมื่อต้องทำการ “อพยพเด็ก ๆ”และบุคลากรโรงเรียน ในคู่มือนี้มีการแนะนำ “หลักปฏิบัติตัว” ไว้ว่า…เมื่อได้ยินเสียงปืนหรือเสียงระเบิดดังขึ้น หรือได้รับการแจ้งเตือนจากหน่วยงานความมั่นคง ให้เด็ก ๆ ปฏิบัติตามแนวทางดังต่อไปนี้…

ให้เด็ก ๆ หยุดกิจกรรมทั้งหมดทันที ทั้งการเรียน เล่น หรือกิจกรรมกลางแจ้ง ถ้าอยู่ในสนามกลางแจ้งให้วิ่งกลับห้องเรียนโดยเร็ว, นั่งหมอบลงใต้โต๊ะหรือที่ปลอดภัยในห้องเรียน และใช้กระเป๋าหรือแขนป้องศีรษะ เพื่อป้องกันสิ่งที่อาจหล่นลงมาจากเพดาน, รอครูมาแจ้งให้อพยพ หรือรอเจ้าหน้าที่มาแจ้งให้เคลื่อนย้าย ออกจากอาคาร

จัดรูปแบบการเดินเป็นแถวขณะเคลื่อนย้ายเดินตามเส้นทางไปจุดรวมพลที่กำหนดไว้ เมื่อถึงแล้วให้นักเรียนเข้าแถวตามชั้นเรียนและนั่งรอฟังคำสั่งเพิ่มเติม ระหว่างนี้ให้ตรวจนับจำนวนนักเรียนแต่ละห้องเพื่อตรวจสอบว่าไม่มีคนไหนหายไป ส่วนกรณีมีการบาดเจ็บ-ป่วย ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีเพื่อรับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ ครูที่ถูกกำหนดเป็นผู้ประสานงานกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินจะประสานผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน สถานีตำรวจ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมอพยพไปพื้นที่ปลอดภัย

และเมื่อเด็ก ๆ ถึงพื้นที่พักพิง หรือจุดปลอดภัยที่หน่วยงานความมั่นคงกำหนดไว้แล้ว ในชุดข้อมูลได้แนะนำวิธีปฏิบัติตัวไว้ว่า… เริ่มจาก ให้ครูตรวจเช็กนักเรียนอีกครั้งและนําเด็กนักเรียนไปยังจุดรวมพลของศูนย์พักพิง รอฟังคำแนะนำต่อ ๆ ไป ซึ่งหากสถานการณ์ยังไม่ปกติเป็นเวลาหลายวัน ในกรณีนี้ อาจเริ่มจัดการเรียนการสอนขึ้นที่ศูนย์พักพิง เน้นการเรียนการสอนแบบบูรณาการ พร้อมติดตามสถานการณ์ข่าวสารใกล้ชิด จนกว่าเหตุการณ์จะคืนสู่ภาวะปกติ …ทั้งนี้ เหล่านี้เป็นวิธีการโดยสังเขปในส่วนโรงเรียน เพื่อให้เด็กไทยปลอดภัย ซึ่งเมื่อมีการกระทำอันน่ารังเกียจอย่างเลวร้ายของทหารฝ่ายเขมร…

แผนเผชิญเหตุของโรงเรียน” สำคัญ

เสมือน “วิชาสำคัญเพื่อปกป้องชีวิต”

ปกป้อง “ให้เด็กนักเรียนปลอดภัย”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์