เวลาอีกไม่ถึง 1 เดือน ก็จะถึงห้วงเวลาสำคัญ เมื่อประชาชน ที่มีสิทธิเลือกตั้ง จะมีอำนาจตัดสินใจกำหนดอนาคตประเทศ โดย กกต.กำหนดให้วันที่ 8 ก.พ. 69 เข้าคูหากาบัตร ช่วงที่ผ่านมา บรรยากาศหาเสียงเป็นไปอย่างคึกคัก แต่ละพรรคก็ โหมเสนอทั้งนโยบาย และตัวบุคคลที่จะเข้ามาทำงานฝ่ายบริหาร โชว์ให้เห็นถึงความพร้อม
ถ้าไล่ดูตามโพล และ ข้อเท็จจริง ทางการเมือง พรรคที่จะมีโอกาสเป็นแกนนำรัฐบาล คงหนีไม่พ้น 3 พรรคการเมืองใหญ่ ภูมิใจไทย ประชาชน เพื่อไทย ที่ผ่านมาแต่ละพรรค ก็ยึดครองความนิยมในลำดับหนึ่ง ตามผลสำรวจของโพลสำนักต่าง ๆ ซึ่งเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์การเมืองทำนายไว้ก่อนหน้านี้ ฝ่ายที่จะได้ ครอบครองอำนาจรัฐ หนีไม่พ้นขั้วการเมือง น้ำเงิน ส้ม แดง ซึ่งมีจุดอ่อนจุดแข็งที่แตกต่างกันไป
แต่พรรคการเมืองที่ล้ำหน้าคู่แข่งคือ “ภูมิใจไทย” นอกจากจะได้รับรู้แคนดิเดตนายกฯ ประกอบด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล และ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ยังได้รับรู้บุคคลที่จะเข้ามาช่วยงานด้านเศรษฐกิจ ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่จะเข้ามาสานต่อ ในฐานะ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ในเรื่องประสบการณ์ไม่ต้องพูดถึง ผ่านการดูแลหน่วยงานสำคัญในกระทรวงการคลังเกือบครบทุกกรม
ช่วงเข้ามารับตำแหน่งทางการเมือง ในรัฐบาลนายอนุทิน ก็สร้างผลงานให้ประชาชนยอมรับ อย่างเช่น โครงการคนละครึ่งพลัส ทำให้ทั้ง “ประชาชน” และ “เพื่อไทย” ยังต้องบรรจุโครงการคนละครึ่ง ไว้ในนโยบายทั้งสองพรรค โดยเฉพาะอดีตพรรคแกนนำรัฐบาล เพิ่มสูตร ให้รัฐจ่าย 70 ส่วนประชาชน จ่ายเพียง 30
หลังจากในช่วง “เพื่อไทย” เป็นรัฐบาล ไม่กล้าผลักดันโครงการนี้ ด้วยเกรงข้อครหา ลอกเลียนรัฐบาลลุงตู่ แต่พอเห็นรัฐบาลภายใต้การนำของ “ภูมิใจไทย” นำมาผลักดันเป็นนโยบายเรือธง แล้วมีเสียงตอบรับ ประชาชนอย่างกว้างขวาง มีเสียงเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารชุดต่อไป สานต่อโครงการนี้ เพราะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายอย่างเห็นผล
ส่วน “นางศุภจี สุธรรมพันธุ์” คงเข้ารับตำแหน่ง รองนายกฯ ควบ รมว.พาณิชย์ เพราะ 2 เดือนที่เข้ามาทำงานฝ่ายบริหาร โชว์การนำสินค้าเกษตร ไปขายต่างประเทศ ต่อเนื่อง ทั้งข้าวและมันสำปะหลัง อีกทั้งยังเดินสายเปิดตลาดสินค้าไทยอย่างต่อเนื่อง
จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะความสำเร็จจากการบริหารงาน ด้านธุรกิจเอกชน ก็มีหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร คงต้องชื่นชม ที่ยอมเสียสละ ทิ้งงานที่มีค่าตอบแทนด้วยวงเงินสูง มาช่วยสร้างความเจริญให้ประเทศชาติ
ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา “พรรคประชาชน” ทยอยเปิดเผย ทีมผู้บริหารรัฐบาลประชาชน ตามแคมเปญ The Professionals แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ว่า ยังไม่ปังเท่าที่ควร บางคนที่ยังมีเสียงวิจารณ์ในทางลบ โดยเฉพาะ “นายพิศาล มาณวพัฒน์” อดีตเอกอัครราชทูตไทย ในหลายประเทศ ซึ่งเคยเป็นอดีต 250 สว. ซึ่งเป็น สว.เสียงข้างน้อยที่โหวต “นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เป็นนายกฯ เมื่อปี 2566 นั้น
ถูกระบุเคยรับใช้ “ระบอบประยุทธ์” แม้ว่าสุดท้ายจะเคยโหวตนายพิธาเป็นนายกฯก็ตาม แต่ถือว่า คุณสมบัติอาจไม่เหมาะสม หากพรรคต้องการบุคคลมาเป็นรัฐมนตรีจริง ๆ นอกจากนี้ยังเคยถูกกล่าวหา เรื่อง พฤติกรรมส่วนตัว บางอย่าง ระหว่างรับราชการที่ กระทรวงการต่างประเทศ
ด้าน “นายพิศาล” ยืนยันใน ระหว่างรับราชการ ที่กระทรวงการต่างประเทศ ไม่เคยกล่าวอะไร ที่เป็นการสนับสนุน การปฏิวัติรัฐประหาร ส่วนการตอบคำถามพิธีกร มาในฐานะ ตัวแทนประเทศไทย ขณะที่ประเด็นเรื่องส่วนตัวที่เกิดขึ้นประมาณกว่า 20 ปีมาแล้ว ยอมรับผิด และได้ผ่าน กระบวนการรับผิด ต่อหน่วยงานต้นสังกัด ทั้งครอบครัวได้ให้อภัย และสนับสนุนการเข้าสู่การทำงานการเมือง
ขณะที่ “นายมุนินทร์ พงศาปาน” อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มีชื่อเป็น “รมว.ยุติธรรม” ก็ถูกตั้งคำถามเรื่องการผลักดัน การแก้ไขมาตรา 112 และจุดยืนที่มีต่อพ.ร.บ.นิรโทษกรรม จะรวมถึงครอบคลุม เรื่องละเอียดอ่อน หรือไม่
นั่นหมายความว่า จากจุดแข็งอาจ กลายเป็นจุดอ่อน หากพฤติกรรมและจุดยืนในอดีต จะถูกตรวจสอบและ ตามหาความจริง.
“เขื่อนขันธ์”



