สถานการณ์ค่าเงินบาทตั้งแต่ต้นปี 68 “เงินบาทแข็งค่าขึ้น 9.4%” เทียบเงินดอลลาร์สหรัฐฯ กลายเป็นผู้นำในภูมิภาค สาเหตุหลักนอกจากเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า จากการคาดการณ์นโยบายการเงินในด้านดอกเบี้ยของสหรัฐว่ามีแนวโน้มลดลงในอนาคตแล้ว ยังมาจากปัจจัยทองคำ ที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เมื่อ “ทองคำ” ไม่ใช่แค่เครื่องประดับ แต่คือสินทรัพย์ ที่คนไทยนิยมซื้อเพื่อลงทุน และยังมีผลต่อค่าเงินบาท ทำให้เงินบาทไทยทำสถิติแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปี เดือน แตะระดับ 31.02 บาทต่อดอลลาร์ ณ วันที่ 24 ..68

ซื้อขายสูงจนน่าตกใจ

ปัจจุบันธุรกิจทองคำในประเทศไทย ยังไม่มีหน่วยงานใดที่เข้ามากำกับดูแลทั้งระบบอย่างชัดเจน ทำให้ที่ผ่านมามีข่าวว่า “ทองคำ” เป็นหนึ่งในช่องทางของเงินทุนสีเทา ที่ถูกเคลื่อนย้ายออกนอกประเทศและยังตรวจสอบได้ยาก พร้อมกับการซื้อขาย หรือเทรดทองคำ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มทองออนไลน์ มีมูลค่าธุรกรรมสูงมากจน “แบงก์ชาติ” กังวลว่าจะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ และเป็นปัญหากับประเทศไทย

หลายคนยังไม่รู้ว่าธุรกรรมซื้อขายทองสูงจนน่าตกใจแค่ไหน จากข้อมูลของ “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ผู้ว่าแบงก์ชาติ ระบุว่า “ปัจจุบันปริมาณการซื้อขายทองคำในแต่ละวันมีมูลค่ารวมสูงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สูงกว่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไปแล้ว โดยปี 68 มีค่าเฉลี่ยซื้อขายทองต่อวัน 65,937 ล้านบาท สูงกว่าซื้อขายหุ้น 42,417 ล้านบาท และทำสถิติซื้อขายสูงสุดถึง 255,566 ล้านบาท ขณะที่รายได้ของผู้ค้าทองคำ 15 รายใหญ่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จาก 17% ของจีดีพี ในปี 63 คาดว่าจะเพิ่มเกิน 50% ของจีดีพี ในปี 68”

ขยับคุมเข้มธุรกรรม

การกำกับดูแล “ทองคำ” ในประเทศไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อ “แบงก์ชาติ” เริ่มขยับตัวแรงเพื่อคุมเข้มธุรกรรมทองคำที่ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาท ซึ่งประเทศไทยคือหนึ่งในประเทศที่มีการซื้อขายทองคำติดอันดับต้นๆ ของโลก แต่ในมิติของกฎหมาย การกำกับดูแลธุรกิจทองคำในไทยยังคงมีลักษณะแยกส่วน โดยไม่มีหน่วยงานหลักเพียงแห่งเดียวที่ดูแลทั้งระบบ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทองคำในปัจจุบัน โดยสมาคมค้าทองคำ จะทำหน้าที่กำหนดราคากลางและดูแลมาตรฐานสมาชิก ด้านสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และ กรมการค้าภายใน ดูแลเรื่องฉลาก มาตรฐานเครื่องชั่ง และการคุ้มครองผู้บริโภค ส่วนสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ มีหน้าที่ต้องตรวจสอบความบริสุทธิ์และออกใบรับรอง และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ดูแลเรื่องการฟอกเงินสำหรับธุรกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งจะเห็นได้ว่ายังไม่มีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งที่กำกับดูแลธุรกิจทองคำ หรือการซื้อขายทองโดยตรง

การคุมเข้มทองคำล่าสุด ธปท.ให้มีการรายงานข้อมูลธุรกรรมทองคำย้อนหลัง โดยเฉพาะผู้ค้าที่มีมูลค่าธุรกรรมเฉลี่ย 10,000 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป เนื่องจากพบว่าธุรกรรมทองคำส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของ “ค่าเงินบาท” สูงถึง 50% ในบางช่วงเวลานอกจากนี้ ยังมีแนวคิดนำแนวทางกฎเกณฑ์ “ทราเวล รู” ที่ใช้ในโลกคริปโตเคอร์เรนซี มาปรับใช้กับแอปพลิเคชันเทรดทองคำออนไลน์ เพื่อตรวจสอบที่มาของเงิน ป้องกันบรรดากลุ่มทุนสีเทา ที่สำคัญยังเป็นการลดความผันผวนของตลาดการเงิน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

โมเดลต่างประเทศ

เปรียบเทียบการกำกับดูแลทองคำไทย กับ ต่างประเทศ โดยประเทศไทย ยังไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจทองคำอย่างชัดเจน (กำลังหารือเพื่อหาหน่วยงานดูแล) แต่มีหลายหน่วยงานที่กำกับในบางกรณี เช่น สคบ. กระทรวงพาณิชย์ และธปท. โดยอยู่ระหว่างเริ่มบังคับใช้รายงานธุรกรรม มีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือแวต 7% เช่น ค่ากำเหน็จ เป็นต้น

มาดูในต่างประเทศ โมเดลในการกำกับดูแลทองคำ อย่าง ประเทศสิงคโปร์ มีหน่วยงานชื่อ เอ็นเตอร์ไพรซ์ สิงคโปร์ ใช้ระบบการตรวจสอบข้อมูลผ่านดิจิทัล เซอติฟิเคต อย่างเข้มข้น โดยในสิงคโปร์ไม่มีภาษีกำไรจากทองคำ ขณะที่สหราชอาณาจักร มีหน่วยงานชื่อว่า เอฟซีเอ และ แอลบีเอ็มเอ หรือสมาคมทองคำแห่งลอนดอน ใช้วิธีการตรวจสอบข้อมูล ด้วย เชน ออพ ดัสโตดี้ สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน และมีการจัดเก็บภาษีตามเกณฑ์แคปปิตอล เกน

แนวทางกำกับทองคำ

เปิดแนวทางมาตรการคุมทองคำ และค่าเงินบาท โดยจากการหารือร่วมกันหลายฝ่าย เช่น กระทรวงการคลัง และแบงก์ชาติ ได้มีข้อสรุปมาตรการที่จะกำกับดูแลการซื้อขายทองคำ ก่อนที่จะมีหน่วยงานหลักเข้ามากำกับดูแลอย่างชัดเจน โดยได้ให้กรมสรรพากร พิจารณากำหนดให้ผู้ให้บริการซื้อขายทองคำในลักษณะการลงทุนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ นำส่งข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายทองคำให้แก่กรมสรรพากรเช่นเดียวกับแพลตฟอร์มสินค้าหรือบริการออนไลน์อื่น เพื่อให้รู้มูลค่าการซื้อขายของธุรกรรมทองคำที่แท้จริงว่าเป็นจำนวนเท่าใด

เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว กรมสรรพากรจะพิจารณาความเหมาะสมในการจัดเก็บ “ภาษีธุรกิจเฉพาะ” จากกิจการขายทองคำแท่งของร้านทองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งยังไม่ระบุว่าจะเก็บภาษีที่อัตราเท่าไร และเสนอให้แก้กฎกระทรวงการคลังให้อำนาจ ธปท.พิจารณาแนวทางการกำกับปริมาณการทำธุรกรรมทองคำ เช่น การกำหนดเพดานวงเงินการซื้อขายทองคำในแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะกรณีมีการซื้อขายปริมาณสูง เช่น ซื้อขายไปมา 100 ล้านบาทหลายครั้ง หรือ 1,000 ล้านบาทต่อวัน

อย่างไรก็ตามทางกระทรวงการคลัง และแบงก์ชาติได้ออกมายืนยันในส่วนของการซื้อขายรายย่อยจะไม่กระทบ โดยเฉพาะผู้ซื้อขายทองที่ส่งมอบจริง ผู้ประกอบธุรกิจเครื่องประดับ ร้านค้าที่มีการซื้อขายทองจริง โดยมาตรการนี้น่าจะเริ่มบังคับใช้เดือน ม.ค.69

ด้านแบงก์ชาติได้ประกาศออกมาตรการเสริมสำคัญ เพื่อดูแลการเคลื่อนย้ายเงินทุนเข้าประเทศที่มีปริมาณสูง โดยกำหนดให้ต้องแจ้งปริมาณที่มาของเงิน วัตถุประสงค์ของการนำเงินไปใช้ หากมีการนำเงินเข้าประเทศเกิน 2 แสนดอลลาร์สหรัฐ โดยธนาคารพาณิชย์จะเป็นผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบ จากเดิมที่เปิดให้นำเข้าอิสระเสรี ทั้งหมดทั้งปวง ก็เพื่อเป็นการควบคุมดูแลการซื้อขายทองคำและลดความผันผวนของค่าเงินบาท ไม่ให้แข็งค่าอย่างรวดเร็วเหมือนกับช่วงที่ผ่านมา

เกาะป้องกันการเงินไทย

ข้อดีของการเข้ามากำกับดูแลธุรกิจทองคำ คือ สกัดมิจฉาชีพออนไลน์ เพราะทุกวันนี้มี “ทองปลอม” และ “ร้านทองทิพย์” พุ่งสูงขึ้น การมีระบบกำกับดูแลที่ชัดเจนจะช่วยคัดกรองผู้เล่นที่ไม่มีมาตรฐานออกไป  และยังช่วยสกัดเงินทุนสีเทา เพราะจากการให้รายงานธุรกรรมซื้อขายทอง จะถือได้ว่าเป็นการทำให้ทราบที่มาที่ไปของเงินว่าอยู่ตรงไหน

ที่สำคัญทำให้มีเสถียรภาพการเงิน จะลดผลกระทบจากการเก็งกำไรทองคำที่ส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกผ่านค่าเงินบาท พร้อมกับยกระดับเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค ถ้าหากไทยต้องการเป็นศูนย์กลางค้าทองคำในอาเซียน จำเป็นต้องปรับมาตรฐานความบริสุทธิ์และการตรวจสอบให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลมากกว่านี้

สุดท้ายแล้วต้องมาวัดฝีมือทั้งแบงก์ชาติ และกระทรวงการคลัง ว่า จะสามารถร่วมมือกำหนดกฎเกณฑ์ดูแลกิจการทองคำที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยยอดฮิตในยามที่มีความขัดแย้งระหว่างประเทศ และสามารถควบคุมการซื้อขายทองบนออนไลน์ได้อย่างไร เพราะไม่เพียงจะส่งผลมายังค่าเงินบาทที่แข็งค่าจนทุบสถิติได้ทุกวันแล้ว ยังเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ เป็นการสร้างเกราะป้องกันให้กับระบบการเงินของประเทศ

ทั้งหลายทั้งมวล มูลค่าธุรกรรมที่เกิดขึ้นจากการซื้อขายทองคำในไทยนั้น สูงจนน่าตกใจ ถ้าล้มขึ้นมาเมื่อใด ระบบการเงินไทยพังเป็นแน่!!!