ทั้งนี้ “ความสูญเสียของแวดวงตำรวจ” กรณีนี้ที่ยังเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็น “ปรากฏการณ์น่าวิตก” และก็มี “ปุจฉา”ครั้งแล้วครั้งเล่าโดยสังคมไทยก็ตั้งคำถามกันมานานแล้ว…

ปุจฉา “อะไรเป็นฟางเส้นสุดท้าย?”

อะไร? ทำให้เกิดเหตุสลดต่อเนื่อง”

และ “จะสกัดเหตุเช่นนี้ได้อย่างไร?”

เกี่ยวกับ “การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสูญเสียในแวดวงตำรวจจากกรณีฆ่าตัวตาย” นั้น…ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” มีข้อมูลมาสะท้อนต่อให้พิจารณากัน ณ ที่นี้ อย่างไรก็ตาม ก่อนอื่นพลิกแฟ้มสะท้อนต่อข้อมูล-สะท้อนย้ำไว้โดยสังเขปเกี่ยวกับ ปรากฏการณ์การฆ่าตัวตายของบุคลากรแวดวงสีกากี”ซึ่งเป็นข้อมูลจากงานวิจัย “อัตราการฆ่าตัวตายและปัจจัยเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายของข้าราชการตำรวจ” โดย นิภาพร คำอั้น นักจิตวิทยา กลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งตีพิมพ์ใน วารสารอาชญาวิทยาและสังคมศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ โดย คณะสังคมศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ได้ศึกษาไว้ถึงปัจจัยที่มีผลต่อการกระทำ “อัตวินิบาตกรรม” หรือ “ฆ่าตัวตาย” สำเร็จ…ของข้าราชการตำรวจ …นี่เป็นการ “ถอดรหัสการคิดสั้นของตำรวจไทย” พร้อมทั้ง“มีข้อเสนอเกี่ยวกับการป้องกัน”ด้วย

ทั้งนี้ ทาง นิภาพร ได้เผยข้อมูลจากการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ไว้ในรายงานการวิจัย โดยระบุไว้ว่า… ในห้วงที่ผ่านมา อัตราการฆ่าตัวตายของข้าราชการตำรวจเพิ่มขึ้น และถือว่าเป็นปัญหาสำคัญ โดยได้มีการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง ข้อมูลของ สำนักงานกำลังพล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ข้อมูลการฆ่าตัวตายของข้าราชการตำรวจ ระหว่างเดือน ม.ค. 2557 ถึงเดือน ธ.ค. 2564 จำนวน 295 นาย และมีแบบสัมภาษณ์การฆ่าตัวตายของโรงพยาบาลตำรวจ ที่สัมภาษณ์ทั้งผู้บังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน และญาติ ของข้าราชการตำรวจที่ฆ่าตัวตาย ซึ่งผลที่ได้เผยให้เห็นถึง “ข้อมูลสำคัญที่ต้องสนใจ”ดังนี้…

ตำรวจที่ทำร้ายตัวเองส่วนใหญ่ (98.64%) เป็น “เพศชาย” โดย “ช่วงอายุ 41-50 ปีมีมากที่สุด” อายุน้อยที่สุดที่พบคือ 21 ปี อายุมากที่สุดที่พบคือ 59 ปี ขณะที่ ระดับชั้นยศที่มีการฆ่าตัวตายนั้นพบว่า “จ่าสิบตำรวจดาบตำรวจ” คือ “กลุ่มที่มีจำนวนการฆ่าตัวตายมากที่สุด” และสำหรับ “สายงานที่พบการฆ่าตัวตายมากที่สุด” นั้นได้แก่ “ตำรวจสายงานป้องกันและปราบปราม” ส่วน “สังกัดที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงสุด” ได้แก่ “กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9”

นี่เป็นข้อมูลช่วง ม.. 2557-.. 2564

โดยที่… “พฤติกรรมการฆ่าตัวตาย” นั้น พบข้อมูลดังนี้… อันดับ 1 ใช้อาวุธปืน, อันดับ 2 ผูกคอ, อันดับ 3 มีสัดส่วนเท่ากัน 2 รูปแบบ คือ ดื่มสารพิษ กับตกจากที่สูง ขณะที่ “สาเหตุที่กระตุ้นทำให้เลือกที่จะจบชีวิตตนเอง” นั้น พบว่า… มากที่สุดเป็นอันดับ 1 คือ จากปัญหาสุขภาพ, อันดับ 2 จากปัญหาส่วนตัว กับจากปัญหาครอบครัว ส่วนอันดับ 3 ไม่ทราบสาเหตุ และสำหรับอันดับ 4, 5, 6 คือ จากปัญหาสุขภาพจิต, จากปัญหาหนี้สิน, จากปัญหาหน้าที่การงาน ตามลำดับ …นี่เป็นสาเหตุที่กระตุ้นทำให้ข้าราชการตำรวจไทยคิดสั้นฆ่าตัวตายช่วง ม.ค. 2557-ธ.ค. 2564

มีการวิจัยสาเหตุ และก็ “มีข้อเสนอ”

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายรายงานวิจัยโดย นิภาพร คำอั้น ได้จัดทำ “ข้อเสนอแนะจากการวิจัย”เพื่อหวังจะช่วย “ลดอัตราฆ่าตัวตายในแวดวงบุคลากรตำรวจ” ซึ่งมีการเสนอแนะไว้ 6 แนวทาง” โดยสังเขปมีดังนี้… แนวทางที่ 1… ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี และหากเจ็บป่วยควรต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากพบว่า…ตำรวจที่มีแนวโน้มปัจจัยเสี่ยงที่จะทำร้ายตัวเอง หรือฆ่าตัวตาย มักจะมีโรคประจำตัว โรคเรื้อรัง โรคร้ายแรง อยู่ก่อนแล้ว และนอกจากการสนับสนุนให้บุคลากรตำรวจได้รับการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอแล้ว ในเชิงนโยบาย และระดับหน่วยงานต้นสังกัด ก็ควร จัดสรรภาระงานให้เหมาะสมตามความเจ็บป่วยของตำรวจรายนั้น ๆ ด้วย เพื่อให้เอื้อต่อการติดตามการรักษา

แนวทางที่ 2… ควรจัดให้ตำรวจได้รับการตรวจประเมินสุขภาพจิตทุกปี เพื่อให้ทราบว่าใครเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่จะเกิดปัญหาสุขภาพจิต หรือมีความเสี่ยงที่จะทำร้ายตนเอง-ฆ่าตัวตาย, แนวทางที่ 3… นอกจากประเมินสุขภาพจิต ก็ ควรจัดทำหลักสูตรหรือโปรแกรมดูแลสุขภาพจิต สำหรับเจ้าหน้าที่ในหน่วยงาน, แนวทางที่ 4… ควรจัดทีมลงพื้นที่หลังเกิดกรณีตำรวจฆ่าตัวตาย เพื่อเยียวยาจิตใจครอบครัว และเพื่อนร่วมงาน ที่ก็ได้รับผลทางลบโดยตรง จากเหตุที่เกิด

ต่อด้วยแนวทางที่ 5… ควรสอดแทรกความรู้การวางแผนการเงินในหลักสูตรฝึกอบรมตำรวจทุกระดับ เพื่อเสริมสร้างวินัยการเงิน ป้องกันปัญหาหนี้สินที่ก็เป็นสาเหตุทำให้ตำรวจเลือกจบชีวิต และแนวทางที่ 6… ควรจัดอบรมความรู้การใช้และจัดเก็บปืน โดยเฉพาะตำรวจรายที่มีความเสี่ยงฆ่าตัวตาย เพื่อจำกัดการเข้าถึงอาวุธที่อาจถูกใช้ก่อเหตุ

เหล่านี้คือ“6 แนวทางลดการคิดสั้น”

เพื่อ “ลดเหตุเศร้าตำรวจฆ่าตัวตาย”

เป็น “เรื่องที่ทุกฝ่ายต้องใส่ใจยิ่งขึ้น!!”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์