ทั้งนี้ ข้อมูลจากเวทีแถลงข่าวโดย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุไว้ว่า… ไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) โดยภายในไม่ถึง 10 ปีข้างหน้าประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจะมีมากกว่า 28% ซึ่ง เป็นวิกฤติที่ต้องรีบปฏิรูปคุณภาพคน ต้องวางนโยบายระยะยาว-มียุทธศาสตร์รองรับเร่งด่วน…

นี่เป็น “คำเตือนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ”

เป็น “จุดเปลี่ยนโครงสร้างประชากร”

ที่ “จะเผชิญความท้าทายหลายด้าน!!”

รศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์

เกี่ยวกับ “ความท้าทายทางด้านประชากรของประเทศไทย” ในกรณีดังกล่าวนั้น กรณีนี้ได้มีการชี้ไว้ผ่านเวทีแถลงข่าว “สถานการณ์ประชากรไทย ปี 2569” ภายใต้ชื่อหัวข้อ “พลิกวิกฤติเกิดน้อย–สังคมสูงวัย สู่การลงทุนคนเพื่ออนาคตประเทศ” จัดโดย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เผยข้อมูลสำคัญเรื่องนี้ไว้ว่า… ขณะนี้เป็น “จุดเปลี่ยนด้านประชากรครั้งใหญ่ของประเทศไทย” ซึ่งเป็นผลพวงจากหลาย ๆ ปรากฏการณ์… เด็กเกิดน้อย สังคมอายุยืน และปัญหาแรงงานที่หดตัวลดลงอย่างรวดเร็ว จนทำให้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society)

ทั้งนี้ ในเวทีดังกล่าวทาง รศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ให้ข้อมูลถึง “ความท้าทายสำคัญที่ประเทศไทยต้องเผชิญ” ไว้ว่า… นอกจากประเทศไทยจะต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากการที่เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยระดับสุดยอด เมื่อประเทศไทยจะมีประชากรผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 28 ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปีข้างหน้าแล้ว ก็ยัง “มีปัญหาสำคัญอีกหลายเรื่องรออยู่” แต่วิกฤติประชากรนี้ก็ไม่ใช่ทางตัน สามารถจะเป็น “โอกาสสำคัญ” ในการ “ปฏิรูปคุณภาพคน” และ “วางนโยบายระยะยาวเพื่อความมั่นคงของประเทศไทย” ในอนาคต

ถึงกระนั้น… แต่ก่อนที่จะไปสู่การปฏิรูปคุณภาพคน และการวางแผนระยะยาวได้นั้น ประเทศไทยก็ “จำเป็นที่จะต้องรับรู้และเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น” เสียก่อน โดยเวทีดังกล่าวนั้นก็ได้มีการจัดทำ-นำเสนอ “เช็กลิสต์ต้องเฝ้าระวัง” โดยทีมวิจัยของสถาบันฯ ซึ่งแบ่งสถานการณ์ที่สำคัญทางประชากรแต่ละด้านเอาไว้เป็นหัวข้อต่าง ๆ ดังต่อไปนี้…

หัวข้อ“คนรุ่นใหม่ยังอยากมีลูกแต่ติดกับดักเศรษฐกิจและสังคม” ที่เป็นหนึ่งในสถานการณ์สำคัญขณะนี้ โดยผลสำรวจออนไลน์ (ปี 2568) ความคิดเห็นของประชาชนคนไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,591 คน พบว่า… คนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ Gen Y และ Gen Z ยังต้องการมีลูก ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การไม่อยากมีลูก ปัญหาอยู่ที่ “ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ” ที่มีปัจจัยจากค่าครองชีพสูง ภาระหนี้สิน การขาดศูนย์ดูแลเด็กที่เข้าถึงได้ และเวลาทำงานที่ไม่ยืดหยุ่น โดยที่ มาตรการแจกเงินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะประชาชนให้ความสำคัญกับคุณภาพการศึกษา เวลาทำงานที่ยืดหยุ่น และระบบสนับสนุนครอบครัวมากกว่า เพื่อสร้างความมั่นใจในการเลี้ยงดูบุตรในระยะยาว …นี่คือสถานการณ์ข้อแรก

ถัดมาหัวข้อ “ดัชนีความสุขลดต่ำจนคนรุ่นใหม่เกิดแรงกดดัน” ที่พบว่า… คนรุ่นใหม่กำลังเป็น “กลุ่มเปราะบางด้านความสุข” ซึ่งรายงานดัชนีความสุขประชากรไทย ปี 2568 พบค่าเฉลี่ยความสุขของคนกลุ่มนี้อยู่ที่ 7.05 จาก 10 คะแนน ซึ่ง มีสาเหตุจากความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจนของกลุ่มวัยและอาชีพ โดย Gen Z เป็นกลุ่มที่มีความสุขต่ำที่สุด ซึ่งระดับคะแนนเหล่านี้สะท้อน ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านรายได้และคุณภาพชีวิต ที่บั่นทอนการสร้างครอบครัว การตัดสินใจมีบุตร ที่…

ก็คือโจทย์ที่ไทยต้องเร่งแก้ไขปรับปรุง

หัวข้อ “ย้ายถิ่นเพื่อทดแทนประชากร ทางรอดจากวิกฤติแรงงานหดตัว” เมื่อการเพิ่มของประชากรโดยธรรมชาติไม่ทันต่อการหดตัวของแรงงาน จึงนำสู่แนวคิดการย้ายถิ่นเพื่อทดแทนประชากร (Replacement Migration) ที่พบว่า…ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่มีทัศนคติเปิดรับแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานทักษะสูง และเห็นด้วยกับการ เปิดโอกาสให้เด็กข้ามชาติที่เติบโตและผ่านการศึกษาในไทยสามารถทำงานได้เมื่อบรรลุนิติภาวะ เพราะถือเป็นทุนมนุษย์ที่พร้อมใช้งานและปรับตัวได้ดีกว่าการนำเข้าแรงงานต่างชาติทั้งหมด …นี่เป็นผลสำรวจพร้อมแนวคิดแก้ปัญหาที่ถูกนำเสนอไว้

อีกหัวข้อ “ผู้สูงอายุกว่า 1.8 ล้านคนเสี่ยงตายโดดเดี่ยว”ซึ่งพบ ความน่ากังวลสำหรับผู้สูงอายุที่อาศัยในเขตเมือง ซึ่งมีข้อจำกัดในการได้รับการดูแลโดยชุมชนจึงนำสู่ แนวคิดสร้างตาข่ายนิรภัยดิจิทัล (Digital Safety Net) เพื่อป้องกันการเสียชีวิตโดดเดี่ยว ยกระดับการดูแลผู้สูงอายุให้ใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี …ทั้งนี้ จากความท้าทายด้านประชากร ในเวทีดังกล่าวได้มี “ข้อเสนอเพื่อพลิกวิกฤติประชากร” ไว้ว่า… การรับมือวิกฤติ ไทยต้องก้าวข้ามจากนโยบายระยะสั้นและหันมาลงทุนคุณภาพคน เช่น เร่งยกระดับทักษะแรงงาน สร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อครอบครัวอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะเปลี่ยนการหดตัวของประชากรให้เป็นโอกาสยกระดับศักยภาพในระยะยาว …เหล่านี้ก็เป็น “เรื่องสำคัญที่โยงรัฐบาลใหม่”

ประชากร” นั้น “โยงสังคมเศรษฐกิจ”

เป็น “โจทย์ท้าทายวัดกึ๋นรัฐบาลใหม่”

จะ “มีกึ๋นมีฝีมือแก้โจทย์แค่ไหน??”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์