กลางเดือน ธ.ค. ปีที่แล้ว คณะผู้บริหาร และกองบรรณาธิการ “เดลินิวส์” ได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือน “หลวงพระบาง สปป.ลาว” เมืองมรดกโลก โดยนอกจากจะได้ซึมซับทัศนียภาพที่สวยงาม และสัมผัสศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมของเมืองที่เป็นหมุดหมายของนักเดินทางทั่วโลกแล้ว ยังได้มีโอกาสเยี่ยมชม โครงการ “หิ่งห้อย สตูดิโอ (HINGHOI STUDIO)”ซึ่งตั้งขึ้นด้วยแรงบันดาลใจที่อยากจะ “ส่งเสริมอาชีพ” ให้ชาวบ้าน-ให้ชุมชน ไปพร้อม ๆ กับความตั้งใจที่จะ “สืบสานภูมิปัญญาการทอผ้า” ของคนหลวงพระบางโดยเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมเพื่อสังคมของ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท หลวงพระบาง พาวเวอร์ จำกัด (LPCL) ผู้พัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ หลวงพระบาง (LPHPP) โดยมี ช.การช่าง (ลาว) สนับสนุนด้านการก่อสร้างอาคาร ซึ่งโครงการนี้จัดทำขึ้นด้วยกรอบ CSR Strategy Framework 2565 – 2569 ของบริษัทฯ เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้ สร้างสรรค์ และพัฒนาอาชีพด้านหัตถกรรม ภายใต้โครงการ One Powerplant One Product (OPOP)

ทั้งนี้ นอกจากได้เห็นผลงานที่สะท้อนถึงฝีมือและความตั้งใจของสมาชิกในโครงการ ที่มีทั้งผู้หญิงและเด็ก ๆ แล้ว ทางคณะ “เดลินิวส์” ยังได้รับรู้เรื่องราว “แรงบันดาลใจ-ความตั้งใจ” ที่โครงการต้องการจะช่วยยกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ผู้คนที่นี่ผ่านการส่งเสริมอาชีพเย็บปักถักผ้า จากหนึ่งในผู้ที่อยู่เบื้องหลังการผลักดันจนทำให้ “หิ่งห้อย สตูดิโอ” เกิดขึ้น นั่นก็คือ “แป้ง-สีวลี ตรีวิศวเวทย์” ที่ปรึกษาของโครงการ โดยโครงการนี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา

โครงการหิ่งห้อยที่นี่เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่แป้งมีโอกาสไปเดินเล่นที่ตลาดบ้านห้วยยอ ซึ่งเป็นชุมชนใกล้ ๆ กับโครงการโรงไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งทุก ๆ ครั้งที่ได้มาไซต์งาน แป้งจะชวนพี่ ๆ พนักงานออกไปเดินเล่นที่ชุมชน เพราะไม่อยากอยู่แค่ในไซต์อย่างเดียว ซึ่งการที่เราชอบไปเดินซอกแซกดูวิถีชีวิตของผู้คนที่นี่ เพราะแป้งมองว่าพวกเขาทั้งหมดคือเพื่อนบ้านของโรงไฟฟ้าทั้งสิ้น ทำให้แป้งสังเกตเห็นว่าบ้านห้วยยอมีประชากรผู้หญิง และเด็ก ๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งเด็ก ๆ เขายังไม่ถึงวัยที่จะออกไปทำงานนอกบ้านได้ ทำให้ไม่มีรายได้ แป้งก็เลยกลับมาคิดว่า อยากจะทำโครงการสักอย่างขึ้นมาเพื่อช่วยสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้พวกเขา โดยอย่างน้อยก็เป็นการเริ่มต้นสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้านของเราไปเลยตั้งแต่แรก ไม่ต้องรอให้โรงไฟฟ้าสร้างเสร็จ”ที่ปรึกษาโครงการนี้กล่าวไว้

แป้ง-สีวลี ตรีวิศวเวทย์ ที่ปรึกษาโครงการ “หิ่งห้อย สตูดิโอ”

พร้อมกับเล่าต่อไปว่า หลังกลับมาคิดเรื่องนี้ ตอนนั้นโฟกัสไปที่การ “ส่งเสริมอาชีพผู้หญิง และเด็ก ๆ” เพราะมองว่าต่อให้ผู้หญิงไปทำงานรับจ้างในไซต์งาน ก็จะไม่ใช่อาชีพที่ยั่งยืน เพราะเมื่อโรงไฟฟ้าสร้างเสร็จก็จะไม่มีงานทำเหมือนเดิม แต่ถ้าหากสามารถดึงผู้หญิงในพื้นที่ และรวมถึงเด็ก ๆ ให้สนใจเข้ามาฝึกอาชีพงานผ้ากับทางโครงการ เมื่อเขาสามารถฝึกฝนจนสำเร็จ นอกจากจะมีรายได้จากชิ้นงานที่รังสรรค์ขึ้นแล้ว ทักษะที่ได้เข้ามาเรียนรู้จากโครงการก็จะใช้เป็นอาชีพที่สามารถนำติดตัวของเขาเองไปได้ตลอดชีวิต หรือถ้าหากบางคนอยากจะต่อยอดไปให้ไกลมากขึ้น ทางโครงการก็จะสนับสนุนเช่นกัน

อย่างตอนนี้ โชคดีมากที่เราได้ทำ MOU ร่วมกับวิทยาลัยเทคนิควิชาชีพหลวงพระบาง ทำให้ได้คุณครูที่เป็นคนหลวงพระบางมาช่วยสอนเกี่ยวกับเทคนิคต่าง ๆ ให้สมาชิกที่เข้ามาร่วมโครงการของเรา อาทิ การปัก การตัดเย็บ รวมถึงการใช้จักรเย็บผ้า โดยข้อดีที่ได้คุณครูที่เป็นคนท้องถิ่นมาสอนก็คือ ทำให้สมาชิกเรียนรู้ได้ไวยิ่งขึ้น เพราะเขาพูดภาษาเดียวกัน ใช้ภาษาเดียวกันในการสื่อสาร” ที่ปรึกษาโครงการ “หิ่งห้อย สตูดิโอ” เล่าเรื่องนี้

เวิร์กช็อปครั้งที่ 1 ให้กับเด็ก ๆ โดยคุณครูวิทยาลัยเทคนิควิชาชีพหลวงพระบาง

สำหรับ “บ้านห้วยยอ” ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการ “หิ่งห้อย สตูดิโอ” เธอให้ข้อมูลว่า เป็นหมู่บ้านที่ย้ายมาจากตลิ่งแม่น้ำโขงขึ้นมาอยู่ด้านบน โดยทางโครงการโรงไฟฟ้าได้จัดสรรบ้านให้ กับจัดสร้างสถานีอนามัย วัด และโรงเรียน รวมถึงจัดพื้นที่ทำกินให้กับชาวบ้านด้วย ซึ่งที่หมู่บ้านห้วยยอนี้ ตอนแรกเป็นพื้นที่เป้าหมายนำร่อง แต่ด้วยความที่ชุมชนนี้ไม่ได้มีการทอผ้าที่เป็นกิจจะลักษณะ มีน้องที่ทำอยู่จริง ๆ แค่ 1 หลัง ซึ่งเป็นช่างทอผ้าชาวไทลื้อจากหมู่บ้านอื่น ที่แต่งงานกับคนหมู่บ้านนี้แล้วมาอยู่ที่นี่ ก็เลยต้องมาปรับเปลี่ยนวิธีการกันเล็กน้อย โดยหันมาเน้นเรื่องของ “เศรษฐกิจหมุนเวียน” เพื่อขับเคลื่อนชุมชนท้องถิ่น โดยจะเลือกใช้แต่ “ผ้าทอลาว” เนื่องจากพบว่า ผ้าลาวเป็นผืนในตลาดไม่ค่อยมีคนซื้อ หรือที่ขายได้ก็มักจะได้ราคาไม่คุ้มค่ากับความตั้งใจ ความทุ่มเท และเวลาที่ใช้ไปกับการทอ ทั้งที่บางชิ้นมีลวดลายน่ารักและมีคุณค่าเชิงอัตลักษณ์ซ่อนอยู่ โครงการก็เลยนำผ้าลาวเหล่านี้มาประยุกต์เป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงง่ายขึ้น อีกทั้งช่วยรักษาไม่ให้ผ้าทอลาวสูญหายไปจากวิถี ด้วยเหตุนี้ภายใต้หมวก “หิ่งห้อย สตูดิโอ” ก็เลยเกิดขึ้นเป็น “หิ่งห้อย คราฟต์ (HINGHOI CRAFT)” อีกหนึ่งกลไก

คุณปารเมศ เหตระกูล ผู้บริหาร “เดลินิวส์” รับมอบของที่ระลึกจากคุณธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ ผู้บริหาร “ซีเค พาวเวอร์”

เหมือนเป็นแขนอีกข้างที่งอกมาค่ะ (หัวเราะ) ก็เลยทำให้โครงการนี้มีสองกลไกเป็นตัวขับเคลื่อน ก็คือ หิ่งห้อย สตูดิโอ จะเป็นพื้นที่ฝึกอาชีพโดยตรงที่ได้รับการสนับสนุนจากซีเค พาวเวอร์ กับหลวงพระบาง พาวเวอร์ เพราะต้องมีเงินสนับสนุนค่าจ้างวิทยากร ค่าซื้ออุปกรณ์ วัสดุต่าง ๆ รวมทั้งชาวบ้านที่มาฝึกจะได้ค่าจ้างการมาฝึกด้วย เพื่อสร้างแรงจูงใจให้อยากมาฝึกอาชีพ ส่วนหิ่งห้อย คราฟต์ จะเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และช่วยหาตลาดให้ ซึ่งในส่วนของหิ่งห้อย คราฟต์ จะเป็นเงินทุนของตัวเราเอง โดยเราจะไปดูผ้าจากหมู่บ้านที่เป็นแหล่งผลิตผ้าฝ้ายที่ขึ้นชื่อในหลวงพระบาง แล้วก็นำผ้ามาทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยนำเรื่องดีไซน์ และการออกแบบที่ทันสมัย หรือลูกเล่นสมัยใหม่ เข้ามาใช้ เพื่อให้สินค้ามีความร่วมสมัย ที่คนเห็นแล้วต้องอยากควักเงินซื้อด้วยตัวของสินค้าเอง เพราะเราตั้งใจไว้ว่า สินค้าของหิ่งห้อยนั้นต้องขายด้วยตัวเองได้ ไม่ใช่ให้คนมาซื้อเพราะสงสาร เพราะแบบนั้นมันไม่ยั่งยืน และอีกอย่าง เราอยากทำโครงการนี้เพราะรู้ว่าจะต้องดี เพราะสำหรับเราแล้วความสำเร็จของธุรกิจไม่ได้วัดกันที่แค่ตัวเลขหรือผลกำไร แต่คือการมีสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้านด้วย” ทาง แป้งสีวลี ย้ำเสียงหนักแน่นเกี่ยวกับเรื่องนี้

ส่วนจัดแสดงผลิตภัณฑ์ “หิ่งห้อย คราฟต์”

ทั้งนี้ เธอยังบอกอีกว่า “เป้าหมาย” ของโครงการ ช่วงแรก ๆ ตั้งใจทำให้ “หิ่งห้อย คราฟต์” พัฒนาผลิตภัณฑ์ออกมาได้เรื่อย ๆ เพื่อหารายได้เข้ามา ซึ่งเมื่อได้กำไรจากการขายชิ้นงานก็จะจัดสรรกำไรมากกว่า 20% คืนสู่ชุมชน เช่น ให้ทุนการศึกษาเด็กที่เป็นสมาชิกโครงการ ให้มีโอกาสได้เข้าไปเรียนที่วิทยาลัยเทคนิควิชาชีพหลวงพระบาง เพื่อที่เด็ก ๆ เหล่านี้จะกลับมาเป็นบุคลากรและพลังที่สำคัญของโครงการต่อไปในอนาคต อย่างไรก็ดี แต่ทั้งสองกลไกนี้ ไม่ว่าจะเป็น หิ่งห้อย สตูดิโอ หรือ หิ่งห้อย คราฟต์ ล้วนมีเป้าหมายสำคัญเหมือนกัน คือ สร้างความยั่งยืนให้ชุมชนคนหลวงพระบาง

คอลเลคชันแรก ๆ ของเราจะนำผ้าทอไทลื้อมาใช้พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย ซึ่งผ้าทอไทลื้อ ในไทยก็มี เพียงแต่ว่าในลาวนั้น การใช้สี และองศาลายผ้า จะแตกต่างกัน ซึ่งเราเริ่มทำในปีมะเส็ง ปีงูเล็ก ก็เลยเลือกผ้าลายดั้งเดิมของผ้าที่บ้านนายาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตผ้าที่มีชื่อเสียงอีกแห่งของหลวงพระบาง ที่เป็นลายงู นำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ โดยไม่ให้เปลี่ยนแปลงลายเลย ขอเปลี่ยนแค่สีเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้ถูกใจคนยุคใหม่มากขึ้น เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจที่ถ่ายทอดออกมาผ่านคำบอกเล่าด้วยน้ำเสียงที่มุ่งมั่นของที่ปรึกษาโครงการนี้

บางส่วนของผลิตภัณฑ์น่ารัก ๆ และน่าซื้อ

ท่ามกลางสายฝนพรำ และแสงอาทิตย์ที่ค่อย ๆ ลดลง ก็เป็นเวลาที่เราใกล้จะต้องเดินทางกลับออกจากพื้นที่โครงการ โดยก่อนจะลากัน ทางคณะ “เดลินิวส์” ได้ถามถึง “ความประทับใจ” ที่พบเจอจากการเข้ามาผลักดันโครงการนี้ จากหินก้อนแรกจนกลายเป็นโครงการที่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่ง “แป้ง-สีวลี” เธอบอกว่า ช่วงระยะเริ่มต้นนั้นแม้จะมีความท้าทายหลายเรื่องที่ต้องก้าวข้ามให้ได้ แต่ระหว่างก้าวที่ทำงาน ก็มีเรื่องราวที่ช่วยเติมพลังใจให้เธอเดินต่อหลาย ๆ เรื่อง

ที่ประทับใจเรื่องหนึ่งก็คือ ตอนที่เราจัดเวิร์กช็อปช่วงแรก ๆ เพื่อสอนสมาชิกของเราที่มีทั้งเด็ก ทั้งผู้หญิง บางคนก็หอบลูกมาฝึกอาชีพด้วย พนักงานของเราก็ต้องกลายเป็นพี่เลี้ยงเด็กจำเป็นในบางครั้ง เพื่อให้แม่ ๆ เขาได้ทุ่มเทสมาธิกับการเรียน ซึ่งแม้ช่วงแรก ๆ จะขลุกขลักไปบ้าง แต่พอได้เห็นผลงานที่เขาทำออกมาก็หายเหนื่อย ซึ่งมีเวิร์กช็อปครั้งหนึ่ง แม่ ๆ และเด็ก ๆ มาร่วมกันพัฒนาลายของเราขึ้นมากันเอง โดยมีคอนเซปต์ว่าอยากได้ลายที่สามารถเชื่อมโยงเมืองหลวงพระบางกับโรงไฟฟ้าของเราได้ แม่ ๆ น้อง ๆ สมาชิกของเราก็เลยทำออกมาเป็นลวดลายทิวทัศน์ของเส้นทางจากเมืองหลวงพระบางมาถึงโครงการโรงไฟฟ้า โดยมีเด็ก ๆ มาช่วยปักตัวหนังสือคำว่าหลวงพระบาง โดยมีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยด้วย ซึ่งลายนี้เราต้องการจะสื่อว่า ชุมชนกับธุรกิจนั้น…เติบโตยั่งยืนร่วมกันได้”.

คณะผู้บริหาร และกองบรรณาธิการ “เดลินิวส์” ถ่ายภาพร่วมกับผู้บริหาร “ซีเค พาวเวอร์”

ตำนานลับ 9 ปี ‘แสงหิ่งห้อย’

แป้ง-สีวลี ตรีวิศวเวทย์” พูดถึง “โลโก้” ของ “หิ่งห้อย สตูดิโอ (HINGHOI STUDIO)”และ “หิ่งห้อย คราฟต์ (HINGHOI CRAFT)”ที่ทางคณะ “เดลินิวส์” เราเห็นตั้งแต่ทางเข้าด้านหน้าอาคารฝึกอาชีพ และที่ช็อปแสดงผลิตภัณฑ์ รวมถึงปรากฏสอดแทรกอยู่ในผลิตภัณฑ์รูปแบบต่าง ๆ โดยบอกว่า โลโก้เหล่านี้ได้มาจากการให้พนักงานของบริษัททั้งในประเทศไทย และ สปป.ลาว ได้มีส่วนร่วม ด้วยการจัดประกวดออกแบบกันเองภายใน ที่สุดก็ได้โลโก้นี้มาใช้งาน และนอกจากนั้น เธอยังเผย “ความลับของชื่อหิ่งห้อย” ให้ฟังด้วยว่า เรื่องนี้ต้องย้อนไปกว่า 9 ปี โดยตอนนั้นเป็นปีแรกที่บริษัทเริ่มทำกิจกรรมเพื่อสังคม ด้วยการไปสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำเล็ก ๆ ให้ชุมชน บนดอยที่ จ.แม่ฮ่องสอน… “วันนั้น ช่วงเย็นก่อนจะถึงวันทำพิธีส่งมอบ ปรากฏเนื้องานไม่เป็นไปตามที่ตั้งใจ ทำให้น้อง ๆ พนักงานซีเค พาวเวอร์ ทุกคนต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ ซึ่งตอนนั้นฟ้าค่อย ๆ มืดลงเรื่อย ๆ ทำให้ทุกคนต้องนำไฟฉายคาดหัวมาสวมหัวเพื่อทำงานต่อ ทีนี้พอมองไปมองมามันเหมือนกับฝูงหิ่งห้อยที่กำลังส่องแสงสว่างอยู่ท่ามกลางความมืดมาก จากภาพนี้ ในที่สุดก็เลยกลายมาเป็นชื่อของกิจกรรมเพื่อสังคมของบริษัท คือโครงการหิ่งห้อยนั่นเอง ซึ่งปีนี้ทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสังคมเข้าสู่ปีที่ 9 แล้ว”.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รายงาน