อย่างไรก็ตาม หญิงสาวคนนี้ก็สามารถปลุกพลังหัวใจของเธอให้ยอมรับกับวิกฤตินี้ และ “เลือกเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยมุมมองและวิธีคิดน่าสนใจ” ที่วันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปทำความรู้จักกับเธอ…

ภายใต้รอยยิ้มสดใสและใบหน้าที่สวยน่ารัก จนใครที่เห็นก็อดมองและอมยิ้มไม่ได้ หากแต่เบื้องหลังเส้นทางชีวิต “อันอัน-เมตตา กิตติสุวรรณ์” กลับเคยผ่าน “มรสุมชีวิตที่หนักหนาสาหัส” จนหลายคนคิดไม่ถึง โดยหญิงสาวที่เราจะพาไปทำความรู้จักคนนี้ เธอเป็น เจ้าของเฟซบุ๊ก “อันอันขาเหล็ก” ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 1.1 แสนคน โดย อันอัน สาวขาเหล็กเจ้าของเรื่องราววันนี้ ปัจจุบันอายุ 26 ปี เรียนจบคณะบริหารธุรกิจและการบัญชี เกียรตินิยมอันดับ 2 สาขาการตลาด จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น โดยครอบครัวเธอนั้นพ่อแม่มีลูก ๆ 4 คน เธอมีพี่ชาย 2 คน และมีน้องสาว 1 คน ซึ่งครอบครัวของเธอนั้นประกอบอาชีพทำธุรกิจสื่อโฆษณาและป้ายบิลบอร์ด …ทาง อันอัน เล่าประวัติส่วนตัวของเธอกับครอบครัวให้ฟังโดยสังเขป

สำหรับ “จุดเปลี่ยนชีวิต” ที่ทำให้ต้อง “สูญเสียขาข้างหนึ่ง” ไปนั้น อันอัน เล่าว่า เกิดขึ้นตอนอายุ 21 ปี ขณะนั้นเธอกำลังเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ปี 3 โดยวันหนึ่งเธอรู้สึกปวดท้องอย่างรุนแรงจนอาเจียน ที่บ้านจึงนำเธอส่งโรงพยาบาล และต้องแอดมิทเพราะปวดท้องมาก ซึ่งตอนแรกเธอนึกว่าเป็นเพราะพักผ่อนน้อย หรือไม่ก็อาหารเป็นพิษ แต่ปรากฏเย็นวันนั้นคุณหมอสั่งย้ายไปห้อง ICU เนื่องจากเริ่มเกิดภาวะน้ำท่วมปอด ซึ่งตอนนั้นเธอก็ยังคิดว่าอาการของตัวเองไม่ได้หนักหนาอะไร พอวันรุ่งขึ้นทางคุณหมอคนเดิมเข้ามาบอกครอบครัวว่า คืนนี้จะต้องนอนดูอาการต่อใน ICU อีกคืน ซึ่งเธอก็ยังไม่ได้คิดอะไรมาก จนคุณหมออีกท่านซึ่งรู้จักคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กบอกว่า อยากให้ย้ายโรงพยาบาลทันที แต่ก็ไม่ได้ให้รายละเอียด เธอก็ตัดสินใจย้ายไปโรงพยาบาลแห่งที่สอง พอหลังย้ายโรงพยาบาลไปแห่งใหม่ เธอก็เข้ารับการตรวจละเอียด และเมื่อผลออกมาคุณหมอแจ้งว่า อาการป่วยของเธอเข้าข่ายเป็น “กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน” โดยคุณหมอขออนุญาตสอดท่อช่วยหายใจ… แล้วทุกอย่างก็ดับไป เพราะเราไม่รู้สึกตัวแล้ว หม่าม้าเล่าว่าวันนั้นพยาบาลเดินมาบอกให้ทำใจดี ๆ เพราะเราหมดลมหายใจไปแล้ว ตอนนี้กำลังปั๊มชีพจรช่วยชีวิตอยู่ หม่าม้าก็ตกใจมาก เพราะตอนย้ายมาเราก็ยังคุยปกติ” เธอเล่าเรื่องนี้

อันอัน เล่าต่อไปว่า หม่าม้าได้เล่าให้เธอฟังหลังจากนั้นว่า ช่วงที่เธอหมดสติไป คุณหมอได้ประชุมกันเรื่องการรักษา เพราะหัวใจกับปอดของเธอตอนนั้นช่วยตัวเองไม่ได้แล้ว ต้องใช้เครื่องเอ็กโม่ (ECMO) ซึ่งจะทำหน้าที่เหมือนปอดเทียมกับหัวใจเทียมให้ร่างกาย โดยเหตุผลที่ต้องใช้เพราะต้องการให้ปอดกับหัวใจจริง ๆ ได้พัก ซึ่งเครื่องนี้จะทำหน้าที่ปั่นเลือดและสูบฉีดเลือดแทน อย่างไรก็ตาม เธอเล่าว่า แม้จะมีวิธียื้อชีวิตเธอให้กลับมาได้ แต่เครื่องนี้ก็มีผลข้างเคียงต่อร่างกายเช่นกัน โดยตอนนั้นคุณหมอได้อธิบายให้ครอบครัวเธอฟังว่า ผลข้างเคียงของเครื่องตัวนี้อาจจะเกิดขึ้นกับร่างกายช่วงบนหรือช่วงล่าง ถ้าเกิดกับส่วนบน เธอก็อาจกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา ซึ่งคุณแม่ของเธอเล่าภายหลังว่า ตอนนั้นคุณแม่ก็ไม่ได้ถามว่าแล้วผลข้างเคียงกับช่วงล่างจะเป็นยังไง? เพราะตอนนั้นครอบครัวคิดเพียงอย่างเดียวคือ ทำให้เธอฟื้นกลับมาให้ได้ จึงตัดสินใจใช้เครื่องนี้ยื้อชีวิต

หลังใส่เครื่องเอ็กโม่แล้ว เราก็ยังไม่ตื่น พยาบาลกับคุณหมอต้องให้หม่าม้าคอยเรียกคอยปลุก จนสุดท้ายเราก็ลืมตาตื่น แสดงว่ายังตอบสนอง เพียงแต่ว่าไม่รู้ว่าหัวใจ ปอด หรือส่วนไหนทำงานได้ไม่ดี สุดท้ายก็เจอว่ามีลิ่มเลือดอุดตันที่ขา คุณหมอก็เลยแจ้งว่า อาจต้องตัดขาเพื่อรักษาชีวิต ซึ่งคนส่วนใหญ่อาจงงว่า ทำไมปวดท้องแล้วต้องตัดขาทิ้ง ซึ่งที่เป็นแบบนั้นเพราะเป็นผลข้างเคียงจากเครื่องเอ็คโม่”

เธอเล่าอีกว่า ก่อนตัดขาได้มีการโหวตเสียงคนในครอบครัวว่าจะตัดสินใจอย่างไร ซึ่งแต่ละคนมีความเห็นต่างกัน จนคุณหมออธิบายว่า ถ้าไม่ตัดขา ก็ต้องปล่อยให้เธอจากไป ซึ่งคุณแม่ถามคุณหมอว่า ถ้าตัดขาแล้วเธอจะกลับมาแน่ไหม ซึ่งคุณหมอให้คำตอบไม่ได้ เรียกว่าไม่มีอะไรการันตีเลย และคุณแม่ก็กังวลว่าเธอจะทำใจรับไม่ได้หากถูกตัดขา ก็เลยตัดสินใจจะไม่ตัดขา และสั่งเตรียมจัดงานศพแทน แต่คนอื่นไม่ยอม เพราะเธอเพิ่งอายุ 20 กว่า ทุกคนจึงคิดว่าเธอยังสู้ได้ ทำไมจะต้องปล่อยไป

กับครอบครัวพร้อมหน้าวันรับปริญญา

ที่สุดป่าป๊าก็เป็นคนตัดสินใจว่าให้ตัด โดยหลังตัดขา อาการก็จะทรง ๆ อยู่เกือบ 10 วัน จนทางคุณหมอแจ้งว่าปอดกับหัวใจกลับมาทำงานแล้ว น่าจะถอดเครื่องเอ็คโม่ได้ พร้อมกับแจ้งหม่าม้าว่าให้บอกเรื่องตัดขากับเราได้แล้ว แต่มีโจทย์ยากคือ บอกยังไงก็ได้ แต่ต้องไม่ทำให้เราร้องไห้ เพราะเครื่องเอ็คโม่ต่อกับเส้นเลือด อีกทั้งเราเส้นเลือดเล็กมาก ๆ ถ้าร้องไห้อาจไปทำให้เส้นเลือดแตกได้ คุณหมอจะช่วยไม่ได้ หม่าม้าก็เลยต้องทำการบ้านหาคำพูดว่าจะบอกเราเกี่ยวกับข่าวร้ายนี้ยังไงดี”

ทั้งนี้ อันอัน บอกว่า ตอนนั้นแม้ลืมตาทุกวัน แต่ไม่รู้ว่าถูกตัดขาแล้ว เพราะนอนราบกับเตียง กับมีเครื่องช่วยหายใจบัง ทำให้ไม่เห็นตัวเอง แต่ก็รู้สึกเปียก ๆ แฉะ ๆ ข้างล่าง และเวลาทำแผลพยาบาลจะปิดตาเราตลอด จนหลังจากคุณแม่ของเธอคิดวิธีที่จะบอกข่าวร้ายเรื่องนี้กับเธอได้ โดยเธอเล่าว่า “ตอนนั้นคุณแม่เริ่มคุยด้วยคำถามก่อนว่าเธออยากอยู่กับท่านและทุกคนใช่ไหม พอเธอพยักหน้าว่าใช่ คุณแม่ก็ยกเรื่องบุญบาปขึ้นมาพูดว่า รู้ไหมเจ้ากรรมนายเวรเขาโกรธน้องอันอันมากเลย ถ้าเขาเอาตาไป น้องอันอันก็จะมองไม่เห็น ถ้าเอาหูไป น้องอันอันก็จะไม่ได้ยิน ถ้าเอาแขนไป น้องอันอันก็จะเขียนหนังสือไม่ได้ แต่เขาเลือกแล้วว่าจะเอาขาน้องอันอันไป ฉะนั้นน้องอันอันอย่าร้องไห้นะ นี่คือประโยคที่หม่าม้าคุยกับเราที่ข้างเตียง” อันอันเล่าย้อนถึงเหตุการณ์สำคัญเรื่องนี้

กับ 2 ลุค 2 สไตล์ น่ารัก-สวยหวาน

พร้อมกับบอกว่า ตอนนั้นเธอเข้าใจว่าขาสามารถต่อใหม่ได้ จึงตอบคุณแม่ไปว่า “เยี่ยม” หลังได้ฟังคำบอกเล่าเกี่ยวกับขาที่ถูกตัด จนคุณพ่อคุณแม่ตกใจเพราะไม่คิดว่าเราจะไม่ร้องไห้เลย เพราะถ้าเป็นคนอื่นคงทำใจไม่ได้แน่ ซึ่งที่ไม่ได้ร้องไห้ก็เพราะความคิดบวกที่คิดทีเเรก คือคิดว่าขาต่อได้ ทั้งนี้ หลังถอดเครื่องเอ็คโม่และท่อช่วยหายใจออก คุณพ่อก็เดินมาข้างเตียง บอกกับเธอว่า “ไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวจะหาขาเทียมที่ดีที่สุดมาให้” ซึ่งพอเธอได้ยินคำว่าขาเทียม เธอก็ช็อกไปเลย เพราะคำว่าขาเทียม แสดงว่าขาเธอต่อไม่ได้แล้ว เธอจึงหยิบโทรศัพท์มาพิมพ์คำว่าขาเทียมเพื่อค้นหาทันที ซึ่งพอเห็นข้อมูลก็ปล่อยโฮร้องไห้ เพราะรู้สึกแย่มาก และรู้สึกว่าต่อไปนี้ชีวิตต้องเปลี่ยนไปทั้งหมด รถก็ขับไม่ได้ ใส่ขาสั้นก็ไม่ได้

พอทุกคนรู้ว่าเรารู้ความจริงแล้ว เราได้รับกำลังใจแทบจะตลอดเวลาจากทุกคน โดยเฉพาะหม่าม้ากับป่าป๊าจะให้กำลังใจเราเยอะมาก ๆ และพยายามทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นตัวภาระ โดยจะพาไปเที่ยวข้างนอกไปเจอผู้คน เหมือนใช้ชีวิตปกติ แม้ช่วงแรก ๆ เราจะนอยด์ไปบ้าง ซึ่งตอนนั้นต้องนั่งรถเข็น ยังไม่ได้ใส่ขาเทียม”

เธอเล่าต่อไปว่า หลังจากได้ใส่ขาเทียมเป็นครั้งแรก ช่วงแรก ๆ เธอไม่ชอบเลย เพราะไม่สวย แถมหลังใส่ใหม่ ๆ พอเดินแล้วก็ล้ม เพราะทรงตัวไม่อยู่ เนื่องจากยังไม่ชิน ทำให้ไม่อยากใส่ขาเทียม อยากใช้ไม้ค้ำ แต่วันหนึ่งก็มีจุดที่ทำให้เธอพยายามจะใช้ขาเทียมมากขึ้น โดยเธอเล่าจุดนี้ว่า “เหตุการณ์ที่ทำให้ตัดสินใจฝึกเดินด้วยขาเทียมให้ได้นั้น เกิดขึ้นในวันหนึ่ง โดยปกติพี่ชายจะรับหน้าที่พาเราขึ้นชั้นบนของบ้าน แต่วันนั้นพี่ชายไม่อยู่ ทำให้ป่าป๊าต้องเป็นคนพาเราขึ้นแทน ซึ่งพอท่านแบกเราขึ้นชั้นบนเสร็จ เราสังเกตเห็นว่าท่านเหนื่อยมาก ๆ ทำให้เราตั้งใจตั้งแต่ตอนนั้นเลยว่า เราจะฝึกเดิน เราจะกลับมาเดินด้วยขาเทียมข้างนี้ให้ได้ จนกลายเป็นแรงผลักดันให้ตัวเอง ซึ่งจากนั้นก็ค่อย ๆ ดีขึ้น จนไม่ต้องใช้ไม้จับช่วยฝึกเดิน ซึ่งพอชินกับขาเทียมแล้ว ก็ตัดสินใจซื้อขาเทียมอันที่ 2 ให้ตัวเอง ซึ่งข้างนี้เราควักเงินซื้อเอง บอกตรง ๆ ว่าชอบขาเทียมอันใหม่มาก เพราะดูเท่ ใส่สบาย คล่องตัว แม้ตอนเดินจะดูเหมือนหุ่นยนต์ก็ตาม” อันอันเล่าเรื่องนี้

ภารกิจทูตอารยสถาปัตย์

ทั้งนี้ อันอัน เธอเป็น “อินฟลูเอนเซอร์สาว” เป็นเจ้าของเพจ “อันอันขาเหล็ก” และเธอยังเล่าถึง “การตัดสินใจครั้งสำคัญ” ในการ “ประกวดนางงาม” ว่า เธอเป็นคนชอบเรื่องความสวยความงาม ตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็เข้าประกวดเวทีดาว-เดือนของสถาบันอยู่ตลอด ก็เลยเกิดความคิดแว่บหนึ่งเข้ามาว่า ถ้าผู้หญิงที่ใส่ขาเหล็กแบบเธอลงประกวดเวทีนางงามจะเป็นอย่างไร ซึ่งตอนนั้นแม้แต่ตัวเธอเองก็เชื่อว่าน่าจะทำไม่ได้ เพราะเวทีนางงามต้องโชว์ขาสวย ๆ โชว์รูปร่าง เธอก็เลยพับความคิดนี้ จนวันหนึ่งทางคุณแม่มาบอกว่า เพื่อนของคุณแม่โทรศัพท์มาชวนให้ไปลอง ประกวดมิสไทยแลนด์ เฟรนด์ลี่ ดีไซน์ ที่จัดประกวดเป็นปีที่ 2 แล้ว ซึ่งคนที่ชนะเวทีนี้จะได้เป็น ทูตอารยสถาปัตย์ เพื่อทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้คนพิการ

ตอนแรกก็ไปแอบดูผู้สมัครปีก่อน ๆ พบว่าเป็นคนปกติหมดเลย ไม่มีคนพิการเลย เราก็สงสัยว่าเรามาผิดเวทีไหม จนเจ้าหน้าที่บอกว่าไม่ผิด เพียงแต่ปีที่แล้วไม่มีคนพิการสมัคร เราก็เลยคิดว่าลองดูก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร และถือว่าเป็นการปลดล็อกตัวเองด้วย ก็เลยสมัคร ซึ่งเวทีนี้เราได้ตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 2 และถัดจากเวทีนี้เราก็ไปประกวด Miss wheelchair Thailand กับ Miss Chinese Global Thailand ต่อ ซึ่ง 2 เวทีหลังนี้เป็นเวทีของคนปกติ โดยมีแค่เราที่พิการอยู่คนเดียว” ทาง อันอัน เล่าถึงอีกสเต็ปสำคัญที่เปลี่ยนชีวิตเธอ

“อันอัน-เมตตา” ย้ำ “เป้าหมาย” ที่อยากทำ โดยบอกกับ “ทีมวิถีชีวิต” ว่าเธออยากเป็นพลังบวกให้เพื่อน ๆ ผู้พิการทุกคน และเป็นเสียงเล็ก ๆ เพื่อทำให้สังคมเข้าใจคนพิการมากขึ้น รวมถึงช่วยให้คนพิการเข้าถึงและเข้าใจถึงสิทธิของคนพิการ ซึ่งพอครอบครัวทราบเรื่องนี้ ก็พยายามซัพพอร์ตความฝันเรื่องนี้ของเธออย่างเต็มที่ในทุก ๆ เรื่อง จนเธอรู้สึกว่าชีวิตของเธอโชคดีมาก ๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ภายใต้ความรักจากสมาชิกทุกคนในครอบครัว รวมถึงคนรอบตัว จนเธออยากจะใช้พื้นที่ที่เธอมีช่วยส่งเสียงไปถึงเพื่อน ๆ ผู้พิการทุก ๆ คนว่า… “คำว่าคนพิการนั้นไม่ได้มีความหมายแย่ ๆ และไม่ได้มีผลอะไรที่จะทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบกับชีวิตของเราได้เลย…ขอแค่เพียงมีความกล้า ซึ่งอาจจะเริ่มเปลี่ยนมุมมองความคิด ให้มีความกล้า…เราก็ลุกขึ้นมาทำอะไรใหม่ ๆ ได้”.

ขาเหล็กก้าวกล้า ‘สู่วิถีอินฟลูฯ’

นอกจากจะ “มีดีกรีนางงาม” แล้ว “อันอันเมตตา กิตติสุวรรณ์” ยังเผยถึงการเป็น “อินฟลูเอนเซอร์” ที่ตอนนี้เธอกำลังสนุกมาก ๆ มีแฟนคลับติดตามทั้งคนปกติและคนพิการ โดยสาเหตุที่ทำให้เลือกมาเป็นอินฟลูฯ นั้น เธอบอกว่า “อยากจะเป็นพลังให้คนพิการ” ให้กล้าลุกขึ้นมาทำอะไรใหม่ ๆ เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดทางร่างกาย “เรามองว่าอย่าไปยึดติดกับความไม่สมบูรณ์ทางร่างกาย เราจึงพยายามอัดคลิป โพสต์คลิปของตัวเองเวลาไปท่องเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ ลงในช่องทางของตัวเอง โดยเราหวังว่า เมื่อคนพิการบางคนได้เห็น “ชีวิตอันอัน” แล้ว ทุก ๆ คนจะเกิดความกล้าเหมือนกับเรา จนลุกขึ้นมาเปลี่ยนชีวิตตัวเองบ้าง ก็เลยลองเป็นอินฟลูเอนเซอร์ดู ซึ่งเป็นอาชีพที่เราก็ไม่เคยคิดว่าตัวเราเองจะเป็นได้”.

เชาวลี ชุมขำ : รายงาน