สภาวะภูมิอากาศโลกตลอดปี 2568 ก้าวเข้าสู่ระยะที่นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเรียกว่าเป็น “จุดหักเหที่ไม่อาจย้อนกลับ” ในหลายมิติ ข้อมูลเชิงประจักษ์ตลอดทั้งปีแสดงให้เห็นถึงการเร่งตัวของอุณหภูมิโลกที่เข้าใกล้ขีดจำกัดตามความตกลงปารีสอย่างน่ากังวล

ชายคนหนึ่งเดินไปตามถนนที่เต็มไปด้วยโคลน และความเสียหายที่เป็นผลจากน้ำท่วมครั้งใหญ่ ในเมืองอาเจะห์ ตาเมียง ของเขตปกปครองพิเศษอาเจะห์ บนเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย 6 ธ.ค. 2568

ขณะเดียวกัน ความถี่และความรุนแรงของภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กลายเป็นเครื่องยืนยันถึงความเปราะบางของระบบโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจของมนุษย์ต่อสภาวะโลกร้อน

จากการวิเคราะห์ข้อมูลโดยหน่วยงานด้านภูมิอากาศชั้นนำหลายแห่ง สรุปตรงกันว่า ปี 2568 มีโอกาสสูงถึง 99% ที่จะติดอันดับ 1 ใน 3 ของปีซึ่งร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยพื้นผิวโลกในช่วง 12 เดือน สูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมถึง 1.51 องศาเซลเซียส

กลุ่มชาติพันธุ์มุนดูรูกู ประท้วงหน้าสถานที่จัดการประชุม “คอป30” ที่เมืองเบเล็ง ประเทศบราซิล 14 พ.ย. 2568

การก้าวข้ามเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียส แม้จะยังไม่ใช่การข้ามเกณฑ์อย่างถาวรตามคำจำกัดความของความตกลงปารีส ซึ่งต้องพิจารณาค่าเฉลี่ยในระยะยาวหลายทศวรรษ แต่เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจน ว่าระบบนิเวศของโลกกำลังเข้าใกล้ “จุดเปลี่ยนผ่าน” ซึ่งอาจนำไปสู่ผลกระทบที่ย้อนกลับไม่ได้

ภูมิภาคอาร์กติกยังคงร้อนขึ้นเร็วกว่าค่าเฉลี่ยของโลกมากกว่าสองเท่า น้ำแข็งในทะเลอาร์กติก เมื่อเดือนมี.ค. 2568 แตะระดับสูงสุดต่ำสุดเป็นอันดับหนึ่งในรอบ 47 ปี ของการบันทึกผ่านดาวเทียม ทั้งนี้ ความสำคัญของน้ำแข็งทะเลไม่ได้อยู่ที่พื้นที่ครอบคลุมเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความหนาและอายุของน้ำแข็ง โดยน้ำแข็งที่มีอายุมากกว่า 4 ปี ซึ่งมีความทนทานต่อการละลายได้หายไปมากกว่า 95% เมื่อเทียบกับช่วงทศวรรษ 1980

สำหรับการละลายของธารน้ำแข็งบนบก พบว่าธารน้ำแข็งในสแกนดิเนเวียและสวาลบาร์ดมีการสูญเสียน้ำแข็งสุทธิรายปีสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ระหว่างปี 2566-2567 ขณะที่แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์สูญเสียน้ำแข็งไปประมาณ 129,000 ล้านตัน เมื่อปี 2568 แม้จะน้อยกว่าค่าเฉลี่ยรายปีในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา แต่ยังคงเป็นการสูญเสียอย่างต่อเนื่องที่ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การตอบสนองต่อสภาวะโลกร้อนในปี 2568 มุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนผ่านจาก “คำมั่นสัญญา” สู่ “การปฏิบัติจริง” ผ่านเวทีการประชุมสุดยอด ของรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ( ยูเอ็นเอฟซีซีซี ) ครั้งที่ 30 ( คอป30 ) ณ เมืองเบเล็ง ประเทศบราซิล

ภาพถ่ายทางอากาศ แสดงให้เห็นระดับน้ำท่วมสูง ที่อำเภอหาดใหญ่ ในจังหวัดสงขลาของไทย 26 พ.ย. 2568

คอป30 ได้รับการขนานนามว่าเป็น “คอปแห่งการปฏิบัติจริง” โดยมีการบรรลุข้อตกลงสำคัญคือ “แพ็กเกจเบเล็ง” ซึ่งประกอบด้วยการตัดสินใจ 29 รายการที่มุ่งเน้นความยุติธรรมทางสังคม และการเชื่อมโยงการแก้ปัญหาภูมิอากาศกับชีวิตประจำวันของผู้คน

สาระสำคัญของข้อตกลงรวมถึงการกำหนดเป้าหมายการระดมทุนเพื่อภูมิอากาศให้ได้ถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ( ราว 40.85 ล้านล้านบาท ) ภายในปี 2578 เพื่อสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนา นอกจากนี้ยังมีการรับรองกลไก การเปลี่ยนแปลง ที่ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมในกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และการจัดทำแผนงาน สำหรับการยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและการปกป้องป่าไม้

อย่างไรก็ตาม คอป30 ยังคงมีความขัดแย้งในประเด็นการระบุข้อความ “การเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล” อย่างชัดเจนในข้อความตัดสินใจหลัก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ยังคงขัดขวางการก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ในด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน

วิกฤติการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมในปี 2568 ไม่ใช่เพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่แปรปรวน แต่เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการสะสมของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ใช้คาร์บอนเข้มข้นมานานหลายศตวรรษ การที่อุณหภูมิโลกแตะระดับ 1.51 องศาเซลเซียสเหนือก่อนยุคอุตสาหกรรม เป็นสัญญาณเตือนว่า “ช่วงเวลาแห่งการผ่อนปรนได้หมดลงแล้ว”

ภัยพิบัติทางธรรมชาติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในปี 2568 คือเหตุการณ์ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนแล้วว่า ความรู้ดั้งเดิมไม่เพียงพอต่อการรับมือกับ “ความปกติใหม่” ของสภาพภูมิอากาศ มนุษยชาติต้องก้าวข้ามการจัดการภัยพิบัติแบบตั้งรับ ไปสู่การสร้างความยืดหยุ่นเชิงรุก ซึ่งต้องมีการบูรณาการทั้งกฎหมายที่เข้มงวด การเงินที่เข้าถึงได้ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และพฤติกรรมที่ยั่งยืนเข้าด้วยกัน เพื่อรักษาเสถียรภาพของโลกและส่งต่ออนาคตที่ปลอดภัยให้แก่คนรุ่นต่อไป.

ทีมข่าวต่างประเทศ