ขึ้นแท่นหนังไทยทำรายได้สูงสุดยืนหนึ่ง 2 สัปดาห์ สำหรับภาพยนตร์หลอนระทึกส่งท้ายปีอย่าง “ข้างบ้าน” โปรเจ็กต์เปิดตัว “โกสท์ ไลท์” ที่เกิดจากความร่วมมือของ “ฉายแสง แอด.เวนเจอร์” ร่วมกับ “เดอะ โกสท์ เรดิโอ” นำแสดงโดย อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ, กชเบล-ศรัณย์รัชต์ เผือกพิพัฒน์, โบกี้ไลอ้อน-ณิชชาฎา วีระสุทธิมาศ ร่วมด้วย ยู-กตัญญู สว่างศรี, วิทย์-พชรพล จั่นเที่ยง, ออฮาย-ศศธร บัวอิน, โมสต์-วิศรุต หิมรัตน์, วิยะดา อุมารินทร์, นุ่น-ภาณิศา อุดมเรืองเกียรติ และ ฝ้าย-รุจรวี จีระเดชากุล กำกับโดย โขม-ก้องเกียรติ โขมศิริ งานนี้ทำเอาพระเอกหนุ่มมากฝีมืออาเล็ก-ธีรเดชแฮปปี้ที่หนังสยองขวัญเรื่องแรกในชีวิตทำรายได้ 80 ล้านบาท เตรียมมุ่งหน้าสู่ 100 ล้านบาทแล้ว

งานนี้หลายคนบอกว่าชอบหนังเรื่องนี้มาก เพราะมีมิติและแตกต่างจากหนังผีทั่วๆไป วันนี้ yimyim เลยไม่พลาด ขอคิวผู้กำกับสุดฮอตอย่าง “โขม-ก้องเกียรติ โขมศิริ” มาเล่าสักหน่อย การทำงานในเรื่องนี้มันเป็นอย่างไรบ้าง

ภาพยนตร์ “ข้างบ้าน” เป็นหนังผีในรอบ 9 ปีของพี่โขม เป็นมาอย่างไร?
“ใช่ครับ เรื่องสุดท้ายที่ทำคือ “Take Me Home สุขสันต์วันกลับบ้าน” เมื่อปี 2559 การได้กลับมาทำหนังผีอีกครั้งก็รู้สึกสนุกครับ จริง ๆ คือทาง “ฉายแสง แอด.เวนเจอร์” กับ “เดอะ โกสต์ เรดิโอ” เปิดโปรเจกต์ “Ghost Light” ร่วมกัน เรื่อง “ข้างบ้าน” เป็นโปรเจกต์เปิดเลย ทาง “เดอะ โกสต์ เรดิโอ” มีเรื่องเล่าเยอะมากมีเรื่องที่น่าสนใจหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้พิเศษตรงที่มีความ Back To Basic สำหรับผมไม่ได้คิดว่าจะต้องทำหนังผีที่แปลกประหลาด ใหม่ ล้ำ แต่การกลับไปหาหนังบ้านผีสิงมันเป็นเรื่องท้าทาย ดูเหมือนง่าย คนเคยทำมาเยอะแล้ว
แต่เราจะทำยังไงให้มันได้ผล เราจะมีความรู้สึกว่าบ้านผีสิงมันน่ากลัวอยู่แล้วแต่เรื่องนี้มันไม่ใช่บ้านเรา แต่เป็นข้างบ้านที่มีผีมันมีความรู้สึกกวนใจเหมือนป้าข้างบ้าน เราก็เกิดความจินตนาการว่าถ้าข้างบ้านไม่ใช่คนล่ะ แต่เป็นผีที่พร้อมคุกคามเรามันจ้องมาบ้านเราตลอด เราจะรู้สึกอย่างไร ความรู้สึกเรื่องนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่เราสนใจ

กับอีกจุดที่สำคัญที่เลือกเรื่องนี้คือ เรื่องอื่นเล่าแล้วก็จบ แต่เรื่องนี้ถูกเล่า 4 ปี 4 ตอนเราก็อยากรู้ว่าแค่บ้าน 2 หลังทำไมมีเรื่องเล่า 4 ปีแสดงว่าต้องมีอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ มันใกล้ตัวมากและมีความท้าทายตรงที่พื้นที่ในการถ่ายทำจำกัด หนังที่ล็อคโลเกชั่นแบบนี้ตัวละครก็แค่นี้ เราจะทำยังไงให้สนุก หนังเรื่องนี้ไม่ได้ขาย Jump Scare โจทย์ของเรื่องนี้ “คนก็ไม่ยอม ผีก็ไม่ยอม” บ้านกูกูซื้อมาแล้ว มันเป็นทั้งชีวิตและความหวังของคน ๆ หนึ่ง จะถอยก็ไม่ได้ ผีก็ไม่ยอมก็เลยเกิดความมันส์”

จากเรื่องเล่าวิทยุ มาเล่าเป็นภาพยนตร์เราดีไซน์ออกมายังไง?
“เหมือนเราไปเอาวรรณกรรมที่คนอ่านมาทำต่างคนก็ต่างจินตนาการไปในทางของตัวเอง แต่ละคนจะมีภาพของคุณนุ (รับบทโดย โมสต์-วิศรุต) ที่แตกต่างกันไป พอออกมาเป็นภาพก็มีการปรับบ้างเราปรับบทกันเยอะพอสมควร ตอนแรกฉีกไปเยอะมาก จนผมคิดว่าแฟน ๆ เดอะ โกสต์มีกรี๊ดแน่นอน โดนด่าแน่นอน ก็ตั้งโจทย์ใหม่ว่าต้องเก็บของเก่าไว้ 90% เรามีพื้นที่แค่ 10% สำหรับ visual มุมมองต่อเรื่อง ๆ นี้ เหมือนผมฟังเรื่องนี้แล้วตีความออกมาอย่างไร มันก็มีมุมมองที่พอเราเจอแล้วเราก็ ว้าว! กับไอเดียนี้ ผมรู้สึกว่าเรื่องเดิมที่สนุกขึ้น

เลเยอร์ที่หนึ่งคือเห็นเป็นภาพแบบหนึ่ง อีกเลเยอร์คือไม่ใช่เราเอามาทำแบบทื่อ ๆต้องเห็นการตีความบางอย่างจากเรื่องนี้ ต้องเห็น Topicที่ใหม่กว่าที่คุณได้ยินทางวิทยุด้วยการหยิบเรื่องเล่าที่มีผู้ฟังเยอะ ๆ มาทำ กดดันไหม dHกดดันพอสมควรในแง่ของการทำสิ่งที่มันไปอยู่ในความคาดหวังของคนดูไประดับหนึ่งแล้ว กลุ่มของเขาค่อนข้างชัดเจนแต่พอมองในอีกมุมหนึ่งหลังจากที่เราประกาศว่าจะหยิบเรื่องนี้มาทำหนังคนก็ให้ความสนใจเยอะ ผมเลยรู้สึกว่าเราทำให้เต็มที่ดีกว่า อย่างน้อย ๆไม่ทำให้ฐานแฟนคนฟังเหล่านี้ผิดหวังเปลี่ยนความกดดันเป็นพลังเพราะมีคนตั้งใจรอชมอยู่ครับ”

นักแสดงนำ ทำไมต้องเป็น อาเล็ก-ธีรเดช, กชเบล-ศรัณย์รัชต์ และ โบกี้ไลอ้อน ช่วยเล่าหน่อย?
“กลุ่มนี้เหมือนกัน คือผมต้องการครอบครัวใหม่ตามเรื่อง อยู่ในช่วงอายุที่ไม่เด็กมากและไม่ได้เป็นผู้ใหญ่จัด กำลังจะสร้างครอบครัวภาพของเขากับน้องโบ-เมลดา คล้าย ๆ กับคนที่กำลังจะเริ่มสร้างความมั่นคงแล้ว จากความรู้สึกของผมนะ แล้วจริง ๆ อาเล็กกลัวผีมากนะเขาก็บอกผมว่าไม่รู้ทำไมถึงรับเรื่องนี้ เราก็ตอนถ่ายเขาก็กลัวจริง ๆ นะหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ต้องเผชิญหน้ากับผี นางเอกต้องมีความ Strong ไม่ใช่คนถูกกระทำ ซึ่งโดยเคมีของกชเบลเป็นคนสดใส Active และเขาก็ไม่เคยผ่านงานแสดง มีความสดใหม่ ดูไม่ช้ำ โบกี้ไลอ้อนก็เล่นเรื่องแรกเอาเขามาเล่นเป็นผี ไม่คิดว่าเขาจะรับ แต่เขาอยากเล่นเป็นผี ถามว่าทำไมผมถึงคิดว่าโบกี้เหมาะกับบทผี ที่ผมเห็นในหนังเรื่องข้างบ้านการมองจากบ้านเราไปที่บ้านข้าง ๆ แล้วเห็นผู้หญิงคนหนึ่งใส่เดรสสีแดงยืนมองนิ่ง ๆโดยที่ไม่ต้องพูดอะไร แล้วเราได้ความรู้สึกสะพรึงกลัว เย็น ๆ หดหู่ ซึมเศร้ามีความลึกลับอะไรบางอย่าง ซึ่งโบกี้มีสิ่งนี้ เขาเป็นคนลูกตาใหญ่ มันสื่อสารได้หมดเลยเวลาเราเห็นเขาเล่น MV ของเขาเอง มันดูธรรมชาติ ไม่ได้เซ็ทเขาเป็นตัวละครนกได้อย่างดี”

การทำงานในพื้นที่จำกัดเป็นยังไงบ้าง?
“ยากมาก มุมมันซ้ำไปซ้ำมา และมุมมีน้อย เราต้องใช้ทุกมุมอย่างคุ้มค่าที่สุด เราต้องดีไซน์ทางกล้องในพื้นที่แคบ ๆ บางทีอาจไม่ใช่แข่งที่ความหวือหวาการดีไซน์ฉากก็สำคัญ เพราะเราเล่าเรื่องในที่แคบและการปรากฏของผี เราตีความกับทีมอาร์ตตั้งแต่แรกว่าผีของเราคิดจากสังขารคนจริง ๆหนังปกติก็จะเป็นผีร่างเดิม ๆ แต่ผมจะดูเลยว่า ตายใหม่ ๆ เป็นยังไง คนตาย 3 วันสภาพเป็นยังไง 7 วันเป็นยังไง ดังนั้นการมาของผีในเรื่องจะมาในหลาย ๆ เวอร์ชันทีมสเปเชียลเอฟเฟคต์ก็สำคัญ คนที่เล่นเป็นผีในเรื่องเราใช้ 4 คน มีโบกี้เป็นเมนและอีก 3 คน ที่มีรูปร่างแตกต่างกันครับ”

ปีนี้หนังผีเยอะมาก คิดว่าอรรถรสของ “ข้างบ้าน” น่าสนใจอย่างไร?
“เป็นหนังผีแบบอะดรีนาลีนหลั่ง จับคุณไปอยู่ในบ้านหลังหนึ่งกว่าคุณจะออกมาได้ก็มีเหนื่อยอ่ะ”
ในกองถ่ายมีเจออะไรแปลก ๆ ไหม?
“เรื่องนี้เยอะสุดตั้งแต่ทำมา บ้านที่เราถ่ายเป็นบ้านร้างทีมงานเองก็ต้องต่อสู้เพื่อที่จะได้บ้านหลังนี้มาถ่ายทำนะ เพราะถ้าได้บ้านหลังนี้เราจะเหมือนได้สตูดิโอย่อม ๆ เลย เกือบจะไม่ได้แล้ว เราก็ไม่รู้ทำไมคนดูแลบ้านถึงไม่โอเคนะ แต่สุดท้ายก็ได้มา หรืออย่างเรื่องที่เราเอาภาพศพจริง ๆ ที่อืดในระยะต่าง ๆ มาเรียงเพื่อเป็น referenceในการทำงาน พอคนจะมีพรีเซนต์ในห้องประชุมจู่ ๆ ก็เปิดไม่ติด แต่พอไปเปิดหน้าประตูห้องคอมพิวเตอร์ก็เปิดได้ คนอยู่ออฟฟิศก็ได้ยินเสียงคนเดินลากไปลากมา จนสุดท้ายผมต้องตัดสินใจเอารูปศพพวกนั้นลงแล้วไหว้ขอขมา พอมาหน้าเซ็ทที่เป็นบ้านร้าง พราหมณ์ก็ตั้งทำพิธีบวงสรวง จู่ ๆ ตอนทำพิธีไฟก็ลุกโต๊ะบวงสรวงสูงครึ่งเมตรอ่ะ ลามมาไหม้ของไหว้ด้วย พราหมณ์ก็นิ่ง สักพักหันมาบอกผมว่าเอาไม่อยู่แล้วครับ เราก็เลยเรียกทีมงานเอาฟ็อกกี้มาดับไฟ แต่เราก็สวดต่อ จนถึงประโยคที่ว่า “เชิญดวงวิญญาณมาทำเครื่องเซ่น” จู่ ๆ ประตูก็เปิด-ปิดปัง ๆ ทั้ง ๆ ที่ในบ้านไม่มีคนอยู่และไม่มีลม”

“ตอนบ็อกช็อตในบ้านร้าง ผมก็ให้ทีมงานมาบ็อกเป็นตัวละคร ผมยืนอยู่หน้าห้องน้ำ ก็เห็นน้องที่บ็อกช็อตอยู่มองเลยหน้าพี่ไป ผมก็เห็นน้องหน้าเสียๆ ซีดสุด ๆ แล้วก้มหน้า ตอนนั้นเวลาโพล้เพล้ น้องเขาก็เรียกผมให้รีบออกมาเถอะ พอออกมาผมก็ถามน้องว่าเจออะไร เขาก็บอกว่ามีควันดำ ๆ ยืนเป็นตัวอยู่ข้างหลังผมเลย ซึ่งผมเป็นคนไม่กลัว แต่ก็ไม่ได้ลบหลู่ ผมก็เชิญพระอาจารย์ที่นับถือมาทำพิธี ท่านมากับแม่ชี ระหว่างที่นั่งทำพิธีก็ถามท่านว่ามีใช่ไหมฮะ ท่านก็บอกว่าอยู่กันเป็นชุมชนเลย แม่ชีก็บอกว่าสรรหาเนอะ ก็เหมือนเขาไม่พอใจมาก่อกวนเขา ท่านก็เรียกวิญญาณให้มาฟังเทศน์ว่าอย่าไปยึดติด พอเทศน์ไปท่านก็เอาเทียนเป็นกำมาจุดแล้วเดินรอบบ้าน เข้าทุกซอกทุกมุม แล้วก็บอกให้ออกมา ๆ โดยการใช้เทียนเป็นแสงสว่างนำทางไปจนออกนอกรั้ว

ปรากฏว่าพอมาถึงประตูหน้าบ้านทานก็บอกว่าอย่าให้เทียนดับนะ จู่ ๆลมพัดเทียนดับวูบหมดทั้งกำ ท่านก็บอกว่าอ้าว! ไม่ยอมไปแล้วพระอาจารย์ก็สวดจริงจัง และให้ เมจิก ไดเรคเตอร์หรือหมอผีประจำกองกรีบมาจุดเทียนใหม่อีกรอบ ผมก็เอาร่มมากางเพื่อบังลมไม่ให้เทียนดับ สุดท้ายก็ออกไปเยอะ แต่เมจิกไดเรคเตอร์บอกว่าเหลือนิด ๆ หน่อย ๆ ไม่มีอะไรแล้วแต่เราต้องจุดธูปและไหว้เครื่องเซ่นทุกวันครับ เมจิก ไดเรคเตอร์ คนนี้ผมใช้มานานตั้งแต่ทำ “ลองของ” เป็นที่ปรึกษา เขาไม่ได้ดูแลแค่เรื่องนี้นะ ถ้าในฉากมีเรื่องคาถาอาคมหรืออักขระอะไรเขาก็ให้เขามาดูแลครับ”
ฝากผลงาน “ข้างบ้าน” สักหน่อย?
“ผมไม่ได้ทำหนังผีมานาน ประมาณ 9 ปี เรื่องนี้เป็นหนังผีที่ใช้พื้นที่การทำงานไม่เยอะ แต่เรามีลูกเล่นที่ทำให้ผู้ชมสนุก ขอฝากผลงานระทึกขวัญ สนุกไม่แพ้บ้านผีในสวนสนุกแน่นอน ฝากให้กำลังใจด้วยครับ”

แหมยิ่งฟังการทำงานก็ยิ่งหลอนมากๆ ใครดูแล้วก็มารีวิวกันหน่อยจ้า แต่ใครยังไม่ดู บอกเลยพลาดไม่ได้จริงๆ ต้องไปลองดู เพราะหลายคนไปดูมา ยังหลอนติดตาเลยจ้า บัยบาย
คอลัมน์ 1 Day with ซุปตาร์
โดย yimyim



