จัดเป็นอีกหนึ่งสาวเก่งของวงการบันเทิงสำหรับ กิ๊ฟท์ซ่าปิยา พงศ์กุลภา หรือ กิ๊ฟท์ซ่า เกิร์ลลี่เบอร์รี่ ที่ล่าสุดเดินหน้าปล่อยเพลงเข้ามาในวงการ T-POP อย่างต่อเนื่องและทุก ๆ เพลงของเธอนั้นก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดีเกินต้านจริง ๆ ไหนจะโหมดเรื่องราวส่วนตัวของเธอที่บอกเลยว่าใคร ๆ ก็อยากรู้อีก ทำให้ บันเทิงเดลินิวส์ ไม่พลาดขอคว้าตัวเธอมาเล่าที่มาที่ไปของการเดบิวต์เป็นศิลปินเดี่ยวในครั้งนี้สักหน่อย

“เป็นการกลับมาเจอกันอีกครั้ง ตรงตามตัวเลยค่ะ ที่ใช้ชื่อนี้ เรามองว่าในความเป็นกิ๊ฟท์ซ่าคือมันรุ่งเรืองมากในการเป็นเกิร์ลลี่เบอร์รี่ มันสร้างเรามาเป็นทุกวันนี้ ในการเดินทางต่อในฐานะศิลปินเราอยากพูดเรื่องใหม่ ในวันที่เราโตแล้ว มันเลยเป็นชื่อที่บอกในจุดที่ก้าวและโตขึ้นไป  GIFT C YOU นี่คือตรงที่สุดค่ะ อยากให้เขาจำอีกภาพหนึ่งไปเลยค่ะ”

“ใช่ค่ะ (ยิ้ม) เป็นการกลับมาเจอกันอีกครั้งหนึ่ง  GIFT C YOU ค่ะ ถามว่าเราอยู่วงการมานานขนาดไหนแล้ว คือเริ่มต้นเกิร์ลลี่เบอร์รี่ในปี 2545 ตอนนั้นเราอายุ 17 ปี ผ่านมา 23 ปีแล้ว (ยิ้ม) เหมือนนานมาก แต่มันผ่านไปพริบตาเดียวจริง ๆ อัลบั้มแรกปล่อยมาและประสบความสำเร็จปี 2547 ช่วงนั้นเกิร์ลลี่เบอร์รี่มีเพลงมา 11 อัลบั้ม เป็นยุครุ่งเรืองจริง ๆ ซึ่งจากล่าสุดเพลงใหม่สุดท้ายของเกิร์ลลี่เบอร์รี่คือเพลง “ขอได้ไหมผู้ชายของเธอ” ตอนที่ออกยังไม่คิดเลยว่าเพลงช้าของเราคนจะฟัง เพราะเพลงช้าต้องเต้น แต่พอเราโตขึ้นมา หลังจากเพลงนี้ออก เพลงนี้กลายเป็นเพลงฮิตไปเลย จนเรารู้สึกประหลาดใจมาก ๆ หนึ่งครั้งจนติ๊กต็อกบูมเราประหลาดใจมากเลย ที่เพลงเก่า ๆ ของเรากลับมาฮิตอยู่อย่างนั้น มันเป็นเรื่องที่เซอร์ไพรส์มาก ๆ ตอนนั้นต้องบอกว่าเราเป็นเกิร์ลกรุ๊ปที่ต้องต่อสู้กับความคิดเห็นของทุกคนเลย เรารู้สึกว่าตอนนั้นมันไม่ได้เหมือนตอนนี้นะ เพราะตอนนี้คนชอบเพลงเราหมด เราต้องต่อสู้กับคำสบประมาทมากมาย ตอนนี้เด็ก ๆ หลายคนบอกว่าแม่หนูฟังเพลงแม่ดีมาก ชอบมาก ดีใจนะคะ แต่กลายเป็นว่าคำว่าเกิร์ลลี่เบอร์รี่เติบโตมาพร้อมพวกเขาค่ะ ดีใจมาก ๆ”

“จุดที่เรายังได้รับความรักค่ะ ทำให้กิ๊ฟท์มีไฟในจุดที่อยากกลับมาสื่อสารกับแฟน ๆ ที่รักอีกครั้งหนึ่ง ตอนแรกกิ๊ฟท์ไม่รู้เลยว่าวงการตอนนี้เป็นอย่างไร เราอยู่ในโซเชียล แต่เราไม่ได้อยู่ในฐานะดาวติ๊กต็อกต่าง ๆ เรากลับมาทำเพลงอีกครั้งต้องเรียนรู้เยอะมาก สมัยก่อนโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ คือสื่อหลักที่ทุกคนต้องรู้จัก แต่ในยุคนี้ไม่ใช่ มันคือหลายอย่างมาก มันคือความท้าทายมาก ๆ ที่จะกลับมา เหมือนเราเริ่มต้นใหม่เลย เหมือนเราเพิ่งเดบิวต์เหรอ (ยิ้ม)รีสตาร์ตใหม่หมดเลย ถ้าเราเรียนรู้ได้ ก้าวไปได้ในฐานะศิลปินในวงการเพลง มันน่าจะเปิดโลกเรามาก ๆ เลย”

“ใช่ค่ะ ตอนนี้ยังเป็นคำว่า GIFT C YOU อยู่นะคะ เรากำลังปั้นชื่อนี้ ในอัลบั้มจริง ๆ มี 12 เพลงและมีอีก 12 เพลงรวมทั้งหมด 24 เพลง และมีน้อง ๆ ในทีมอีกที่จะปล่อยออกมา เราจะมาปรับอีกทีว่าจะปล่อยยังไง แต่เซอร์ไพรส์แน่ ๆ เริ่มต้น 12 เพลงแรกที่เป็นของผู้หญิง 8 เพลงเสร็จแล้ว ไม่ได้ปล่อยทีเดียวทั้งหมด ทยอยปล่อยออกมาค่ะ อย่างเพลงแรกที่ปล่อยออกมาชื่อว่า “Thailand Dan Smile” กระแสดีมาก ๆ เพิ่งจะรู้ว่าการเป็นศิลปินเดี่ยวต้องมีแดนเซอร์เยอะขนาดนี้เลย (หัวเราะ) ก็ดีใจค่ะที่คนชอบเพลงของเรา”

“(หัวเราะ) เขิน ศิลปินเดี่ยวค่ะ (ยิ้ม) พอได้มาเป็นตัวเองอย่าง  GIFT C YOU เราได้ทำทุกอย่างเลยค่ะ (ยิ้ม) เราก็รู้สึกถึงบุญคุณของค่ายขึ้นมาเลย นึกถึงบุญคุณของอาร์เอสฯเลยค่ะ แต่งเพลงเราก็ทำเอง ทำหมดเลย เรามีทีมช่วยกันแต่งเนื้อเพลงในแต่ละเพลง คอนเซปต์เพลงก็มาดูร่วมกัน ช่วยกัน ในช่วงโควิดที่ผ่านมามันเครียดเราก็เลยมาแต่งเพลงกัน คือเราทำเองทุกขั้นตอน วางตารางโปรโมตและทุกอย่างเองหมด ยกตัวอย่างเพลง “Thailand Dan Smile”ตอนแรกมันยังทำออกมาไม่สมบูรณ์มากนัก แต่มันคือการทำงานที่เราทำเองหมด คือเราต้องแพลนให้ทุกอย่างอยู่ถูกที่ถูกเวลา ให้คนฟังและเพลงมาเจอกันและคนสนใจค่ะ”

“ใช่ค่า “Crystal Music and Media” หรือ CCM  นะคะ ซึ่งต้องบอกก่อนว่าธุรกิจที่กิ๊ฟท์ทำก่อนหน้านี้มันเป็นธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่เป็นการร่วมงานกับครีเอเตอร์ที่เป็นนักขาย ที่ปักตะกร้า พอรูปแบบมันคือการทำงานกับครีเอเตอร์ในปัจจุบัน สินค้าที่เราขายคือสินค้าของแบรนด์ต่าง ๆ ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นเพลงและคอนเทนต์ต่าง ๆ แทน รูปแบบไม่ต่างกัน”

“เพราะเรารู้ว่าในโลกออนไลน์ การที่เรามีวงจรที่มันครบย่อมดีกว่าไม่มี ถ้าสมมุติเราเป็นนักขายอย่างเดียวมันก็ได้แค่อย่างเดียว แต่ถ้าเราเป็นอย่างอื่นเช่น เราเป็นนักทำมีมนะ เราเป็นนักร้อง นักเล่าเรื่อง เรามีความชอบเรื่องผี หรือการดูหนังแล้วเอามาปรับและผนวกกัน มันอาจจะเป็นมิติใหม่ในการที่เราสร้างรายได้ในอากาศหรือเปล่า (ยิ้ม) เลยพยายามทำให้มันเป็นรูปเป็นร่างค่ะ เราปรับมาจาก
อีคอมเมิร์ซที่ทำอยู่ การทำเพลงมันมีมากกว่านั้น มันคือการรวมกลุ่มของลูกค้าเราแต่เราเรียกเขาว่าลูกค้าไม่ได้ แต่เรียกเอฟซี แฟนคลับ แฟนด้อม หรือด้อม มากกว่าค่ะ”

“ตอนนี้โสดสนิทเลยค่ะ เราเป็นคนบ้างานมาก กิ๊ฟท์บ้าจริง ๆ พอเวลาเราจะออกเพลงเราต้องบิวต์ตัวเองให้อินเลิฟ (ยิ้มเขิน) เอาจริง ๆ กิ๊ฟท์ไม่ได้คิดเลย คือเวลามีคนมาคุยด้วย หรือมีคนที่เรารู้สึกว่าเขาน่ารักดีเนอะ พอเราคิดต่อว่าในการที่เราจะเป็นแฟนกับใครสักคน หรือมีความสัมพันธ์หลังจากนี้ไป เราจะเจออะไรบ้าง คิดเป็นฉาก ๆ ไป (ยิ้ม) เราเลยคิดว่าไม่ใช่ตอนนี้ที่จะคบกับใคร หรือเราไม่มีเวลาทำความรู้จักกับใคร เพราะเวลาของเรามันไปกับงานทั้งหมด เราอยากทำงานให้มันดีที่สุด กิ๊ฟท์มองว่าเราอยากทำสิ่งที่ทำให้ดีที่สุด คือถ้าเรามีแฟนหรือมีอย่างอื่น เราก็คิดว่ามันจะเปลี่ยนโฟกัสเราแล้วเราจะทำสองอย่างได้ดีหรือเปล่าประมาณนั้น”

“(ยิ้มหวาน) เอาจริง ๆ นะ กิ๊ฟท์ไม่รู้ (หัวเราะ) เราไม่แน่ใจเขาจีบหรือเปล่า ถ้าไม่คุยเรื่องงาน เราก็ไม่คุย (หัวเราะ) ถามว่าคนที่จะเป็นแฟนกิ๊ฟท์จะอยู่ในวงการธุรกิจไหม ก็ไม่นะคะ ไม่ได้โฟกัสมากกว่าค่ะ เราคิดถึงตัวเองในอนาคตแล้วมากกว่าตอนนี้”

“ไม่ได้คิดแล้วค่ะ ไม่ได้คิดเรื่องนี้เลย คือเราไม่อยากคาดหวังไง บวกกับโลกมันเปลี่ยนเร็วมาก เวลาเดินเร็วมาก เราไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่ามันจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าจะเศรษฐกิจ สังคมและอื่น ๆ เราไม่อยากเอาชีวิตไปฝากไว้กับใครที่เราไม่รู้ว่าจะหาเขาเจอหรือไม่ (ยิ้ม)”

“เราไม่ได้วางแผนตัวเองในอนาคตแบบที่เรามีครอบครัว อย่างที่บอก เราไม่สามารถเอาเป้าหมายในชีวิตของเราไปฝากไว้กับใครที่ไม่รู้ว่าเราจะเจอหรือเปล่า เราเลยโฟกัสแค่เรามีเรา เรามีคุณแม่ มีน้อง มีทีมของเรา เราจะบริหารคนที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา อย่างไรมากกว่า”

“ไม่ค่ะ กลัวค่ะ ไม่เอาค่ะ ดูรีวิวมาน่ากลัว เหมือนต้องดูแลร่างกายอย่างดี เราไม่ได้ฝากไข่ค่ะ กิ๊ฟท์เชื่อเรื่องหนึ่งว่าถ้าเราจะมีลูกหรือคนมาเกิดเดี๋ยวมันก็มี เราเชื่อเรื่องนี้ และเชื่อว่าความบังเอิญไม่ได้มีอยู่จริง และทุกอย่างเกิดขึ้น มีปัจจัยที่มันเกิดอยู่แล้ว ไม่อยากเตรียมและไม่ต้องเตรียมค่ะ ตอนนี้โสด 100% ค่ะ”

“จริง ๆ ค่ะ ทุกวันนี้แฟนคลับในด้อมเกิร์ลลี่เบอร์รี่ ชมวันละ 3 รอบ ชมบางทีเขินไปเลย ก็คิดในใจชมอะไรหนักหนาเนี่ย ทำตัวไม่ถูก (หัวเราะ) แฟนคลับบอกจะชมจนกว่าจะเบื่อค่ะ กิ๊ฟท์ว่าการดูแลตัวเอง พยายามไม่เครียดในเรื่องงาน ด้วยความที่เราพยายามพัฒนาตัวเองในทุก ๆ ด้าน นิสัยที่ไม่ดี ในอดีต หรือตอนนี้ก็พยายามปรับในหลาย ๆ เรื่อง กิ๊ฟท์เองก็อยากโต เป็นวัยกลางคนที่มีคุณภาพในอนาคต เพราะเรารู้สึกว่าการที่เราโตได้อย่างมีคุณภาพ เราจะสามารถแชร์ประสบการณ์ของเรา เด็กจะรับฟังเรามากกว่า การที่เราโตมาตามใจตัวเอง”

“ได้มีโอกาสเป็นคนหนึ่งคนที่เป็นที่รู้จัก แล้วก็เป็นคนหนึ่งคนที่มีประสบการณ์ในการใช้ชีวิตที่ถ้าสมมุติว่าเราไม่ได้ความนิยมตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน เราคงไม่ได้ประสบการณ์ที่ดี ๆ แบบนี้ เพราะเงินก็ซื้อสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ส่วนสิ่งที่เสียไป น่าจะเป็นความเข้าใจรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องของคน การที่เราเจอคนเยอะ ทำให้เราอาจจะละเอียดน้อยกับการที่เราเจอคน ตอนเด็ก ๆ เราอาจจะละเลยหรือมองข้ามความรู้สึกของคนที่รักเราและแคร์เรา ปัจจุบันเขาอาจจะรู้สึกไม่ดีกับเราแล้ว นั่นคือสิ่งที่เสียไปค่ะ”

“อยากบอกว่าขอบคุณมาก ที่ชอบเกิร์ลลี่เบอร์รี่ ขอบคุณโซเชียลที่ทำให้เราได้ใกล้ชิดกับคนที่เป็นแฟนคลับเรามากขึ้น เรารู้สึกว่ามันทำให้เราได้ยินเสียงของพวกเขามากขึ้น ฝาก GIFT C YOU ด้วยนะคะ และกิ๊ฟท์จะพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อย ๆ ค่ะ”

ยิ่งได้พูดคุยกับสาวกิ๊ฟท์ซ่าแล้วก็ยิ่งรู้สึกหลงรักในความเป็นตัวตนและคนทำงานของเธอหนักมาก ยังไงก็ฝากเป็นกำลังใจให้สาวเก่งคนนี้ด้วยนะจ๊ะ.