วันสุดท้ายของปี 2568 มาถึงแล้ว โดยปีนี้ถือเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับแรงกระแทก จากทั้งปัจจัยภายใน ปัจจัยภายนอก ที่ควบคุมไม่ได้มากมายสารพัดเรื่อง ประกอบกับ ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจที่อ่อนแอเป็นทุนเดิม ทำให้ตลอดทั้งปีกลายเป็นปีที่หนักหน่วงสำหรับคนไทยทั้งประเทศ
แต่…ก่อนที่จะก้าวไปสู่ปีใหม่ ปี 2569 ที่ใครหลายคนต่างหวาดวิตกว่าจะไปรอดหรือไม่? เพราะขวากหนามที่รออยู่ข้างหน้า ก็ไม่ใช่น้อย ที่รอ “รัฐบาลชุดใหม่” เข้ามาสะสางฝ่าฟันให้รอดพ้นไปได้ “ทีมเศรษฐกิจเดลินิวส์” ขอรวบรวมความร้อนแรงด้านเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อคนในชาติไม่น้อย มานำทบทวนความจำกันอีกครั้ง
อลหม่านภาษีทรัมป์สะเทือนไทย
เริ่มจาก… การกลับมาของนโยบายทางการค้าที่แข็งกร้าวของสหรัฐอเมริกา ภายใต้ยุค “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่ส่งสัญญาณมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 67 ก่อนประกาศจริงไม่ได้โม้ในเดือน เม.ย. 68 โดยไทยถูกสหรัฐใช้มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) เก็บภาษีเพิ่มขึ้นถึง 36% จากปกติ หลังจากนั้นทำให้ทั่วโลก รวมถึงไทยปั่นป่วนวุ่นวายไปหมด เพราะสหรัฐ เป็นตลาดคู่ค้าใหญ่สุดของโลกและของไทย การขึ้นภาษีของ “ทรัมป์” จะทำให้ภาคการค้า-การส่งออกที่ไทยยังต้องพึ่งสหรัฐ ถึงปีละ 2 ล้านล้านบาทนั้นต้องถูกกระทบทันที
ตลอดทั้งปี 68 รัฐบาลแทบไม่ต้องทำอะไร นั่งประชุมกับสหรัฐข้ามวันข้ามคืน เจรจาจัดทำข้อเสนอยื่นให้สหรัฐหลายรอบจนกว่าจะเป็นที่พอใจ แม้ในที่สุดไทยจะเจรจาปรับลดภาษีสำเร็จให้อยู่ในระดับ 19% ในเดือนส.ค.68 แต่ไทยก็ต้องแลกกับหลายอย่างที่สูญเสียไป ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้สินค้าจากสหรัฐ นำเข้ามาไทยในอัตรา 0% นับหมื่นรายการ รวมถึงสินค้าที่อ่อนไหวต่อไทย เช่น สินค้าเกษตร เนื้อหมู และไทยยังต้องนำเข้าสินค้าจากสหรัฐเพิ่มขึ้น อาทิ การเปิดโควตาพิเศษนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1 ล้านตัน การนำเข้าพลังงาน และสั่งซื้อเครื่องบินจากสหรัฐ เพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ภาษีทรัมป์กับไทย ยังไม่จบง่าย ๆ เพราะล่าสุด ปมความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชาได้ขยายวงกว้าง จนทำให้ผู้แทนการค้าสหรัฐ ประกาศระงับการเจรจาภาษีกับไทยเป็นการชั่วคราว จึงต้องลุ้นอีกเฮือกว่า… รัฐบาลชุดใหม่ จะสามารถเข้ามาคลี่คลายปมปัญหานี้ได้หรือไม่?
สินค้าห่วย-นอมินีภัยศก.
อีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญ หนีไม่พ้นเรื่องปัญหาทุนเทาต่างชาติที่ใช้ไทยเป็นฐานนอมินี ทำธุรกิจผิดกฎหมาย รวมถึงการนำเข้าสินค้าไม่ได้มาตรฐานมาถล่มสินค้าคนไทย และธุรกิจ SME ไทยจนพังยับเยิน ในปีนี้ ความเสียหายจากปัญหาทั้ง 2 เรื่องกระจายไปทุกหย่อมหญ้า ตั้งแต่ สแกมเมอร์ การทำธุรกิจผิดกฎหมาย การนำสินค้าที่ไม่มีมาตรฐาน หรือการเข้ามาตั้งบริษัทในไทยโดยใช้ตัวแทน กลายเป็นภัยเงียบกัดกินเศรษฐกิจให้เสียหายนับแสนล้านบาท
ในมุมของกระทรวงพาณิชย์ แม้ตลอดปี 68 จะมีความเคลื่อนไหวเยอะ แต่ไม่ค่อยเคลื่อนที่นัก โดยมียอดดำเนินคดีผู้ประกอบการต่างชาติที่ใช้คนไทยเป็นนอมินีจัดตั้งธุรกิจตั้งแต่เดือน ก.ย. 67- 31 ก.ค. 68 ไปแล้ว 853 ราย สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ 15,587 ล้านบาท โดยธุรกิจที่ถูกดำเนินคดีส่วนใหญ่ เป็นธุรกิจท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง 110 ราย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 212 ราย ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ 11 ราย ธุรกิจก่อสร้าง 25 ราย และธุรกิจอื่น ๆ 475 ราย เช่น เหมืองแร่
นอกจากนี้ ยังกำหนดเป้าหมายการตรวจสอบกลุ่มธุรกิจเสี่ยงที่เข้าข่ายการเป็นนอมินี แบบเข้มข้นปูพรมตรวจธุรกิจที่มีชาวต่างชาติเข้ามาถือหุ้นสัดส่วนตั้งแต่ 0.01% ขึ้นไป จำนวน 46,918 รายทั่วประเทศ โฟกัสใน 6 ธุรกิจ ได้แก่ 1.ธุรกิจท่องเที่ยวและที่เกี่ยวเนื่อง อาทิ ภัตตาคาร ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก 2.ธุรกิจค้าที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ 3.ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ขนส่ง และคลังสินค้า 4.ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท 5.ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร และ 6.ธุรกิจก่อสร้างทั่วไป แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าในเรื่องนี้เท่าใดนัก ส่วนการปราบปรามสินค้าไม่ได้มาตรฐานของภาครัฐก็ไม่คืบหน้ามากเช่นกัน เนื่องจากรัฐบาลมีการปรับ ครม.อยู่บ่อยครั้ง ทำให้คณะทำงานที่นายกรัฐมนตรีตั้ง ต้องปรับเปลี่ยนตลอดเวลา ส่งผลให้การแก้ไขไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม เพียงแค่บังคับใช้กฎหมายเดิมเข้มข้นขึ้น สะท้อนยอดจากตัวเลขการขาดดุลการค้ากับจีน ไทยยังเสียดุลเพิ่มต่อเนื่อง ปีนี้มากกว่า 1.5 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะเห็นผลเป็นรูปธรรม คือ กรมศุลกากร จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างชาติตั้งแต่บาทแรก ในวันที่ 1 ม.ค. 69 นี้ ไม่ยกเว้นเหมือนก่อน น่าจะช่วยบรรเทาความเสียหายได้บ้าง
วิกฤติข้าวไทยดิ่งสุด18ปี
มาที่ภาคเกษตรกรรมของไทย ซึ่งเป็นรากฐานของเศรษฐกิจฐานราก ในปี 68 ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด โดยเฉพาะข้าวเปลือก ราคาดิ่งลงไปสู่จุดต่ำสุดใน 18 ปี นับตั้งแต่ปี 50 วิกฤตินี้เกิดขึ้นมาจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะการกลับมาส่งออกข้าวของอินเดียและการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลก รวมทั้งประเทศนำเข้ารายใหญ่อย่างฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียชะลอการนำเข้า ทำให้เกิดภาวะข้าวล้นโลก และราคาตกต่ำ โดยข้อมูล ราคาข้าวเปลือก ที่เกษตรกรขายได้ในช่วงที่ตกต่ำที่สุดอยู่ที่เพียง 4,000–5,000 บาทต่อตัน ขณะที่ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 6,000 บาทต่อตันขึ้นไป หมายความว่าชาวนาส่วนใหญ่ต้องขาดทุน และนอกจากปัญหาข้าวล้นโลกแล้ว อีกปัญหาหนึ่งที่เป็นรากเหง้า และจุดสลบของชาวนามาหลายชั่วอายุคน คือผลผลิตต่อไร่ที่ต่ำ โดยผลผลิตข้าวไทย เฉลี่ยต่อไร่ของไทยอยู่ที่ 456 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม ที่มีผลผลิตได้สูงถึงกว่า 900 กก.ต่อไร่
ความแตกต่างของผลผลิตต่อไร่เกือบเท่าตัวนี้ ทำให้ข้าวไทยมีต้นทุนต่อหน่วยสูง และสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลกอย่างถาวร ตอนนี้ผู้ส่งออกข้าวไทย ต้องทุบราคาข้าวไทยถูกกว่าข้าวเวียดนามถึงตันละ 20 ดอลลาร์สหรัฐ สิ้นศักดิ์ศรีการเป็นข้าวที่ดีที่สุดในโลก
ผลกระทบจากปัญหาข้าวราคาตกต่ำ และโครงสร้างผลผลิตต่อไร่ที่มีปัญหา ทำให้ปีที่ผ่านมารัฐบาลต้องสูญเสียงบประมาณมหาศาล เข้าไปใช้อุดหนุน เช่น การแจกเงินไร่ละพัน 2 ครั้ง ทั้งนาปรัง นาปีวงเงินหลายหมื่นล้านบาท พร้อมกับมาตรการเสริมออกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นจำนำยุ้งฉาง การเข้าดึงผลผลิตข้าวส่วนเกินออกจากตลาด แต่การทำวิธีเหล่านี้ ใครก็รู้ว่าเป็นแค่กินยาแก้ปวดบรรเทาอาการชั่วคราว ไม่ได้แก้ไขไปจนสาเหตุ แป๊บเดียว ยาหมดฤทธิ์ ปัญหาก็กลับมาใหม่
ค้าชายแดนไทย-กัมพูชาหายวับ
ตามมาด้วยความขัดแย้งและความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเริ่มปะทะปลายเดือนมิ.ย. 68 จนส่งผลกระทบโดยตรง ต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการค้าชายแดนที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจของหลายจังหวัดในภาคตะวันออกและอีสาน เพราะต้องมีการสั่งปิดด่านการค้าถาวร เพื่อดูแลด้านความมั่นคง ส่งผลให้การขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค วัสดุก่อสร้าง และวัตถุดิบ ต้องหยุดชะงักทันที
มีการประเมินกันว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์ขัดแย้ง มูลค่าการค้าชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาอยู่ที่ประมาณ 16,000 ล้านบาทต่อเดือน แต่เมื่อมีการปิดด่าน ทำให้มูลค่าการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา หดตัวลงถึง 99.9 เหลือเพียงประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่แทบไม่มีการค้าเกิดขึ้นเลย แต่ข้อมูลล่าสุดในเดือนธ.ค.พบว่า การค้าในเดือน ต.ค.-พ.ย. หดตัวลดลงถึง 99.5% เทียบเท่ากับการปิดด่านถาวร ขณะที่ภาคเอกชนประเมินว่าความขัดแย้งส่งผลให้มูลค่าการค้าหายไปประมาณวันละ 500-800 ล้านบาท โดย 11 เดือนที่ผ่านมา คาดการณ์ความเสียหายสะสมพุ่งสูงถึง 72,000 ล้านบาท ขณะที่กัมพูชาได้รับผลกระทบหนักกว่า โดยเศรษฐกิจอาจหดตัวถึง 2.1% เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าและอุตสาหกรรมกาสิโนชายแดน
ทองคำร้อนแตะ68,000บาท
อีกเรื่องที่ทำคนไทยมีความสุขแบบไม่เคยมีมาก่อน โดยเฉพาะบรรดาผู้ที่นิยมลงทุนใน “ทองคำ” ที่ในปี 68 นี้ “ตลาดทองคำ” ได้ทำให้คนทั่วโลกตกตะลึงไปตาม ๆ กันจากราคาที่พุ่งสูงขึ้นมาอย่างรวดเร็วและไปไกลเกินว่าที่เหล่ากูรูทั้งหลายคาดการณ์เรียกว่า ทุบสถิติแล้วทุบสถิติอีก โดยราคาขึ้นไปทุบสถิติสูงสุดที่ทองคำแท่งบาทละ 67,400 บาท ส่วนทองรูปพรรณอยู่ที่บาทละ 68,200 บาทสูงสุดในประวัติการณ์ เรียกได้ว่าตลอดทั้งปีนี้ราคาทองคำทะยานขึ้นมามากกว่าบาทละ 20,000 บาท โดยเฉพาะในเดือนก.ย. ที่เพียงแค่เดือนเดียวก็ทะยานพุ่งไปถึง 5,800 บาท
สาเหตุหลักก็มาจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองโลกที่เริ่มต้นปีมาด้วยสงครามการค้าจากทรัมป์ที่เรียกเก็บภาษีนำเข้าสหรัฐเพิ่มสูงแบบน่าตกใจจนแต่ละประเด็นต้องเข้าเจรจาหาข้อตกลงรวมไปถึงนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐที่อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ย, การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ,และการที่ธนาคารกลางทั่วโลกรวมถึงนักลงทุนรายย่อยเร่งสะสมทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
เหตุการณ์ในปีนี้ทำให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดทองคำเต็มไปด้วยความคึกคักมีการซื้อขายกันเป็นรายวันพร้อมกับการลุ้นระทึกของการเหวี่ยงขึ้นเหวี่ยงลงจากราคาทองคำเป็นรายนาที เพราะแต่ละวันผันผวนหนักเปลี่ยนแปลงไป 30-40 ครั้ง แถมยังได้เห็นพฤติกรรมการซื้อขายใหม่ ๆ คือ ยิ่งราคาทองคำปรับตัวขึ้นนักลงทุนยิ่งแห่กันเข้าซื้อซึ่งแตกต่างจากยุคอดีตที่ราคาทองคำปรับขึ้นคนแห่กันเข้าไปต่อคิวขายร้านตู้แดง
ที่สำคัญความผิดปกติของราคาทองคำที่ขึ้นมาจนเกินเหตุนี้ได้นำไปสู่ความกังวลว่าจะเกิดภาวะฟองสบู่ในตลาดทองคำหรือไม่ซึ่งก็ได้รับการยืนยันจากเหล่ากูรูทั้งหลายเป็นเสียงเดียวกันแล้วว่ายัง!!ไม่เข้าข่ายภาวะฟองสบู่และยังมีแนวโน้มจะไปต่อได้อีก
แม้ในช่วงปลายปีนี้ บรรดานักลงทุนได้มีการขายทำกำไรกันออกมาบ้าง แต่ราคาก็ยังไม่หลุดจาก 50,000 บาทปลาย ๆ และเพียงไม่กี่วันก็วิ่งกลับขึ้นมาที่ระดับ 60,000 บาทต้น ๆ เรียกว่า จนถึงสิ้นวันที่ 29 ธ.ค.68 ณ เวลา 13.02 น. ราคาทองรูปพรรณ ก็วิ่งทะยานไปแตะที่ 67,350 บาท ขณะที่ทองคำแท่ง แตะที่ 66,550 บาท ส่วนแนวโน้มในปี 69 ล่าสุด วายแอลจีฯ ให้ราคาเป้าหมายทองคำไว้ที่ 4,721-4,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ส่วนราคาทองคำแท่งในประเทศให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ 69,500-72,150 บาทต่อบาททองคำ (คำนวณจากค่าเงินบาท 31.06 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งจะไปถึงจุดนั้นได้หรือไม่ต้องติดตาม!!!
สมรภูมิหม้อสุกี้เดือดไม่พัก
อีกหนึ่งเหตุการณ์ ที่น่าสนใจ ต้องยกให้กับ ศึกหม้อสุกี้ที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดแบบไม่มีพัก หลังจากที่เศรษฐกิจชะลอตัวอย่างหนักผู้บริโภคเริ่มไม่ไหวกับการสั่งอาหารนั่งรับประทานในร้านหันไปมองหาความคุ้มค่าในราคาประหยัด โดยปัจจุบันร้านสุกี้ในไทยมีมูลค่าตลาดมากถึง 25,000 ล้านบาท โดย ’สุกี้ตี๋น้อย“ กลายเป็นหนึ่งในทางเลือกของผู้บริโภคระดับกลาง–ล่าง ในเวลาอันรวดเร็วด้วยราคาบุฟเฟต์หัวละ 219 บาทหากรวมกับเครื่องดื่มรีฟิลและภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วจะอยู่ที่ 276 บาทและที่สำคัญดึก ๆ ก็ยังรับประทานได้เพราะเปิดบริการตั้งแต่ 11 โมงไปจนถึงตี 5
ฉะนั้น…การแจ้งเกิดของ สุกี้ตี๋น้อยในตลาดเพียงระยะเวลาไม่นานนี้ร้อนไปถึงพี่ใหญ่ “เอ็มเคสุกี้” ต้องออกมาขยับตัวปล่อยโปรโมชันปีนี้กันแบบถี่ยิบพร้อมนำการขาย เอ็มเคแบบบุฟเฟต์หัวละ 299 บาท เข้ามาสู้จนกลายเป็นกระแสฮือฮาในโลกโซเชียล
อย่างหนักเพราะถือว่าการเล่นราคาบุฟเฟต์ในระดับนี้เป็นการท้าชน “สุกี้ตี๋น้อย” เข้าอย่างจัง!! โดย “สุกี้ ตี๋น้อย” เองก็สวนกลับอย่างทันควันหั่นราคาลงเหลือหัวละ 199 บาท
จากนั้น “เอ็มเค สุกี้” ก็ปล่อยหมัดเด็ดต่อปีนี้ประกาศเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “โบนัส สุกี้” ที่ขายราคาบุฟเฟต์เน็ต ๆ แล้ว อยู่ที่หัวละ 276 บาทเปิดให้บริการ 11โมง ถึง ตี 5 เพื่อส่งมาสู้ศึกสุกี้ในตลาดกลาง-ล่าง แบบเต็มตัวผ่านกลยุทธ์ป่าล้อมเมืองที่เริ่มเปิดบริการในต่างจังหวัดก่อน
ในขณะที่เอ็มเค สุกี้ กับ สุกี้ ตี๋น้อยออกหมัดซัดกันไปมาอยู่นี้ม้ามืดอย่าง “ลัคกี้ สุกี้” ก็ซุ่มเงียบเจรจาซื้อขายหุ้นกับซีอาร์ซี ในกลุ่มเซ็นทรัลซึ่งดีลนี้ได้ข้อสรุปออกมาเรียบร้อยแล้วเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมาโดยที่กลุ่มเซ็นทรัลถือหุ้นในสัดส่วน 40% ช่วยเติมพลังให้ลัคกี้ สุกี้ ที่เป็นม้ามืดกับ 3 ปีรายได้แตะ 1 ล้านบาทอยู่แล้วให้แข็งแกร่งมากขึ้นไปอีก
ฉะนั้นปีนี้ที่ว่าตลาดสุกี้เดือดแล้วในปีหน้าจะเดือดอีกขนาดไหนเมื่อตลาดนี้มีถึง 3 ผู้เล่นหลักและที่สำคัญล้วนอยู่ภายใต้ร่มเงาของบริษัทยักษ์ที่ในตลาดหลักทรัพย์ทั้งกลุ่มเอ็นเค เรสโตรองต์ กลุ่มเจมาร์ท และกลุ่มเซ็นทรัล
งัดคนละครึ่งพลัสซื้อใจคนไทย
ปฏิเสธไม่ได้ว่า…นโยบาย “คนละครึ่ง” ของลุงตู่-ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลายเป็นนโยบายขวัญใจของคนไทยทั้งชาติ เพราะนอกจากจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้แบบชะงัดแล้ว ยังช่วยสร้างบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอย จนทำให้คนไทยต่างเรียกร้องถามหานโยบายนี้จากทุกรัฐบาล แม้รัฐบาลของ “แพทองธาร ชินวัตร” พยายามดำเนินการแต่ก็ไม่อยากเลียนแบบหวยจึงไปออกที่เงินดิจิทัล 10,000 บาทแทน แต่ก็ไม่ถ้วนหน้าเพราะเงินหมดและเปลี่ยนรัฐบาล จนมาถึง “คนละครึ่งพลัส” ของนายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ไม่แคร์สื่อ แม้เป็นนโยบายของลุงตู่แต่ช่วยคนไทยได้ จึงนำกลับมาใช้อีกครั้ง ที่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า… ได้ใจของคนมีรายได้น้อยไปแบบเต็ม ๆ
“คนละครึ่งพลัส” ถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีในแง่ของการลดค่าครองชีพ ช่วยแบ่งเบาภาระประชาชนและเพิ่มยอดขายให้ร้านค้ารายย่อย โดยรัฐช่วยจ่ายสูงสุด 50% (วงเงิน 2,000-2,400 บาท) แต่ก็มีคำเตือนในเรื่องปัญหาการทุจริตแลกเงินสดและการใช้จ่ายเกินตัว แต่สุดท้ายก็ไร้คำติ เพราะสุดท้ายแล้วคนไทยส่วนใหญ่ได้ประโยชน์ ช่วยลดค่าครองชีพได้จริงเพราะรัฐได้ช่วยออกให้ครึ่งหนึ่ง แต่จำกัดสูงสุดไม่เกิน 200 บาทต่อวัน ช่วยให้ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นได้มากขึ้นขณะที่พ่อค้าแม่ค้า ก็มีเงินหมุนเวียนเข้าไปในธุรกิจโดยตรง โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและร้านอาหารโดยตรง ช่วยสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก แถมการใช้ก็ไม่ยุ่งยาก เพราะคนทั้งประเทศคุ้นเคยอยู่แล้ว มีการคาดการณ์กันว่าโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นจีดีพีของประเทศให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 0.1%-0.2%หรือช่วยสนับสนุนให้จีดีพีปี 68 นี้ ขยายตัวถึง 2.4% โดยเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจกว่า 44,000 ล้านบาท จากยอดใช้จ่ายจริงที่เน้นหนักในภาคบริการและอาหาร
ภัยพิบัติถล่มเศรษฐกิจ
อีกหนึ่งเรื่องที่คนไทยทั้งประเทศ ไม่อาจลืมเลือนได้ ในปี 68 นี้ คือเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่ขนาด 8.2 ที่มีศูนย์กลางในเมียนมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 68 ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อไทยในรอบกว่า 100 ปี หรืออาจถือเป็นครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ที่ส่งผลต่อกรุงเทพฯ โดยเกิดความเสียหายใน 18 จังหวัด ตึกถล่ม และมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก และยังเปิดปมให้เห็นถึงความไม่ชอบมาพากลของการก่อสร้างตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มูลค่ากว่า 2,500 ล้านบาท ที่พังครืนลงมาทันทีและคร่าชีวิตคนงานไปมาถึง 95 คน มีการคาดการณ์กันว่าเหตุการแผ่นดินไหวครั้งนี้ได้สร้างความเสียหายไม่น้อยกว่า 30,000 ล้านบาทกันทีเดียว
เช่นเดียวกับเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะที่หาดใหญ่ ที่เกิดความเสียหายอย่างหนัก ในรอบ 25 ปี เมืองทั้งเมืองจมอยู่ใต้บาดาล ด้วยสภาพทางกายภาพที่เป็นแอ่งกระทะ เมื่อเจอมวลน้ำขนาดมหึมา จึงมีแต่เจ๊งกับเจ๊ง จนบัดนี้การฟื้นฟูยังไม่เข้าที่ 100% โดยประเมินว่าเหตุมหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในภาคใต้ได้สร้างความเสียหายรวมสูงถึง 29,000 ล้านบาท หรือฉุดจีดีพีให้ลดลง 0.16% โดยพื้นที่เกษตรเสียหายกว่า 20,000 ล้านบาทและทรัพย์สินเสียหายอีกกว่า 4,500 ล้านบาท
นี่…เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ทางด้านเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปี 2568 ที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของคนไทยไม่น้อย ส่วนในปีหน้าที่ว่ากันว่าจะเป็นปีแห่ง “เผาเกรียม” คนไทยต้องเผชิญเหตุการณ์อะไรต่อ ก็ต้องรอดูกันต่อไป!!.



