สถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชายุครัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ยืดเยื้อมาแล้ว 10 วัน ทหารไทยเสียชีวิต 20 ศพ บาดเจ็บเกือบ 300 คน (ข้อมูล 17 ธ.ค. 68) ประชาชนเสียชีวิต (ทางอ้อม) 15 ศพ
โดยมีคำถามจากเมียของทหารชั้นประทวน ลอยมาเข้าหู “พยัคฆ์น้อย” ว่าทำไมผู้เสียชีวิตจึงมีแต่พลทหาร-นายสิบ-จ่า แล้วนายร้อย-นายพัน-นายพล ไปประจำการอยู่ตรงไหนของพื้นที่การสู้รบ นั่งบัญชาการอยู่ห่างจากแนวปะทะกับฝ่ายข้าศึกกี่กิโลเมตร? แน่นอนพวกเราคนไทยไม่อยากให้มีการสูญเสียไม่ว่าจะชาวบ้านหรือทหารชั้นยศใดก็ตาม
ตอนนี้มีการส่งเสียงไปยังรัฐบาลว่า เมื่อไหร่การสู้รบจะยุติลงเสียที เพื่อประชาชนนับแสนคนตามศูนย์พักพิงจะได้กลับบ้านไปทำมาหากินตามปกติ และดูแลสัตว์เลี้ยงอีกประมาณ 6.5 ล้านตัว
ขืนปล่อยให้การสู้รบยืดเยื้อต่อไปเรื่อย ๆ กำลังพลที่เป็นลูกหลานของชาวบ้านจะสูญเสียไปเรื่อย ๆ ประเทศจะมีปัญหาทางเศรษฐกิจตามมา เพราะการสู้รบต้องเสียค่าใช้จ่ายวันละเป็นพันล้านบาท คนไทยจะเดือดร้อน และมีภาระต่องบประมาณของประเทศในระยะยาว
การสู้รบในยุครัฐบาลนายอนุทิน ทั้งยืดเยื้อ รุนแรง มีการขยายพื้นที่สู้รบมากกว่า และประชาชนตามแนวชายแดนได้รับผลกระทบมากกว่ายุครัฐบาลน.ส.แพทองธาร ชินวัตร แต่กระแสดราม่า ความคลั่งชาติ และความเกลียดชังของคนไทยบางกลุ่ม น่าจะมีต่อ “รัฐบาลแพทองธาร” มากกว่า!
ถ้าจำกันได้ เมื่อวันที่ 13 ต.ค.68 นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์เป็นฉาก ๆ ว่าสงครามไทย-กัมพูชา ในยุครัฐบาลแพทองธารเกิดขึ้นเพราะคน 2 คน ขัดผลประโยชน์กัน คนทำให้คนตาย คนสองคนทำให้ประชาชนต้องอพยพ ไม่ได้ทำมาหากิน เกิดจากคนสองคนไม่ใช่สองประเทศ
คนสองคนที่อยู่บนผลประโยชน์ร่วมกัน เมื่อผลประโยชน์ขัดกันก็มีปัญหา แต่เกิดจากคนสองคนภายใต้ผลประโยชน์ใต้เกาะกูด แต่ไม่มีใครเอาความจริงออกมาแฉว่าผลประโยชน์ MOU 43 เขตบนดิน MOU 44 เขตใต้ทะเล ในทะเลมีก๊าซธรรมชาติที่ราคาแพงมากอยู่ใต้ทะเล มีการแบ่งปันผลประโยชน์กันเอง
คนสองคนที่นายชาดาพูดถึง คงหมายถึง “ฮุน เซน-ทักษิณ” นั่นแหละ!
แต่สงครามรอบนี้รุนแรง และขยายพื้นที่การสู้รบมากกว่ายุครัฐบาลแพทองธาร เกิดขึ้นเพราะ 2 ตระกูล “ฮุน เซน-ชาญวีรกูล” หรือเพราะใครกันแน่? ใช่ “ฮุน เซน-อนุทิน” หรือเปล่า? ชาวบ้านตามแนวชายแดนต้องอพยพหนีภัย หรือว่าขัดผลประโยชน์ในทะเลใต้เกาะกูด? วันนี้นายชาดาหายไปอยู่ที่ไหน? ไม่เห็นออกมาจ้อออกสื่อฯ อีกเลย!
ส่วนคนที่เคยออกเสียงสนับสนุนให้นายอนุทินเป็นนายกฯ อย่างนายรังสิมันต์ โรม อดีตสส.พรรคประชาชน ยังพูดถึงปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชา ว่าความล้มเหลวของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทินได้เปลี่ยนสถานการณ์จาก “โลกอยู่ข้างไทย” ไปสู่ “โลกล้อมไทย” เพราะการสู้รบดูเหมือนจะลากยาวกว่าที่หลายฝ่ายประเมิน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอาวุธของกัมพูชาดีกว่าที่ประเมินกันไว้ อาจเป็นเพราะมหาอำนาจบางชาติให้การสนับสนุน
ยังไม่นับพันธมิตรเก่าแก่ของไทยอย่างสหรัฐอเมริกา ดูเหมือนจะไม่สนับสนุนบทบาทของไทย ทั้งหมดสะท้อนถึงความล้มเหลวของงานต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง จนกัมพูชามีเครื่องจักรสงครามที่อาจทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อกว่าที่คาดไว้!!.
พยัคฆ์น้อย



