สัปดาห์ที่แล้ว (พุธ 10 ธ.ค.) เชิงผา เขียนบทความชื่อเรื่อง ’คุณรู้จักผมน้อยไป“ วลีเด็ดช่วงท้ายปีของ นายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล ถัดมาวันที่ 11 ธ.ค. การประชุมเดือดร่วมรัฐสภา พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา (วาระสอง) ในที่ประชุมลงมติร่างแก้ไข มาตรา 256/28 โดย มีมติไม่เห็นด้วยกับ กมธ.เสียงข้างมาก ในการใช้เสียงกึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภา เห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ และ ให้กลับไปใช้เสียงสว.1ใน 3 มีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

จนทำให้ “พรรคส้ม” ผู้ที่ได้ช่วยค้ำยันจนก่อกำเนิด “รัฐบาลหนู” เข้ามาบริหารประเทศนานกว่า 2 เดือน ตัดสินใจแตกหัก ให้ สส.พรรคประชาชน ร่วมลงชื่อในญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151

สุดท้ายทำให้ นายกฯอนุทิน ชิงธงยุบสภา ด้วยข้ออ้าง ขอคืนอำนาจกลับไปยังพี่น้องประชาชน กระทั่งช่วงเช้าวันที่ 12 ธ.ค. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระบรมราช โองการโปรดเกล้าฯ พระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ เป็นการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ กกต.ประกาศกำหนด ต้องไม่น้อยกว่า 45 วันแต่ไม่เกิน 60 วัน

อุณหภูมิการเมืองไทยกลับมาร้อนแรง ท่ามกลาง สถานการณ์ขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ยังไม่มีทีท่าจะยุติ ปัจจุบันยอดผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บของ ทหาร-ประชาชน ยังสูญเสียเพิ่มขึ้น (ทหารไทยพลีชีพ 16 นาย ยอด ณ วันที่
15 ธ.ค.)

ตลอดสัปดาห์ส่งผลทำให้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ หมากเกมการเมืองไทย ในหลายแง่มุมมอง โดยเฉพาะเรื่องการชิงความได้เปรียบทางการเมืองของรัฐบาลหนู กำลังเพลี่ยงพล้ำถูกถล่มโจมตีเข้ามาอย่างหนัก ไล่ตั้งแต่ ความล้มเหลวบริหารแก้วิกฤติน้ำท่วม, ปัญหา “กลุ่มทุนสีเทา” กำลังเขย่าไทยเพราะถูกเชื่อมโยงไปหลากหลายวงการไม่ว่าจะเป็นบุคคลแวดวงการเมือง อดีตข้าราชการ และนักธุรกิจแถวหน้าเมืองไทย ฯลฯ 

ล่าสุดปัญหาขัดแย้งไทย-กัมพูชา ปะทุขึ้นมาอีกระลอกใหม่ หนำซ้ำค่อนข้างรุนแรงดุเดือดไม่มีใครยอมใครง่าย ๆ
เรียกว่าประเทศกำลังเผชิญหน้าอีกภาวะวิกฤติใหญ่ ตอนแรก นายกฯอนุทิน แสดงท่าทีผู้นำมีความแข็งกร้าวตอบโต้ปกป้องอธิปไตยไทยหวังได้คะแนนชาตินิยม

เมื่อรัฐบาลหนู สร้างประวัติศาสตร์ หาญกล้ายุบสภากลางศึกสงครามเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลก พรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามและนักวิชาการต่างวิเคราะห์ออกมาใกล้เคียงกัน ในช่วงเวลา 2 เดือนกว่า  พรรคร่วมรัฐบาล ต่างโยกย้ายข้าราชการชิงความได้เปรียบ เรียกว่ามีความพร้อม กระสุนดินดำ มากกว่าพรรคอื่น แต่ก่อน กระแสนิยมรัฐบาล จะดิ่งเหวลงไปหนักมากกว่านี้อีก จึงรีบชิงความได้เปรียบยุบสภา

มีการตั้งคำถาม หากการสู้รบขัดแย้งยืดเยื้อออกไปไม่ยุติ จนทำให้การเลือกตั้งไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตามกำหนดเวลา 60 วัน ’ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ“ ต่อสุญญากาศทางอำนาจในยามที่ชาติกำลังเผชิญหน้าด้านความมั่นคง?

คำว่า “ประชาชน” ถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการยุบสภาคืนอำนาจให้กลับไปเลือกตั้ง  ในขณะที่ “ทหารแนวรบ” ยังมีความสูญเสีย ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงการจัดลำดับความสำคัญของ “ผู้นำ” เป็นอย่างดี ว่า ให้น้ำหนักเรื่องใด ระหว่าง การรักษาอำนาจพรรคการเมืองตัวเอง หรือความมั่นคงของประเทศในยามวิกฤติสงครามเช่นนี้!!.

เชิงผา

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่