เริ่มเข้าสู่กระบวนการช่วงชิง ความยอมรับของประชาชน อย่างเป็นทางการ หลังผ่านขั้นตอนการรับสมัคร สส.แบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ รวมทั้งแต่ละพรรคต่างโชว์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สังคมได้เห็นกันแล้ว นับจากวันนี้จนถึงวันที่ 8 ก.พ. 69 อยู่ที่ว่าใครจะคว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง
เห็นหน้าเห็นตา บรรดาบุคลากร ของพรรคต่าง ๆ ที่อาสามาทำงานเพื่อประเทศ ต้องยอมรับว่า ตัวแทนของพรรคภูมิใจไทย มีความโดดเด่น และมีผลงานที่จับต้องได้ แม้จะเข้ามาทำ หน้าที่ฝ่ายบริหาร ไม่นานนัก ไล่ตั้งแต่ “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และ รมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ซึ่งในที่สุดตัดสินใจ พร้อมเข้ามาเป็นทีมงานให้พรรคสีน้ำเงิน เดินหน้าเข้าสู่สนามเลือกตั้ง
กับการ ดึงคนมีความรู้ความสามารถ ยอมมาอาสาเป็นตัวแทนประชาชน การที่บุคคลทั้งสามกล้าเข้ามาทำงานการเมือง นั่นหมายความว่า ที่ผ่านมา ไม่มีใครไปแทรกแซง และกดดันการทำงาน
ปล่อยให้ นายเอกนิติ นางศุภจี และนายสีหศักดิ์ ทำงานได้อย่างมีอิสระ จนสามารถสร้างผลงานให้เป็นที่ยอมรับ อีกทั้ง รมว.การต่างประเทศ ยังร่วมเป็นแคนดิเดตนายกฯ ให้พรรคภูมิใจไทยอีกด้วย
อย่างเรื่องต่างประเทศ “นายสีหศักดิ์” สามารถทำงานให้ประเทศไปอยู่ใน จอเรดาร์โลก รวมทั้งบทบาทในการทำความเข้าใจกับนานาชาติ เกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างไทย–กัมพูชา ได้เป็นอย่างดี ได้รับเสียงชื่นชม ทั้งจากในและนอกประเทศ โดยเฉพาะในระหว่างที่ไป กล่าวถ้อยแถลง ในที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญา ห้ามทุ่นระเบิด สังหารบุคคล หรือ อนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
โดยย้ำว่าประเทศไทยไม่ต้องการ สร้างความตึงเครียด หรือทำให้ประเด็นเหยียบทุ่นระเบิด กลายเป็นเรื่องการเมือง แต่เหตุการณ์เหล่านี้ ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บ และสูญเสียขาบ่อยครั้ง
จากนั้น “น.ส.อุศณา พีรานนท์” เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ เจนีวา ได้ใช้สิทธิตอบโต้ แย้งข้อกล่าวหากัมพูชาว่า ข้อกล่าวหาของไทย ไม่ได้รับการพิสูจน์และตรวจสอบอิสระ โดยไทย นำเสนอหลักฐาน เช่น คลิปวิดีโอจาก กล้องโทรศัพท์ทหารกัมพูชา และเอกสารคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) ของฝ่ายไทย ที่ยืนยันว่าทุ่นระเบิดที่พบเป็นของใหม่
ทูตไทยระบุว่าหากกัมพูชา สุจริตใจและโปร่งใส ก็ควรสนับสนุนข้อเสนอไทยในการ ตั้งคณะตรวจสอบ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงเบื้องหลัง หลังไทย ดำเนินการโปร่งใส ตามข้อ 8 ของอนุสัญญาออตตาวา เรียกว่า ตบหน้ากัมพูชา ในเวทีโลก จนต้องหันมา เริ่มโจมตีไทย
ขณะที่ “นายเอกนิติ” กล่าวในระหว่าง แถลงนโยบายพรรคภูมิใจไทย หากได้กลับมาเป็นรัฐบาลว่า ได้รับโจทย์เมื่อไทยพ้นจากการติดหล่มแล้วจะไปต่ออย่างไร ซึ่งถ้า เราได้ทำต่ออีก 4 ปี ระหว่างปี 2569-2572 เราตั้งใจจะทำให้เศรษฐกิจไทย จีดีพีเกิน 3% พลัส ด้วยนโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัส เช่น 1.เติมชีวิตให้คนตัวเล็ก แก้ปัญหาเศรษฐกิจ เติมชีวิตให้คนตัวเล็ก 13 ล้านราย
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐพลัส คนละครึ่งพลัส พันธบัตรรัฐบาล ออมพลัส ค่าไฟไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย (200 หน่วยแรก) ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ (AMC) 2.เมดอินไทยแลนด์ SMEs พลัสเติมทุนให้ ค้ำประกันไว สู้ได้ทุกที่ ผู้สูงวัยพลัส ทักษะดี มีงาน มีเงิน มีคนดูแล
ส่วน “นางศุภจี” กล่าวในเวทีเดียวกันว่า ด้านการค้าเราอยู่กับที่ไม่ได้ ต้องเปลี่ยน เพราะโลกเปลี่ยนแล้ว ประเทศไทยต้องพร้อมเปลี่ยนแปลง ไปด้วยกัน ดังนั้นเราต้องไปหาข้อมูลว่า สิ่งที่ขายไป ให้กับประเทศคู่ค้าสามารถ ไปทำประโยชน์ต่อ และแปรรูปต่อ เพื่อให้สามารถส่งออก ไปต่างประเทศ ได้อย่างไร นี่คือพลัสที่ 1 เป็นวิธีเอาตัวเราไปอยู่ใน ห่วงโซ่อุปทาน ให้เปลี่ยนจากประเทศคู่ค้า เป็นพันธมิตร และเป็นหุ้นส่วนในการค้า
จริง ๆ ผลงานในระหว่าง “นางศุภจี” ทำหน้าที่เป็น รมว.พาณิชย์ ก็สร้างความประทับใจแบบไม่ต้องมาโฆษณา ทั้งเรื่องเปิดตลาด สินค้าเกษตร การขายข้าวและมันสำปะหลัง ดังนั้นการดึงบุคลล ที่มีความรู้ความสามารถ ให้เข้ามาทำงานการเมือง จึงมีความสำคัญมาก เพราะประชาชนได้รับประโยชน์.
“เขื่อนขันธ์”



