แต่… ที่บี้ให้ไทยเจรจามากๆ นี่ ต้องดูไปทางฝั่งเขมรด้วย ว่า มันยอมเจรจารึเปล่า เห็น “บิ๊กเล็ก” พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ก็ออกมาสัมภาษณ์เหมือนจะแสดงอาการน้อยใจทำนองว่า “เหมือนเสียงของกัมพูชาจะดังกว่าไทย” ซึ่งก็น่าจะเป็นเพราะเขมรเป็นประเทศเล็กกว่า เคยเป็นที่สงสารของคนทั้งโลกมาแล้วจากกรณีเขมรแดงยึดอำนาจ จับคนไปทำนารวมตายไปตั้งเท่าไร ..พวกที่ถูกใส่ความว่าทรยศต่อเขมรแดงก็ไปอยูคุกตวลสเลงรอวันฆ่า.. ประเทศมีต้นทุนทางด้านความน่าสงสารอยู่ คนไทยก็สงสารเขมร แต่พฤติกรรมชวนซี๊ดปากขณะนี้เล่นเอาสงสารไม่ลง
“ความยั่วน้ำโห” ในเรื่องความขัดแย้งไทย-เขมร คือ พอยิ่งปิดเกมยากเท่าไร พฤติกรรมเขมรก็ทำให้คนไทยจี๊ดๆๆ ขึ้นเรื่อยๆ ยั่วโมโหทั้งนายทั้งบ่าว ทั้งตัวผู้นำตัวประชาชน …รัฐบาลเขมร ไล่มาตั้งแต่ฮุนเซน ฮุน มาเนต ปรัก สุคน ( รมว.ต่างประเทศ ) มาลี โสเจียตา ( โฆษกรัฐบาล ) ออกมาให้ข่าวแต่ละทีเหลือจะทน .. มีคนไทยรายหนึ่งกล่าวว่า วันที่อยากหาอะไรเขวี้ยงทีวีที่สุด คือวันเซ็นสัญญาสงบศึกกันที่กัวลาลัมเปอร์นี่แหละ เห็นหน้าอีฮุน มาเนต ยิ้มๆ ทำนองว่า..กูหาทางลงได้แล้ว วู้ฮู้ว์ ..ก็ปวดหัวจี๊ดๆ ว่า “มันจะไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยอย่างนั้นหรือ ?”
ต่อมา การประทะก็ไม่จบ เพราะเขมรดันยังคงวางทุ่นระเบิด คราวนี้ไทยต้องเดินเกม “ในสัดส่วนที่เหมาะสม” กลับ ต้องบอกว่าสัดส่วนเหมาะสมเพราะปฏิบัติการไทยยังอยู่ในระดับปฏิบัติการตอบโต้ ไม่ใช่ปฏิบัติการบุกรุก
ยิ่งสถานการณ์ยืดเยื้อเท่าไร คนไทยที่ดูข่าว โดยเฉพาะทางอินเทอร์เนต รู้สึกเหมือนถูกยั่วโมโหหนักขึ้นเรื่อยๆ เพราะมันไม่ได้เป็นแต่ผู้นำที่บ้า แต่ประชาชนประเทศนี้ก็ยั่วโมโห พยายามคิดให้ใจร่มๆ คือ ก็ไม่น่าจะไปว่าเขาได้ เพราะแต่ละประเทศก็มีความเป็นชาตินิยมของตัวเอง แต่นี่มันเหมือนการปิดหูปิดตาตัวเองแบบไม่คิดจะโงหัว
ถ้าตามทฤษฎีการสื่อสาร นั่นคือ โฆษณาชวนเชื่อของผู้นำทำงานได้เกือบ 100% ในความคิดของประชาชน แต่มันน่าสนใจตรงที่เขมรไม่ใช่เกาหลีเหนือ คือประชาชนประเทศนี้ก็รับสื่อต่างประเทศตามปกติ ไม่ได้โดนปิดตายแบบใครแอบดูสื่อต่างประเทศต้องประหารแบบเกาหลีเหนือ ..กระนั้นก็เถอะ การรับสื่อจากต่างประเทศไม่ได้ช่วยให้ “มีวิธีคิดแบบอื่นที่ไม่ตรงกับสิ่งที่โดนโฆษณาชวนเชื่อ” บ้างเลยหรือ ?? ..ก็พยายามเชื่อว่า เขมรค่อนข้างควบคุมการสื่อสาร การแสดงออก และอีกอย่างคือประเทศนี้คงริษยาไทยอยู่ ถึงปั้นประวัติศาสตร์ให้ไทยเป็นผู้ร้าย ขโมยวัฒนธรรมมันไปหมด
อีกเรื่องหนึ่งที่กวนน้ำโหคนไทยได้มาก ณ ขณะนี้ คือการเชียร์เลือกตั้ง…ที่ผ่านมา เราจะเห็นการเลือกตั้งสองขั้ว เอาแค่ย้อนไปราวๆ ช่วงใช้รัฐธรรมนูญ 40 ก็จะแบ่งขั้วไทยรักไทย-ประชาธิปัตย์ ซึ่งถ้าเทียบเป็นภาพอุดมการณ์ ก็แนวๆ เสรีนิยมใหม่ กับอนุรักษ์นิยม แต่การเลือกตั้งที่จะถึงนี้แบ่งเป็นสามขั้ว ..สามขั้วที่ว่าคือพรรคส้ม พรรคประชาชน ( ปชน.) ซ้าย เพื่อไทยเหมือนจะซ้าย แต่ก็ถ่างขาครอบขวาด้วย และภูมิใจไทย ขวา
ฝั่งกองเชียร์พรรคส้ม ดูจะยึด“อุดมการณ์ของผู้ถูกกดขี่” คนได้ยินก็มีงงๆ นะว่ากดขี่อะไร ? บางทีเรื่องไม่เป็นเรื่องไม่ต้องไปทำเป็นเจ็บปวดกับมันก็ได้ .. พอถามกองเชียร์พรรคส้มเขาว่า การเป็นผู้ถูกกดขี่ คือการถูกบังคับใช้กฎหมายแบบเหาะเหินเกินลงกา ประเภทมาไล่บี้เอาเป็นเอาตายอยู่พรรคเดียว อย่างการเสนอขอแก้ ม.112 มันเป็นสิทธิและหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ทำไมจะให้ผิด ? หรือตอนที่จะไล่บี้ “ทิม พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เรื่องหุ้นไอทีวี มันสมควรหรือ ? ไอทีวีปิดไปไม่รู้กี่ปีแล้วยังจะให้เรื่องมันถึงศาล ซึ่งเรื่องถึงศาลมันสร้างความหวาดกลัวกังวลใจ
แบบนั้นก็ ฝ่ายพรรคแดง พรรคเพื่อไทย เรียกเป็นผู้ถูกกดขี่ด้วยได้หรือไม่ ? เพราะกองเชียร์เพื่อไทย ชาวเสื้อแดงเขาก็เคยพูดเช่นนี้อยู่บ้าง ในช่วงที่มีการชุมนุม ทำนองว่า คนเสื้อแดงไม่ใช่ปลายทางคุกก็เอาไปฆ่า ตอนนั้นเสื้อแดงเขาว่าเขาสู้กับอำมาตย์ ซึ่งอย่าไปเข้าใจเลยเถิดเพริดโพ้นถึงไหนไกล “อำมาตย์”ที่เขาว่าก็อารมณ์พวก“อำนาจที่เหนือกว่าอำนาจตามระบบ”ที่แฝงตัวใช้อำนาจอยู่ได้ ด้วยระบบอุปถัมภ์ หรืออยู่ได้ด้วยปัจจัยอื่นๆ ..แต่นั่นมันอุดมการณ์ช่วงปี 52-53 เดี๋ยวนี้ไม่รู้ว่ายังเป็นผู้ถูกกดขี่อยู่หรือไม่ คงจะยังเป็น เพราะมีพูดๆ กันอยู่ว่า ปฏิบัติต่ออดีตนายกฯ แม้วอย่างไม่เป็นธรรม
ประเด็นสำคัญที่พรรคแดงโดนครหา คือ “เป็นพรรคของครอบครัว” ล่าสุด เอา “ดร.เชน”ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ มาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ก็ยิ่งย้ำภาพ แม้กองเชียร์พรรคจะพยายามแก้ต่าง
ส่วนพรรคน้ำเงิน เขาก็พยายามนิยามตัวเองเป็นอนุรักษ์นิยมทันสมัย แต่ก็โดนโจมตีว่า “นี่แหละพรรคที่ใช้อำนาจเหนือ” กล่าวคือ ฝ่ายการเมืองว่า พรรคน้ำเงินดูจะ“สร้างแต้มต่อ”จากกฎหมายได้ โดยเฉพาะการ“มีสายสัมพันธ์ที่ดี”กับวุฒิสภา ทำให้กระบวนการนิติบัญญัติเป็นคุณกับพรรคน้ำเงิน อย่างเช่น ไประงับกฎหมายจากสภาผู้แทนฯ ที่พรรคน้ำเงินไม่เห็นด้วยได้ ก็ต้องรอหลายเดือนกว่าจะได้หยิบกฎหมายมายืนยัน การที่ต้องใช้เสียง สว.ผ่านแก้รัฐธรรมนูญ ทำให้ในวาระสามมีโอกาสถูกน็อคตลอด และที่สำคัญคือ องค์กรอิสระเป็นคุณกับสีน้ำเงินหรือไม่ เพราะ สว.เลือก
ทางพรรคน้ำเงินเขาก็ดูพยายามจะขจัดภาพลบๆ ในโอกาสที่เสี่ยหนู อนุทิน ชาญวีรกูล มาเป็นนายกฯ ก็ใช้คนนอกสร้างผลงานได้เสียงชื่นชมพอสมควร โดยเฉพาะ รมต.อ้วน สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ
พอมีการประทะกันสามขั้วความคิด สิ่งที่ตามมากับการเมือง คือ ไม่ใช่แค่มุ่งเอาชนะการเลือกตั้ง แต่มุ่งเอาชนะเชิงอุดมการณ์ด้วยว่า “อุดมการณ์ของใครดีกว่ากัน” ทะเลาะกัน ด้อยค่ากัน ขุดเรื่องเก่ามาด่ากัน กระทบกระเทียบเสียดสีตะบี้ตะบันอย่างไรก็ได้ให้อีกฝ่ายแสบให้ได้ ซึ่งการโดนคนไม่รู้จักด่า มันชวนให้“ขึ้น”เอาง่ายๆ พอไม่ได้ตอบโต้ก็คิดมาก สำหรับบางคนไปถึงการมีผลทางอารมณ์ได้
ในภาวะข่าวสารทำอารมณ์เสียแบบนี้ ก็อย่าเอาทุกข่าวมาเป็นอารมณ์ รู้ว่า บางเพจ หรือบางแอคเคาท์นำเสนอเพราะต้องการปั่นหัวคนอ่านเท่านั้นเอง จะไปแสดงความเห็นบางครั้งเดี๋ยวเจอกองเชียร์ซอมบี้แห่กันมาลง เราไม่รู้หรอกแต่ละกลุ่มการเมืองมีปฏิบัติการไอโอของตัวเองอย่างไรบ้าง ควรจะต้องเท่าทันอารมณ์ตนเอง เท่าทันการยั่วยุ เลือกตอบได้เฉพาะที่อยากตอบ กับเพื่อน บางทีเรายังไม่เสียเวลาอธิบายอะไรที่ไม่อยากพูด แล้วจะสนใจอะไรคนแปลกหน้า
อย่าคิดว่า การโดนเสียดสีมาแล้วไม่ตอบ คือความแพ้ ..ให้คิดว่า ที่คนด่าไม่พอใจเรา ไม่พอใจแนวคิดของกลุ่มการเมืองที่เรายึดถือ นั่นคือปัญหาของมัน มองการฟาดๆ ฟันๆ บางเรื่องให้เป็นเรื่องตลกไปเสีย ..ตระหนักและเข้าใจว่า เรื่องการเมือง เป็นเรื่องอุดมการณ์ที่ยึดถือต่างกันได้ ไม่ต้องเอาชนะไปเสียหมด การเมืองไม่มีใครถูกใครผิด มีแต่จะเลือกเชื่อไปในแนวทาง, ชุดความคิดไหน
การเท่าทันสื่อก็ยิ่งสำคัญ เดี๋ยวนี้ในอินเทอร์เนต สื่อปั่น สื่อปลอมเยอะ ต้องระวังทั้งใจตน ทั้งข้อมูลที่ได้รับ.
………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”



