ก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ปี 2569 ท่ามกลางลมเปลี่ยนทิศทางการเมืองไทย ความคาดหวังของประชาชนและภาคธุรกิจต่อ “รัฐบาลในฝัน” หลังการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 69 กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยกำลังอ่อนแรงจากปัญหารุมเร้า ทั้งหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง กำลังซื้อหดตัว และการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลกที่รวดเร็ว
วันนี้ “เดลินิวส์” จึงขออาสาเป็นกระบอกเสียงรวบรวมทรรศนะจากหลากหลายสาขาอาชีพ ตั้งแต่นักบริหารระดับแม่ ทัพธุรกิจ ปราชญ์ชาวนา นักวิชาการ ไปจนถึงตัวแทนคนรุ่นใหม่ เพื่อสะท้อนภาพรัฐบาลที่ปรารถนา… รัฐบาลที่ไม่ใช่แค่เพียง “มาตามนัด” แต่ต้องเป็น “มืออาชีพ” ที่เข้ามาพลิกฟื้นความเชื่อมั่นและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับคนไทยอย่างแท้จริง
คนละครึ่งต้องมา
เริ่มจาก… “ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา” กรรมการผู้จัด การใหญ่ สายงานการตลาด บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา หรือ ซีพีเอ็น ผู้บริหารที่คร่ำหวอดในแวดวงธุรกิจและคุ้นชินกับการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาล ฉายภาพให้เห็นถึงฝันอันยิ่งใหญ่ ของผู้มาใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ ต้องสามารถทำนโยบายตอบโจทย์เรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ หรือเอสเคิร์ฟ การแก้หนี้ครัวเรือน ผลักดันการท่องเที่ยว และทำให้คนชั้นกลางมีรายได้สูงขึ้น เพราะไทยติดกับดักประเทศรายได้ปานกลางมานานเกือบ 20 ปีแล้ว ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่

โดยเฉพาะในมุม “ค้าปลีก” สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ กำลังซื้อของคนในประเทศที่ลดลง การเพิ่มกำลังซื้อได้นั้น ต้องหันไปพึ่งพานักท่องเที่ยวจากต่างชาติ ซึ่งปีนี้นักท่องเที่ยวเข้ามาในไทย 33 ล้านคน โดยช่วงไตรมาส 4 เข้ามาจำนวนมาก แสดงว่าประเทศไทยยังมีเสน่ห์ดึงดูดอยู่ แม้ต่ำกว่าเป้าหมาย 35 ล้านคน แต่ไม่ได้เลวร้ายนักหากเทียบกับประเทศอื่น ดังนั้น ภาคการท่องเที่ยวเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยปลุกกำลังซื้อได้ แต่ขณะเดียวกันรัฐต้องไม่ลืมนโยบายกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ อย่างคนละครึ่ง ช้อปดีมีคืน เที่ยวดีมีคืน ก็ยังจำเป็นที่ต้องทำต่อเนื่อง ซึ่งน่าเป็นห่วงว่าในช่วงต้นปีหน้าคาดว่า โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจเหล่านี้อาจยังไม่เกิด เนื่องจากข้อจำกัดด้านการจัดตั้งรัฐบาลหรืองบประมาณ อาจต้องรอไปจนถึงช่วงเดือน เม.ย. หรือ พ.ค. จึงจะชัดเจนหากสามารถดำเนินการได้
ชาวนาขอ 4 เรื่องพอ
ขณะที่ “ปราโมทย์ เจริญศิลป์” นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ที่ขอขันอาสาเป็นตัวแทนเกษตรกร สะท้อนภาพให้เห็นว่า รัฐบาลในฝันของบรรดาเกษตรกร ของชาวนาไทย ขอแค่ 4 เรื่องเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว เริ่มตั้งแต่ การช่วยเหลือเรื่องเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ที่ปลูกได้ไร่ละ 1.4-1.5 ตันต่อไร่, การจัดการแหล่งน้ำ และบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอ, การลดต้นทุนปัจจัยการผลิต ปุ๋ย, ยาปราบศัตรูพืช และสุดท้าย คือ การสนับสนุนด้านการตลาดและช่องทางจำหน่าย เพื่อให้มีราคาที่เป็นธรรม ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาระยะยาวที่ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำสำหรับชาวนาไทย

“เรื่องเมล็ดพันธุ์ อยากให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพดี ราคาถูก หรือแจกฟรี เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ส่วนแหล่งน้ำเรียกร้องให้เร่งพัฒนาและบริหารจัดการแหล่งน้ำให้มีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วม ทำให้ชาวนาทำนาได้ตลอดปี ขณะที่เรื่องปุ๋ยและยา ขอให้รัฐบาลช่วยเหลือเรื่องราคาปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อลดภาระต้นทุน และเรื่องสุดท้ายด้านการตลาด ต้องการให้รัฐช่วยหาตลาดรองรับผลผลิตข้าว และมีมาตรการพยุงราคาที่เป็นธรรม เพื่อไม่ให้ชาวนาขาดทุน”
“ปราโมทย์” ย้ำให้เห็นว่า ราคาข้าวที่ชาวนาอยากได้ หากกรณีเป็นราคาข้าวสด ที่มีความชื้น 25% ข้าวเปลือกขาวควรไม่ต่ำกว่า 8,000 บาทต่อตัน หลังจากปีนี้ถือว่าตกลง มาก บางช่วงลดลงไปเหลือ 4,000-5,000 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลิขอไม่ต่ำกว่า 13,000 บาทต่อตัน โดยปัจจุบันราคาข้าวหอมมะลิถือว่าดี อยู่ที่ 15,000-16,000 บาทต่อตัน ส่วนข้าวเหนียวอยากให้ได้ 12,000 บาทต่อตันซึ่งความคาดหวังของชาวนาหวังลึก ๆ ไม่ว่าใครขึ้นมาเป็น รมว.พาณิชย์ หรือ รมว.เกษตรและสหกรณ์ หรือใครขึ้นมาเป็นรัฐบาล ต้องให้ความสนใจกับเกษตรกรอย่างจริงจัง และมองการแก้ปัญหาในระยะยาวมากกว่ามาตรการชดเชยระยะสั้น โดยหากดูแลราคาข้าวได้ตามนี้ รวมถึงช่วยจัดการต้นทุนการผลิตให้ลดลงจากปัจจุบันที่ประมาณ 6,500-7,000 บาท ชาวนาก็ไม่จำเป็นต้องไปเรียกร้องหรือแบมือขอความช่วยเหลือมาตรการระยะสั้นจากรัฐบาลอีก
ไม่เอารัฐมนตรีโควตา
ถัดมาไปดูนักธุรกิจสาวไฟแรง “ฐิตาภา สวัสดิรักษา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สระแก้ว เดเวลลอปเม้นท์ จำกัด นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ จาก จ.สระแก้ว ระบุว่า รัฐบาลในฝัน อยากได้คนรุ่นใหม่ ที่ไม่ได้คิดแต่เรื่องผลประโยชน์ของตัวเอง หรือพวกพ้อง อยากให้คิดถึงผลประโยชน์ของประเทศ และต้องเต็มไปด้วยมืออาชีพ มีความเชี่ยวชาญจริง เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม อยากได้นักธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์ เก่งเจรจาการค้า รู้เท่าทันเกมการค้าโลก ดูแลปากท้องคนในประเทศได้ เพราะสถานการณ์ในโลกปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก ถ้าได้รัฐบาลที่ไม่มีมืออาชีพเข้ามา บริหาร จะไม่เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลง เพราะโลกยุคใหม่ ต้องเจรจาการค้าระหว่างประเทศมากขึ้นกว่าเดิม มีกฎระเบียบใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย รัฐบาลต้องเก่ง ต้องทันเกม ไม่เช่นนั้นคนในประเทศก็จะลำบาก

“ยอมรับว่าเบื่อการเมืองแบบเดิม ๆ ที่รัฐมนตรีบางคนไม่มีความรู้ แต่ได้โควตาการเมืองมานั่งเป็นรัฐมนตรี บางคนได้โควตามาแล้วทำงานได้ ก็ถือว่ายังดี แต่บางคนเข้าไปแล้วเสียเวลาเปล่า มุ่งแต่ประโยชน์พวกพ้องตัวเอง แบบนี้อยากให้หมดไป อยากได้รัฐบาลที่มีหัวใจเป็นประเทศชาติและประชาชน เพื่อให้คิดหรือออกนโยบายทุกอย่างมาเพื่อพัฒนาประเทศชาติและประชาชน ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้ในฐานะทำธุรกิจ จ.สระแก้ว อยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาพื้นที่ชายแดนให้สงบโดยเร็ว เพราะตอนนี้ทำธุรกิจยากมาก แต่เข้าใจถึงความจำเป็นที่ความมั่นคงของประเทศชาติสำคัญที่สุด”
สิทธิพื้นฐานมาก่อนจีดีพี
เปลี่ยนมาฟังตัวแทนคนรุ่นใหม่อย่าง “บิว-พิมญดา เดชบุญญาภิชาติ” สาวสวยอาชีพ “พริตตี้” ที่ส่งเสียงสะท้อนจากใจประชาชนว่า หากถามในวันนี้คนไทยคาดหวังอะไร จากรัฐบาล คำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข หรือจีดีพี ที่หรูหรา แต่อยู่ที่ความมั่นคงในชีวิตพื้นฐาน” ในโลกความจริง ระบบสาธารณสุข สวัสดิการต่าง ๆ ต้องเป็น “ที่พึ่ง” ได้จริง ประชาชนไม่ได้มองว่าการรักษาฟรีคือการขอส่วนบุญ แต่คือสิทธิพื้นฐาน เพราะทุก วันนี้เมื่อเจ็บป่วย ค่าใช้จ่าย ในโรงพยาบาลสูงมาก จนทำให้ครอบครัวหนึ่งล้มละลายได้ รัฐบาลต้องทำให้โครงการ “บัตรทอง” มีประสิทธิภาพจริง มีตัวยาที่ดี มีบุคลากรเพียงพอ เพื่อให้คนหาเช้ากินค่ำอุ่นใจว่าป่วยไปก็ยังมีรัฐดูแล รวมถึงดูแลการจัดการภัยพิบัติให้ดี อย่างความเสียหายจากน้ำท่วมหาดใหญ่ ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง มีการผันน้ำ การแจ้งเตือน และการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ มากกว่าโฟกัสการแจกเงินเยียวยาอย่างเดียว

เช่นเดียวกับปัญหาปากท้อง ทุกวันนี้พ่อแม่ลงทุนส่งลูกเรียนเงินหลักล้าน แต่จบมากลับเจอค่าแรงขั้นต่ำไม่พอกิน ซึ่งรัฐบาลต้องกล้าตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ที่จำเป็น และปรับฐานค่าแรงให้สะท้อนความเป็นจริงของค่าครองชีพ หรือ “คนละครึ่ง” ก็ควรทำมาช่วยต่อลมหายใจให้คนรากหญ้า ส่วนนายกรัฐมนตรี ในอุดมคติ ต้องการ “ผู้นำ” คุณสมบัติที่ต้องการ เป็นคนรุ่นใหม่ เท่าทันโลก กล้าตัดสินใจ ไม่พูดอย่างทำอย่าง ที่สำคัญที่สุดคือต้อง…รักประชาชนมากกว่ารักตัวเองและพวกพ้อง กล้าปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของคนไทยให้เหมือนกับผู้นำประเทศมหาอำนาจที่มองประชาชนเป็นอันดับหนึ่ง
วางยุทธศาสตร์เอไอให้ชัด
นักวิชาการด้านโทรคมนาคม “สืบศักดิ์ สืบภักดี” มองถึงรัฐบาลในฝันว่า ทุกวันนี้โลกเปลี่ยนไปเร็วมากและไทยต้องเผชิญแรงกดดันจากชาติมหาอำนาจ ซึ่งรัฐบาลใหม่ต้องวางตัวสถานะประเทศให้ถูกต้อง เพราะอาจถึงยุคที่ต้องทบทวนเศรษฐกิจว่าจะอิงฝั่งใดต้องสร้างสมดุลให้ดี แต่ในส่วนของภาคธุรกิจโทรคมนาคม ก็ผูกกับเศรษฐกิจภาพใหญ่ ในอนาคตจะมีเทคโนโลยีหลายอย่างที่เข้ามา ทั้งดาวเทียม คลาวด์ หรือว่า เอไอ ที่ถูกเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภาพใหญ่ของโลก ซึ่งไทยมีศักยภาพที่ดีในจุดนี้หลายเรื่อง เช่น คลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ รัฐบาลชุดก่อนทำนโยบายจนมีการทำให้ไทยเป็นฐานของ ดาต้า เซ็นเตอร์ การพัฒนาเอไอ และเรื่องของดาวเทียม ตำแหน่งของไทยตอนนี้ดีมาก จึงอยากเห็นรัฐบาลชุดใหม่ มียุทธศาสตร์ ที่ไม่ใช่ให้ไทยเป็นแค่ประเทศทางผ่าน อย่างเรื่องเอไอ ที่ต้องจ่ายเงินเพื่อใช้เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีการพัฒนาขึ้นเองด้วย ไม่เช่นนั้นจะเสียเปรียบต้องมีค่าใช้จ่ายปีละแสนล้านบาทกันเลยทีเดียว

“รัฐบาลใหม่ต้องเข้ามาวางยุทธศาสตร์ที่ดี หากไทยเติบโตด้านนี้ต้องไม่ใช่แค่ฐานที่ตั้งอย่างเดียว ต้องพัฒนาผู้ประกอบการไทย แล้วก็บุคลากรให้แข็งแกร่งขึ้นไปด้วย เพราะในอนาคตเงินในกลุ่มของ เอไอ คลาวด์ และ ดาต้าเซ็นเตอร์ จะมากกว่าการขายบริการโทรศัพท์ที่โทรฯด้วยเสียง และข้อมูลอีกมาก นี่ถือเป็นจุดสำคัญมาก ถ้ามีนโยบายที่ดี ทำยุทธศาสตร์ดี ๆ เอาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศเป็นหลัก จะสามารถเพิ่มมูลค่าด้านโทรคมนาคม ที่ปัจจุบันมี 7 แสนล้านบาท-1 ล้านล้านบาท เป็น 2 ล้านล้านบาท ใน 5 ปีได้”
พอกันทียุคแห่งการบริจาค
ส่วนสาวสวยพิธีกรหรือเอ็มซี “หมูทอง-กมลชนก ก้านบัว” เผยความในใจถึง รัฐบาลในฝัน ต้องเป็นผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งและเข้าถึงปัญหาในระดับท้องถิ่น นอกเหนือจากนี้รัฐบาลใหม่ควรมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยบริหาร โดยเฉพาะการดึงตัวบุคลากรที่มีความสามารถและเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ปัญหาอีกอย่างหนึ่ง ที่ได้ตั้งข้อสังเกตว่าในอีก 10-50 ปีข้างหน้า แรงงานในไทยอาจหายไป เนื่องจากสถิติคนตายมากกว่าคนเกิด และผู้คนไม่นิยมมีบุตร ส่งผลให้ต้องพึ่งพาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา เมียนมา และสปป.ลาว ซึ่งอาจส่งผลต่อปัญหาอาชญากรรมและการหมุนเวียนเงินตราออกนอกประเทศ รัฐบาลจึงควรสนับสนุนให้แต่ละบ้านมีบุตรอย่างน้อย 1 คน โดยเฉพาะในช่วงอายุ 25-35 ปี เพื่อให้เด็กที่เกิดมามีคุณภาพและลดความเสี่ยงภาวะดาวน์ซินโดรม ทำคลอดฟรี สนับสนุนทุนการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษา

นอกจากนี้ ในยามเกิดวิกฤติ เช่น อุทกภัย รัฐบาลควรบริหารจัดการให้เบ็ดเสร็จ ไม่ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของประชาชนต้องออกมาบริจาคช่วยเหลือกันเองมากเกินไป เพราะนั่นแสดงถึงความล้มเหลวของการบริหารงานของรัฐ อย่างไรก็ตาม ยังมีแง่ที่ประชาชนพึงพอใจคือ วงการบันเทิงและซอฟต์พาวเวอร์ของไทยที่ก้าวหน้าไปมากจนเป็นที่รู้จักในระดับสากล ซึ่งรัฐบาลควรต่อยอดให้มากขึ้น
ขอปัดรัฐบาลถนัดอีเวนต์
ปิดท้ายกันที่… “สรเทพ โรจน์พจนารัช” หรือ “สตีฟ” ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย มองว่า หลายปีที่ผ่านมาไทยไม่ได้เดินหน้าเหมือนประเทศเพื่อนบ้านเลย เหมือนปล่อยให้ประเทศไหลไปเองเรื่อย ทั้งจีดีพีที่โตรั้งท้ายไม่ถึง 2% หนี้ครัวเรือนสูง การท่องเที่ยวชะลอ จนเอสเอ็มอีพังอยู่ไม่ได้ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและร้านอาหาร อยากเห็นรัฐบาลที่มีความเข้าใจ ตั้งใจเข้ามาแก้ไขปัญหาจริงจัง ไม่ใช่เน้นจัดแค่อีเวนต์หยอดน้ำมันแบบชั่วคราว แต่ต้องมียุทธศาสตร์ แก้ปัญหาได้จริงจัง

นอกจากนี้ นโยบายที่อยากให้รัฐบาลใหม่ใส่ใจ คือการควบคุมราคาพลังงาน แก๊ส น้ำมัน ค่าไฟฟ้า เพราะเป็นต้นเหตุของค่าครองชีพที่สูงขึ้นและต้นทุนทางธุรกิจ และอยากให้รัฐบาลใหม่เข้ามาปฏิรูประบบข้าราชการ ให้เป็นระบบรัฐประชาชน ที่เข้าใจประชาชนเป็นหลัก มากกว่าใช้ระบบราชการและกฎหมายนำ เพราะกฎหมายหลายฉบับก็ล้าหลังไปมาก เช่น การขอใบอนุญาต กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น ที่เป็นอุปสรรคต่อธุรกิจร้านอาหาร ท้ายที่สุดนี้ อยากฝากให้รัฐบาลต้องมีความรู้ความสามารถในการหาเงินหารายได้เข้าประเทศ มากกว่าการใช้งบประมาณให้หมด ๆ ไปในแต่ละปี อยากให้มีความเข้าใจในระบบเศรษฐกิจรากหญ้า ให้ความสำคัญกับภาคธุรกิจเอสเอ็มอีมากกว่าที่ผ่าน ๆ มา เพราะประเทศที่มีเศรษฐกิจที่แข็งแรงคือประเทศที่มีเอสเอ็มอีที่แข็งแรง
บทสรุปของ “รัฐบาลในฝัน” จากเสียงสะท้อนรอบทิศทางในครั้งนี้ คือ ความต้องการ “ผู้นำ” และรัฐบาลที่มีความเก่งกล้าในการตัดสินใจ ซื่อสัตย์สุจริต และที่สำคัญคือต้องมี “หัวใจที่รักประชาชน” มากกว่าพวกพ้อง ไม่ใช่เข้ามาถลุงงบ หรือมองมิติเศรษฐกิจแบบเดิม ๆ แค่ทำจีดีพีโตอย่างเดียว เพราะหัวใจสำคัญของประชาชนคือการวางรากฐานใหม่ให้กับประเทศชาติ สร้างสวัสดิการ และความอยู่ดีกินดีให้กับคนไทยอีกครั้ง.
ทีมเศรษฐกิจ



