ยิ่งในภาพของการลงทุนทั้งตลาดหุ้น คริปโทเคอร์เรนซี กระทั่งตลาดตราสารหนี้ หรืออสังหาริมทรัพย์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง…ปัญหาทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นนี้ นักลงทุนต่าง “นั่งกุมขมับ” กันถ้วนหน้า
สวยแต่ไร้คนจีบ
สำหรับ “ตลาดหุ้นไทย” ปี 2568 นักวิเคราะห์ถึงกับให้นิยามว่า “ถูกแต่ไร้คนสนใจ สวยแต่ไม่มีคนจีบ” เนื่องจากปรับลดลงติดต่อกันเป็นปีที่ 3 หากเทียบกับตลาดหุ้นอื่นในโลกอย่างหุ้นจีนที่มีการฟื้นตัว ทั้ง ๆ ที่ในอดีตภาพของหุ้นไทยกับหุ้นจีนใกล้เคียงกัน แต่มาปี 2568 จีนเติบโตนำไปแล้ว ขณะที่หุ้นไทยยังปรับตัวลดลง
หากย้อนกลับไปในปี 2565 หุ้นไทยยังให้ผลตอบแทนเป็นบวกแต่ตลาดหุ้นโลกติดลบ อาทิ เอสแอนด์พี 500 ลดลงถึง 20% ฉะนั้นการปรับลดลง 3 ปีติดต่อกันของไทยจึงสวนทางกับตลาดหุ้นโลก
“แสดงว่าหุ้นไทยถูกมองในเชิงเปรียบเทียบ ซึ่งไม่สามารถบอกได้ว่า ราคาถูกแล้วจะมีคนซื้อ หรือแพงแล้วมีการไล่ซื้อต่อ แต่กลายเป็นตลาดที่ขาดความน่าสนใจด้วยตัวเอง ซึ่งไม่มีสิ่งดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติรู้สึกว่าราคาดีหรือไม่ดีอย่างไรแล้วจะต้องลงทุนในตลาดหุ้นไทย แต่ส่วนใหญ่จะลงทุนในหุ้นไทยก็ต่อเมื่อดีกว่าตลาดหุ้นอื่น ๆ หรือสินทรัพย์อื่น ๆ แต่จะเห็นว่าปีที่ผ่านมาไม่มีใครอยากมาลงทุนในหุ้นไทยแม้บริษัทจดทะเบียนทำกำไรนิวไฮ และศักยภาพความสามารถในการทำกำไรไม่ได้ลดลง แต่ยังทำให้ดัชนีหุ้นทำราคาเกือบจุดต่ำสุดได้ และเกินกว่า 50% มีการซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี”
ฉะนั้น สามารถพูดได้เต็มปากเลยว่า ตลาดหุ้นไทยถูกแต่ไร้คนจีบ แต่ข้อดีของหุ้นไทยที่ราคาถูกนี้ทำให้เริ่มมีความน่าสนใจ คืออย่างน้อยมีเงินปันผลที่ค่อนข้างสูง
ความสัมพันธ์ผิดเพี้ยน
ด้านนักลงทุนสถาบันให้นิยามว่าตลาดหุ้นไทย “หมดหวัง แต่ยังไม่ถึงขั้นสิ้นหวัง” ซึ่งหากย้อนกลับไปในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เมื่อใดก็ตามที่ผลประกอบการตลาดหลักทรัพย์ฯ แนวโน้มมีทิศทางบวก ปีนั้น ๆ หุ้นจะขึ้น หากปีไหนทิศทางผลประกอบการอยู่ในขาลง หุ้นก็มักจะลง ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ในทิศทางเหล่านี้สูงมาก และปีไหนหากค่าเงินบาทอ่อน ปีนั้นต่างชาติมักจะขายหุ้น ปีไหนค่าเงินบาทแข็ง ต่างชาติมักจะซื้อหุ้น
ขณะที่ผลลัพธ์ในปี 2568 ผลประกอบการเติบโต แต่ปรากฏว่าต่างชาติขายหุ้นไทย และค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งโดยปกติดัชนีหุ้นจะปรับขึ้น แต่พบว่าหุ้นกลับลดลง จึงมองว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะมีอะไรบางอย่างที่นักลงทุนต่างชาติให้มุมมองหุ้นไทยเปลี่ยนไปจากเดิม
ถือเป็นจุดที่ต้องหันกลับมามองตนเอง เพราะอย่าลืมว่าตั้งแต่ไทยมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการเมืองครั้งใหญ่ของประเทศ ตั้งแต่ปี 2557 และมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งช่วง 1-2 ปีหลังนี้ จะสังเกตได้ว่ารูปแบบการเมืองยังเป็นแบบเดิม ๆ และสิ่งที่เห็นได้ชัดเลย คือ นักลงทุนต่างชาติขายออกอย่างต่อเนื่อง โดยเห็นทิศทางของผู้ลงทุนต่างประเทศลดน้ำหนักการลงทุนหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง และมีท่าทีว่ายังลดน้ำหนักต่อเนื่องไปจนถึง 2569 ถัดไปถึงปี 2570 ซึ่งเป็นสัญญาณที่น่าห่วงและน่ากังวล
การเมืองมีผลกับต่างชาติ
ฉะนั้น แนวโน้มในปี 2569 รวมทั้งหลังจากนี้อาจปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่อง “การเมือง” น่าจะมีบทบาทและมีความสำคัญต่อนักลงทุนต่างชาติมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และทิศทางการเมืองในการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ หากยังเป็นรูปแบบเดิม เราคงน่าจะเห็นการลดน้ำหนักการลงทุนของต่างชาติไม่ว่าผลประกอบการหรือค่าเงินบาทจะเป็นอย่างไร การขายในระดับที่เห็นต่อเนื่องรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ประมาณปีละกว่าหนึ่งแสนล้านนั้น คงยังเห็นภาพเหล่านี้อยู่ และมีความเสี่ยงที่ตลาดหุ้นไทยยังไร้ความน่าสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศ
หุ้นไทยยังพอมีเสน่ห์
จากขาลงของตลาดหุ้นไทยเหล่านี้ นักวิเคราะห์มองว่าเมื่อไหร่ก็ตามหากเกิดข่าวร้ายยิ่งกว่านี้เชื่อว่าไม่น่าปรับลดลงมาเยอะแล้ว และระยะยาวเชื่อว่าประเทศไทยยังมีภูมิศาสตร์ที่ดีทำให้หุ้นไทยไม่ตายทุกตัว และยังมีกลุ่มหุ้นที่สามารถเป็นหน้าเป็นตาได้ แม้จะไม่ได้รับประโยชน์เหมือนกับยุคที่โชติช่วงชัชวาลที่ยังมีแรงงานต้นทุนต่ำ แต่ด้วยภูมิศาสตร์ที่ดีทำให้ยังพอมีเสน่ห์ ยอดจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน
(บีโอไอ) ยังสูง
ประชากรมากถึงครึ่งโลกสามารถเดินทางเข้ามาในไทยได้ภายในเวลา 3 ชั่วโมง หรือ 2 ใน 3 ของคนทั้งโลกเดินทางมาไทยโดยเครื่องบินใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง ซึ่งหากมองไทยเป็นจุดศูนย์กลางของแร่หายาก ทางฝั่งตะวันตกและตะวันออก ประเทศไทยเหมาะมากสำหรับการทำด้านพลังงานสะอาด หลายประเทศจึงสนใจเข้ามาเปิดโรงงานแบตเตอรี่ โรงงานไฟฟ้า รถไฟฟ้าอีวี และด้วยจำนวนประชากรที่ล้อมรอบจำนวนมากทั้งจากจีน อินเดีย รวม 4,000 ล้านคน ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นโลจิสติกส์ที่ดี ซึ่งหากหลายบริษัทเข้ามาเปิดคลังสินค้าในไทยและสามารถลดปัญหาสงครามมหาสมุทรแปซิฟิก หรือมหาสมุทรอินเดียได้ ขนของไปทางช่องแคบมะละกา ประเทศไทยจะมีความได้เปรียบเรื่องนี้
ทางสว่างจากการแพทย์
ขณะเดียวกันการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุท่ามกลางโครงสร้างสาธารณสุขที่ดี แม้แรงงานจะลดน้อยลง แต่เชื่อว่าหากมีการลงทุนได้ถูกจุดก็ยังไปต่อได้ เพราะจากหลายประเทศที่เป็นสังคมผู้สูงอายุก่อนหน้านี้อย่างสเปน อิตาลี ฝรั่งเศส ตลาดหุ้นก็ไม่ถึงกับตาย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมด้านสุขภาพที่มองว่าใน 10-20 ปีข้างหน้าจะไปไกลกว่านี้อีกเยอะ เพราะไม่ใช่แค่คุณภาพแพทย์หรือพยาบาลอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องของเครื่องมือทางการแพทย์ที่คนไทยเก่งด้านซอฟต์แวร์ ซึ่งกระแสตรงนี้เชื่อว่าจะผลักดันให้การท่องเที่ยวทางการแพทย์เติบโตได้ดี สามารถต่อยอดไปด้านการท่องเที่ยวอื่น ๆ ได้อีก
แนะถือเงินสด 20%
ตลาดหุ้นไทยเป็นตลาดที่คนกลัวเยอะ ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนแนะนำเน้นถือเงินสด 20% สำหรับซื้อหุ้นราคาถูก พร้อมกับพยายามบริหารต้นทุนในระดับราคาที่เหมาะสม เพราะจากนี้ประเทศไทยยังติดกับดักหุ้นหน้าเดิมมา 50 ปี โดยที่ 10 อันดับแรกแทบจะไม่เปลี่ยนแปลง อาทิ ธนาคาร สุขภาพ ค้าปลีก พลังงาน สื่อสาร โรงพยาบาล โรงแรม ซึ่งหากเปรียบเทียบในต่างประเทศ พบว่ามี 5 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ซ้ำกันเกือบทุกประเทศที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ได้แก่ กลุ่มธนาคาร ค้าปลีก บริการ อาทิ ท่องเที่ยว โรงพยาบาล สนามบิน สาธารณูปโภค และสื่อสาร ซึ่งเชื่อว่าจะกลายเป็นหน้าเดิมกลุ่มอุตสาหกรรมในหุ้นไทย เมื่อใดก็ตามราคาปรับลงมาในระดับที่เหมาะสมถือเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ
คริปโทฯ ปี69
ทางด้าน “ตลาดคริปโทเคอร์เรนซี” ในปีที่ผ่านมาแม้จะมีความคึกคักช่วงต้นปีจากนโยบายของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สนับสนุนคริปโทฯ อย่างชัดเจน ทำให้ราคาบิตคอยน์ทำจุดสูงสุดใหม่ระดับ 100,000-125,000 ดอลลาร์ แต่เมื่อเข้าไตรมาส 4 ตลาดเผชิญกับการปรับฐานจนราคาร่วงลงมาระดับ 80,000-90,000 ดอลลาร์ จากแรงเทขายทำกำไรของนักลงทุนสถาบัน ทำให้ดูเหมือนว่าวัฏจักร 4 ปีของบิตคอยน์กำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว
ขณะที่พฤติกรรมนักลงทุนเริ่มเปลี่ยนไป การค้นหาคำว่าคริปโทฯ บนกูเกิลลดต่ำลง ซึ่งสะท้อนได้ว่านักลงทุนรายย่อยไม่ได้แห่เข้าซื้อตามกระแสเหมือนกับปีก่อน ๆ แต่ตลาดถูกขับเคลื่อนด้วย “วาฬ” และสถาบันการเงินเป็นหลักสำหรับแนวโน้มปี 2569 นี้ นักวิเคราะห์ได้ออกมาคาดการณ์ว่าตลาดเริ่มให้มูลค่ากับสิ่งที่ “จับต้องได้” มากขึ้นโดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ หลังผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีด้านชิปและเอไอหลายรายออกมาดีกว่าคาด ทำให้ตลาดยอมรับว่าเอไอเป็นเมกะเทรนด์ที่เกิดขึ้นจริง และความต้องการด้านชิปและดาต้าเซ็นเตอร์ยังเป็นห่วงโซ่อุปสงค์สำคัญ
ธีมลงทุนโดดเด่น
ฉะนั้นธีมเด่นในปี 2569 จะประกอบไปด้วยสินทรัพย์จริงบนบล็อกเชน ซึ่งมองว่าเป็น “Sleeping Giant” หรือยักษ์หลับ เพราะสถาบันการเงินขนาดใหญ่เริ่มขยับอย่างเป็นระบบและใช้เวลาวางโครงการยาว โดยปัจจุบันมีพัฒนาการตั้งแต่โทเคนที่ผูกกับเงินดอลลาร์ไปจนถึงโทเคนที่อ้างอิงพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และสามารถสร้างผลตอบแทนได้ใกล้เคียงพันธบัตรระยะสั้น ทั้งยังคาดว่าเฟสถัดไปจะเป็นการโทเคนไนซ์หุ้น ซึ่งจะช่วยเชื่อมตลาดทุนดั้งเดิมกับตลาดคริปโทฯ เพิ่มสภาพคล่องและปริมาณการซื้อขาย
สเตเบิลคอยน์เปลี่ยน
โดยคาดว่าจะเป็นยุคทองของ ’สเตเบิลคอยน์“ ซึ่งคาดว่ามูลค่าตลาดอาจพุ่งแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ โดยจะเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นแค่สินทรัพย์พักเงินไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการชำระเงินโลก เช่นเดียวกับสินทรัพย์ที่มีอยู่จริง อย่างพันธบัตร อสังหาริมทรัพย์ หรือหุ้น โดยให้เป็นโทเคนที่กลายเป็นกระแสหลัก เนื่องจากสถาบันการเงินใหญ่ ๆ เริ่มสร้างระบบบนบล็อกเชนของตนเองแล้ว
ยุคสถาบันการเงิน
นอกจากนี้จะเป็นปีที่ตลาดเปลี่ยนผ่านจากยุคของการเก็งกำไรไปสู่ “ยุคของสถาบันการเงินอย่างเต็มตัว” โครงสร้างผู้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเปลี่ยนไปจากรายย่อยสู่สถาบัน ทำให้ตลาดอาจเคลื่อนไหวด้วยจังหวะที่ต่างจากเดิมและต้องใช้เวลาในการปรับตัว ขณะเดียวกันเทคโนโลยีพื้นฐานมีความพร้อมมากขึ้น ทั้งปัญหาค่าธรรมเนียมและคอขวดเครือข่ายที่ทยอยได้รับการแก้ไข ส่งผลให้การพัฒนาแอปพลิเคชันบนเว็บสามารถเกิดได้ง่ายขึ้น และมีโอกาสเห็นแอปแบบ “ทำได้ครบในแอปเดียว” ตั้งแต่การสื่อสาร การทำธุรกรรม ไปจนถึงการสร้างรายได้ของครีเอเตอร์ ซึ่งหากโครงการใดทำได้จริงอาจกลายเป็นผู้ชนะของรอบการเติบโตถัดไปในปี 2569
จัดพอร์ตลงทุนให้เหมาะ
แนวโน้ม “ตลาดพันธบัตร” ไทยปี 2569 นักวิเคราะห์เชื่อว่ามีโอกาสฟื้นตัวจากดอกเบี้ยที่ลดลง และดอกเบี้ยแท้จริงที่ติดลบต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนสนใจสินทรัพย์เสี่ยงต่ำอย่างพันธบัตรมากขึ้น เป็นผลให้พันธบัตรเอเชียโดยรวมมีแนวโน้มสดใสขึ้น หลังมี “ผลตอบแทนที่แท้จริง” สูงกว่าภูมิภาคอื่น และดอกเบี้ยสหรัฐอยู่ในช่วงขาลง ทำให้ตลาดอย่างอินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์น่าสนใจสำหรับแคร์รี่เทรดหรือการลงทุนที่กู้ยืมเงินจากประเทศที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ
ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการลดลงของอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่คาดการณ์ว่าจะลดลงไปถึง 1% ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรต่ำลง แต่ก็ยังดึงดูดเงินทุนไหลเข้า, ดอกเบี้ยแท้จริงติดลบ ซึ่งเมื่อเงินเฟ้อสูงกว่าดอกเบี้ยที่ได้รับ ทำให้นักลงทุนต้องหาทางเลือกอื่น และพันธบัตรกลายเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจ รวมทั้งการกลับมาของพันธบัตรเอเชีย โดยเฉพาะ อินเดีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ มีแนวโน้มฟื้นตัวดีเพราะมีผลตอบแทนที่แท้จริงน่าสนใจท่ามกลางดอกเบี้ยโลกขาลง และการโยกย้ายเงินทุนเพื่อหาผลตอบแทนที่ดีขึ้น โดยพิจารณาพันธบัตรในตลาดเกิดใหม่ที่มีผลตอบแทนสูง ดังนั้น สำหรับการจัดพอร์ตลงทุนในภาพรวมปี 2569 นี้ นักวิเคราะห์จึงแนะนำให้น้ำหนักในทองคำ 30% จากแนวโน้มขาขึ้นต่อ, โลหะเงิน 20%, หุ้นเอไอต่างประเทศ 30% ซึ่งมองว่าโตได้อีก 2-3 ปี และหุ้นไทย 20% ซึ่งมั่นใจว่าจะดีขึ้นกว่าปี 2568
อย่างไรก็ตาม ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง นักลงทุนควรมีสติและต้องศึกษาข้อมูล ติดตามข่าวสาร ก่อนการตัดสินใจทุกครั้ง เพราะ…อย่าลืมว่ายังมีเหตุและปัจจัยที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอ ทั้งเหตุสงคราม ภัยธรรมชาติ และนโยบายของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐที่มี “ทรัมป์” ซึ่งทั้งหมด…ถ้ามีสติ ปัญญาก็เกิด!!.
……………………………
ทีมข่าวเศรษฐกิจ



