คุณจรรย์สมร วัธนเวคิน ผู้ก่อตั้ง ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ในวัย 100 ปี บอกเคล็ดลับการใช้ชีวิตและดูแลตัวเองว่า การที่คนคนหนึ่งจะอายุยืนถึงร้อยปีโดยมีสุขภาพดีนั้น ขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบ จากที่เคยกล่าวไว้ 6 ประเด็นที่ทำให้แข็งแรงนั้น เป็นเพียงองค์ประกอบพื้นฐานที่ปฏิบัติทั่วไป ซึ่งใคร ๆ ก็ทำได้ ถ้าอยากอายุยืน ต้องเริ่มจากตนเอง เคารพคุณค่าของตนเอง เข้าใจว่าตนเองชอบอย่างไร ถนัดอย่างไร อย่าฝืนทำสิ่งที่ไม่ถนัด ไม่ชอบ นอกจากผิดพลาดโดยง่ายแล้ว ยังเครียด บั่นทอนความสุข บั่นทอนอายุ ลดทอนความเชื่อถือ แทนได้รับยกย่องว่าเก่ง กล้า

คุณจรรย์สมร ยังบอกอีกว่า “ผู้หญิงทุกคน มี “ความเป็นแม่” คือเป็นผู้ให้ แต่ต้องเป็นการให้ที่มีคุณค่า เช่น ให้วิชาความรู้ที่นำไปประกอบอาชีพได้ ให้อนาคต ให้โอกาส และให้ทางลัด โดยแบ่งปันประสบการณ์ เมื่อ “ผู้รับ” เจริญก้าวหน้า “ผู้ให้” ย่อมมีความสุขและภาคภูมิใจ มีกำลังใจที่จะให้เพิ่มเติม คนมีความสุขก็เบิกบานใจ อายุยืน แข็งแรง รู้จักการจัดการสุขภาพเชิงรุกคือป้องกันแทนการรักษา กินอาหารเป็นยาไม่ใช่กินยาเป็นอาหาร ทำหยินหยางให้สมดุล ดูแลธาตุทั้งสี่ในกายตนให้เป็นปกติ สมุนไพรไทย ๆ ของเรามีสรรพคุณเชิงรุก ถ้าใช้เป็น เรื่องนี้มีการสื่อสารทางออนไลน์อยู่เสมอ เช่น ปอด หัวใจ ตับ ไต ลำไส้ ม้าม ต้องการอะไร ก็ให้อย่างนั้น”

“ต้องอยู่อย่างมีคุณค่า คือเรียนรู้ตลอดเวลา มีสัมมาอาชีพ มีส่วนร่วมในองค์กรเพื่อสังคม ใช้เทคโนโลยีเป็นผู้ช่วยที่มีประสิทธิภาพ สุดท้ายคือต้องมีเพื่อนที่ดี และต้องเป็นเพื่อนที่ดีด้วย ทำได้เช่นนี้คุณจะพบว่าอายุ 120 ปีนั้นไม่ใช่เรื่องยาก อาจจะเกินกว่านั้นก็เป็นไปได้” คุณจรรย์สมร ยังทิ้งท้ายด้วยเคล็ดลับการใช้ชีวิตด้วยความสุข

ด้าน ทันตแพทย์หญิง ชรินญา กาญจนเสวี หรือที่วงการนักวิ่งพากันเรียกในชื่อที่คุ้นชินว่า “คุณหมอมิยู” คุณหมอนักวิ่งชื่อดังได้บอกถึงการสร้างแนวคิดการดำเนินชีวิตและการดูแลกาย-ใจว่า “เดิมทีเป็นคนจิตตก เครียดง่าย และ ชีวิตที่ผ่านมา มีความผิดหวังในชีวิต รู้สึกหมดไฟในการทำงานและดำเนินชีวิต แล้วรู้สึกว่าต้องหันกลับมารักตัวเอง ทำให้ตัวเองมีพลังที่จะดำเนินชีวิตไปได้ คิดว่า “ถ้าร่างกายแข็งแกร่ง จิตใจเราจะแข็งแรง” จากเด็กเรียนในตำนานมาสนใจเรื่องการวิ่ง ซึ่งทำเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ต้องรอใคร เริ่มจากตัวเองได้เลย ย้อนกลับไปครั้งแรกที่วิ่งเป็นก้าวที่ยาก แต่อยากทำอะไรที่มากกว่าการดูหนัง ชอปปิง เดินเที่ยวฆ่าเวลา เลยลองวิ่ง ตอนแรกแค่เหนื่อยและเริ่มยากตอนซ้อมจริงจัง

คุณหมอฟันนักวิ่งยังบอกอีกว่า “การเลือกมาวิ่ง หนูอยากมีสุขภาพกายใจที่ดีขึ้นเฉย ๆ แค่นั้นเลยค่ะ ตอนแรกวิ่งได้ร้อยเมตร นาทีเดียวก็หยุด เปลี่ยนวิ่งสลับเดิน พอเพื่อนเห็นเริ่มวิ่ง ก็ชวนลงงานวิ่ง วิ่งได้ 10 กิโลเมตร ครั้งแรกทำเวลาได้ 65 นาที วิ่งเข้าเส้นชัยได้ก่อนเพื่อนที่ชวนขนาดแวะเข้าเซเว่นไปด้วย พอเห็นคนที่วิ่งแล้วได้รางวัล เลยมาคิดท้าทายตัวเองว่า อยากได้ถ้วยรางวัลเลย พอได้ถ้วยรางวัลเป็นถ้วยอายุ อยากได้ถ้วยรางวัลที่ใหญ่กว่านี้ เริ่มวางเป้าหมายใหม่พอเพิ่มความท้าทายตัวเองไปเรื่อย ๆ เริ่มหางานวิ่งที่มีคนอื่นเขาแข่งมีเงินรางวัล ซึ่งเป็นอีกเลเวลหนึ่ง มีการซ้อมมากขึ้น ช่วงที่พี่ตูน บอดี้สแลมวิ่ง แล้วเขานำเงินบริจาคให้โรงพยาบาล เป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่มาก เลยตั้งใจวิ่ง แล้วพอได้เงินรางวัลจากรายการวิ่งที่ลง หนูนำ เงินรางวัลที่ได้ไปช่วยโรงพยาบาลและทำแบบนี้มานาน 8-9 ปีแล้ว

การที่เราเอางานอดิเรกคือ “วิ่ง” มาทำประโยชน์ เป็น การพิสูจน์ว่า เพียงแค่เรารักการวิ่งแล้วยังสามารถทำให้เกิดประโยชน์กับคนอื่นได้การบูสพลังงานดี ๆ ทำหลายทาง พอวิ่งจริงจัง เราเจอสังคมวิ่งที่ทุกคนไม่มีกำแพงว่าเราเป็นใคร เพราะกีฬาไม่มีกำแพงกั้นระหว่างกัน แต่เป็นการรวมคนที่รักกีฬาได้มารวมกัน และเราได้เจอพลังใจที่ดีจากกลุ่ม ทุกคนช่วยให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านการใช้ชีวิตประจำวัน พอวิ่งหนูพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีทุกอย่าง หนูมีอาชีพที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ และได้ทำในสิ่งที่เรารัก นั่นคือการวิ่ง และใช้การวิ่งมาทำประโยชน์ได้ ฟูลฟีลในทุกอย่างที่เราสามารถแบ่งปันให้คนอื่นได้ หนูเป็นคนให้ มีความสุข คนรับก็แฮปปี้ เวิร์กไลฟ์บาลานซ์จะเกิดขึ้นได้คือชีวิตเราถูกฟูลฟีลในทุกด้านครบแล้ว เป้าหมายชีวิตหนูปีหน้ามีเป้าหมายที่อยากวิ่งมาราธอนให้ได้เวลาต่ำกว่า 3 ชั่วโมง อยากทำให้สำเร็จ เพราะมีคนบอกว่า ถ้าหนูทำได้จะช่วยบริจาคเงินช่วยโรงพยาบาลร่วมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่วางเป้าหมายไว้ค่ะ”.
****************
ทีมสตรีเดลินิวส์



