ความเคลื่อนไหวของพรรคส้ม ตั้งแต่เป็นพรรคอนาคตใหม่ ถูกวิจารณ์ ตั้งคำถามว่า“ต้องการรื้อถอนหรือเปลี่ยนโครงสร้างสำคัญของชาติหรืออย่างไร ” และว่า มันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยอันดีในประเทศ… ในครั้งที่ยังเป็นพรรคอนาคตใหม่ พรรคถูกเชื่อมโยงให้ไปเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ที่เรียกตัวเองเป็นกลุ่ม“ปลดแอก” ซึ่งตอนนี้ก็เงียบไปมากแล้ว …ตอนนั้น“ผู้อยู่เบื้องหลัง”ม็อบ ( ใครก็ไม่รู้นะ ) สร้างภาพฝันว่า การเคลื่อนไหวจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างไร ผู้เคลื่อนไหวเป็น people of revolution

ก็อย่าปฏิเสธกันเลยว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่ม“ทะลุ”อะไรต่างๆ นี่ ต้องการตีรวนไปถึงสถาบันหลักของชาติ  และที่พรรคส้มถูกนำไปผูกโยงด้วย เพราะมีภาพปรากฏตัวในม็อบ เอาตำแหน่ง สส.ไปประกันตัวผู้ต้องคดี ..ในคราวที่เป็นพรรคก้าวไกล พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคขณะนั้น ปล่อยม็อบทะลุ ขึ้นไปทำโพลไม่เอา ม.112 บนเวที กลายเป็นข้อครหานำไปสู่การยุบพรรคว่า “หาเสียงโดยดึงสถาบันหลักของชาติลงมาเป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชน”

จนมาวันนี้ “หัวหน้าเท้ง”ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ บอกว่า “ไม่มีนโยบายเกี่ยวกับการแก้ ม.112” แต่กองแช่งพรรคก็บอกว่าไม่เชื่อ และว่า ถ้าพรรคส้มเลิกนโยบายตีกระทบไปถึงสถาบันหลักของชาติจริง ก็อย่าเอาพวกต้องคดี ม.112 มาลงสมัคร สส.สิ .. ซึ่งก็ไม่เห็นว่าสื่อที่ไหนเคยถามถึงเรื่องเอาผู้ต้องคดีมารับสมัคร สส. ถ้าถามจริงๆ ในความเป็นพรรคโชว์หัวก้าวหน้า เขาก็อาจบอกว่า เป็นคดีที่ศาลยังไม่ตัดสิน หรือว่าไปถึงการให้โอกาสคน

มาวันนี้ เจอมรสุมเรื่องทหารอีก เมื่อ “บิ๊กโอ๋”พล.ท. ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก โพสต์แสดงความเห็นรับปีใหม่  ว่า มีพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ใช้วาทกรรมด้อยค่ากองทัพว่า รบที่ไหนก็แพ้ -ทหารมีไว้ทำไม ซึ่งวาทกรรมได้ถูกทลายลงอย่างสิ้นเชิงจากสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา “ คุณจะด่าทหารเลวคุณด่าไป แต่ทหารที่ไม่เกี่ยวข้องต้องมาสะดุ้งกับวาทกรรมด้อยค่าในขณะที่ที่เขาไปทำหน้าที่ที่ชายแดน มันบั่นทอนความรู้สึก  อย่าด่าเหมารวม มันไปกระทบความรู้สึกความภูมิใจในอาชีพของทหารที่เหลือ”

แน่นอน ไอ้วาทะ“มีทหารไว้ทำไม” หรือวาทกรรมตัดงบทหาร บอกว่าสู้ไปก็ไม่ชนะ ก็มาจากพรรคส้มนั่นแหละ ซึ่งในช่วงนี้กระแสชาตินิยมแรง จากเหตุการณ์ไทย- เขมร การที่ทหารระดับสูงออกมาแสดงท่าทีเช่นนี้ ทำให้พรรคส้มไม่เอ็นจอยนัก ตอบโต้ว่า เราเป็นพรรคที่รักทหารที่สุดด้วยซ้ำ เพราะเรียกร้องทุกอย่างเพื่อคุณภาพชีวิตและสวัสดิการของทหารชั้นผู้น้อย เห็นด้วยในการซื้ออาวุธจำเป็นด้วยซ้ำ และส้มต่อต้านสวัสดิการนายพลที่เกินเหตุ

ซึ่งมันจริง!! ในเรื่องที่พรรคส้มเรียกร้องเรื่องคุณภาพชีวิตและสวัสดิการทหารผู้น้อย เรื่องหนึ่งที่เขาพยายามผลักดันคือ แก้ไข พ.ร.บ.พระธรรมนูญศาลทหาร เพื่อให้คดีทุจริต คดีอาญาที่เกิดจากทหาร ต้องไปศาลพลเรือน เรื่องนี้เรียกร้องกันมาตั้งแต่สมัยม็อบเสื้อแดง จะเอาทหารที่เกี่ยวข้องกับการสลายม็อบไปขึ้นศาลพลเรือน ..และถ้าใครอ่านข่าวก็คงจะเคยเห็นข้อวิจารณ์ข่าวพลทหารถูกซ่อมตายในค่าย ว่ากระบวนการศาลทหารล่าช้า ..เหล่านี้มันทำให้กองทัพกลายเป็นแดนสนธยาที่ตรวจสอบได้ยาก มีข้อครหาช่วยพวกพ้อง  ( กลายเป็นว่า หมุดหมายสำคัญในการปฏิรูปตรงนี้ตกไปซะแล้ว เพราะธงทอง นิพัทธรุจิ กมธ.จากพรรคเพื่อไทย ยังให้คดีทหารอยู่กับศาลทหาร กมธ.เสียงข้างมากก็เห็นด้วย )  

แต่อนิจจาเอ๋ย… คำพูดเสียงดังไปถึงไหนๆ  น่าจะเป็นเพราะวาทกรรมมันติดหูง่ายกว่ารับรู้การกระทำ  ถูกตีประโคมว่าด้อยค่าทหารทั้งกองทัพ  วาทกรรมส่งตรงจากส้มถึงทหารไม่ได้มีแค่ “มีทหารไว้ทำไม” ลองไปเชคๆ ดูมีลูกพรรคคนอื่นพูดอีก อย่างเช่น“กองทัพส้นตีน ใช้โอกาสสร้างความชอบธรรมแก่ตัว ”ที่ สส.เนม สหัสวัต คุ้มคง ผู้สมัคร สส.ชลบุรี พรรคส้ม  วิจารณ์การข่าวทหารในช่วงมีการรบระหว่างไทย-เขมร จนคนอ่านซี้ดปากด่าแรงมาก  เจ้าตัวขอโทษแต่ไม่เห็นพรรคทำอะไร.. สายเชียร์ทหารช่วงสงครามเขาเหม็นขี้หน้าตั้งแต่นั้น ว่าปกติเห็นจริยธรรมสูง คราวนี้ดันเงียบ

วาทกรรมด้อยค่ามีมาตลอด !! นั่นไงถึงทำให้เสียงการกระทำที่ว่าแคร์ทหารของพรรคส้มเสียงไม่ดังพอ มีเรื่องกับกองทัพแบบนี้ ถูกโยงเอี่ยวกลุ่มม็อบต้านสถาบันแบบนี้ ทำให้กลุ่มที่ไม่ใช่แฟนส้มเดนตาย แต่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใคร เข็ดขยาด กลัวเลือกมาแล้วทำงานไม่ได้ เพราะฝั่งกองทัพก็ไม่ยอมลงให้ ก็น่ากลัวการทำงานชายแดนไม่เป็นเอกภาพ ทั้งชายแดนเขมร ใต้ เหนือที่มีขนย้ายยาเสพติด .. แถมแกนนำที่เป็นแคนดิเดตนายกฯ ก็ไม่รู้จะปลิวด้วยเรื่องจริยธรรมหรือเปล่า คดีเข้าชื่อแก้ ม.112 ยังคาอยู่ที่ ป.ป.ช. ซึ่งคดีจริยธรรมมันไปถึงตัดสิทธิ์ตลอดชีพได้

นอกจากเรื่องท่าทีต่อทหาร พรรคส้มยังเป็นที่หมั่นไส้และรำคาญในเรื่องความ woke .. คำนี้น่าจะหมายถึง “คิดว่าตัวเองตระหนักรู้สูงนัก และมักจะดราม่าเรื่องความเท่าเทียม”  นโยบาย woke ที่เถียงกันอยู่  คือการเรียกร้อง พ.ร.บ.คำนำหน้านาม กฎหมายตัวนี้จะให้กลุ่มข้ามเพศใช้คำนำหน้านามตามเพศใหม่ได้ เรื่องนี้เห็นผู้สมัครที่เป็น LGBT พรรคส้มดันสุดฤทธิ์

แต่กระแสคัดค้านต่อต้านมีมาก บอกว่า มันทำให้การทำงานของแพทย์ยุ่งยาก การทำงานของทะเบียนอะไรที่ต้องแยกเพศก็วุ่นวาย ผู้ชายหลายคนก็ไม่เอากลัวกะเทยหลอกแต่งงาน ( ซึ่งเขาว่าเขาไม่ได้เหยียดกะเทย  อย่ามายัดเยียดการที่เขาไม่อยากมีเซกส์กับสาวทรานส์ ว่าเป็นการเหยียดเพศ ) ..แต่ดูเหมือนเที่ยวนี้แกนนำรณรงค์ของพรรค ไม่ค่อยจะนำพา ยังจะยกตัวอย่างว่า กฎหมายคำนำหน้านามก็เคยแก้ให้ผู้หญิงเลือกใช้นางหรือนางสาวได้ ..ที่ยกตัวอย่างงี้ไม่ทราบนางคิดอะไรอยู่ ?  แต่มันไม่ใช่การกระโดดข้ามไปใช้สิทธิ์อีกเพศ

คนที่เห็นความจำเป็นจริงๆ เช่น กลุ่มข้ามเพศที่มีภาวะปฏิเสธความเป็นเพศเดิมของตัวเอง ก็มี..แต่ปัญหาคือ การรณรงค์ดันได้กระแสต่อต้านมาแทน เสียงนินทาคือหัวหอกเรื่องนี้ของพรรค ยังไม่มียุทธศาสตร์ในการทำให้สังคมตระหนักเห็นว่า “ต้องให้สิทธิ์นี้แก่คนที่เขาจำเป็นต้องได้” ดีพอ ซึ่งมันยากกว่าสมรสเท่าเทียม ..สมรสเท่าเทียมนั้นมีคนเห็นความจำเป็นจำนวนมาก กระบวนการผลักดันมีมาเป็นสิบปี ขณะที่รับรองเพศเริ่มจะทำให้กลุ่ม LGBT โดนด่า..ได้คืบจะเอาศอก

ก่อนถึงวันกาบัตร ก็ต้องเอาใจช่วยให้พรรคทบทวนการเคลื่อนไหวบางเรื่องดีๆ .     

 ………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”

คลิกอ่านบทความทั้งหมดได้ที่นี่