ส่วนเรื่องประชามติ ก็แค่ว่า “เห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ?” คำถามมันกว้างๆ จนเกิดข้อวิจารณ์ว่า จะไปกระทบกับการเปลี่ยนเนื้อหาหมวด 1 หมวด 2 บททั่วไปและสถาบัน ที่พูดถึงความเป็นรัฐเดียวของไทย และพูดถึงการที่ไทยเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ..กลัวว่ายกร่างใหม่จะไปเปลี่ยนสองข้อนี้หรือไม่ ..ถ้าจะเขียนคำถามประชามติว่า “เห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยคงหมวดหนึ่งและหมวดสองจากรัฐธรรมนูญปี 60 หรือไม่ ?” ก็น่าจะกระจ่างขึ้น
ตรงนี้ก็เห็นมีคนโบ้ยไปที่รัฐบาลภูมิใจไทยว่า “ผ่านคำถามประชามติแบบนี้มาได้อย่างไร ?” ( คือแบบที่ใช้ทำประชามตินะ ) มันทำให้เกิดข้อกังวลว่า จะไปแตะหมวดหนึ่งหมวดสอง มีการการันตีว่า ไม่กระทบสองหมวด จาก สส., สว. ซึ่งจะการันตีได้จริงหรือไม่ ก็ต้องไปดูกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ว่า สภานิติบัญญัติมีบทบาทอย่างไร
คือ การแก้รัฐธรรมนูญเนี่ย ยังไม่ผ่านที่ประชุมรัฐสภา เนื่องจาก “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ชิงยุบสภาไปก่อน จากที่ในระหว่างอภิปรายรัฐธรรมนูญ ถกเถียงกันเรื่องให้ สว.1 ใน 3 มีอำนาจผ่านรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข ภูมิใจไทยอ้างว่า “ไม่สามารถสั่ง สว.ให้ลงมติยกเลิกอำนาจ สว.ได้” สุดท้ายเสียงโหวตให้ สว.มีอำนาจยังคงอยู่ “หัวหน้าเท้ง”ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ประกาศยื่นญัตติไม่ไว้วางใจเสี่ยหนู เลยยุบสภาซะเลย เพราะให้อภิปรายอย่างไรเสี่ยหนูก็แพ้โหวต
ดังนั้น เมื่อยุบสภา ก็อยู่ที่ว่า จะเอากฎหมายมายืนยันทำต่อหรือไม่ เพราะร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญยังไม่ถูกโหวตคว่ำ ทีนี้ ขึ้นอยู่กับสภาชุดใหม่หยิบเอาร่างเดิมมายืนยันหรือไม่ หรือยื่นญัตติกันใหม่ เพื่อให้องค์คณะยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นแบบใหม่ไปเลย จากเดิมที่ให้ร่างของพรรคส้ม พรรคประชาชน ( ปชน.) ใช้กรรมาธิการยกร่างสูตร 20 หยิบ 1 และมีกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชนอีกชุด ใช้สูตร 20 หยิบ 1 เหมือนกัน
ว่ากันว่า สูตร 20 หยิบ 1 พรรคไหนเป็น สส.เสียงข้างมากในสภา พรรคนั้นจะได้เปรียบ แต่มาดูกันจริงๆ คือ ไม่ได้กำหนดวิธีการรวมกลุ่มไว้ชัด ให้จับกันเอง ดังนั้นเฉพาะ“พรรค สว.” ก็เลือก กมธ.ได้ชุดละ 10 คนเข้าไปแล้ว และถ้า สว.ฝักใฝ่พรรคไหน ก็ดันไปเติมเสียง กมธ.ให้ซะอีก .. การใช้สูตรนี้ต้องเป็นรัฐบาลแบบ“ทักษิณ2” ที่เลือกตั้งได้มา 377 เสียงไม่ต้องเกรงใจใครแล้วโว้ย.. เราก็ตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนว่า “จะเสนอยกร่างรัฐธรรมนูญใช้สูตรเดิมหรือไม่ ?” ถ้าไม่ใช่สูตรเดิมก็รอดูการเสนอญัตติอีกครั้งหลังตั้งรัฐบาล ที่มันยุ่งยากไปหมดเพราะเลือกตั้งคณะยกร่างโดยตรงไม่ได้
ทีนี้ ก็มาดูต่อว่า การดำเนินการยกร่าง เมื่อผ่านคณะยกร่างฯ เขาให้ทำกันอย่างไร ? ถ้าให้สภารับรอง ก็จะต้องดูกันว่า “มีเนื้อหาอะไรที่ขัดต่อหลักการตามหมวดหนึ่งและหมวดสองหรือไม่ ?” ถ้ามี สภาก็ตีกลับไปให้คณะยกร่างฯ ทำใหม่ หรือรอดูว่า ใครทำหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ เห็นว่ามีอะไรไม่น่าจะชอบมาพากล ก็ไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญอีกทาง มันมีมาตรา 255 ของรัฐธรรมนูญ 60 เปิดช่องอยู่ ว่า “การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทำมิได้”
อย่างไรก็ตาม “เนื้อหารัฐธรรมนูญใหม่ ( ย้ำว่า ไม่ใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ) จะกระทบหมวดหนึ่งและหมวดสองหรือไม่ มันยังอีกนานกว่าจะพูดได้” เปรียบเป็นยังไม่เริ่มคบกันเลยจะด่วนบอกว่าได้ลูกชายลูกสาวกันแล้ว แก้มาตรา 256 ให้ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้ก่อนเถอะ แล้วไม่รู้ว่า จะผ่านด่าน สว.ขอคงเสียง 1 ใน 3 ผ่านรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ..จะบอกว่า ประชามติให้ร่างใหม่ เขาก็ว่า “ก็ร่างใหม่ไงแต่ใช้เกณฑ์ว่าจะผ่านต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 ด้วย” ถ้าเสียงข้างมากในสภายังโหวตให้ใช้เสียง สว.1 ใน 3 ผ่านรัฐธรรมนูญ ก็ต้องเลือกว่า จะคว่ำเพื่อแก้ 256 ใหม่ หรือเดินหน้าต่อใช้เสียง สว.
และประเทศไทยมีเสรีภาพ เกิดร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมา ระหว่างทางก็รณรงค์ไปสิ และการทำงานของคณะยกร่างฯ ก็ไม่ได้เป็นความลับ ลับๆ ล่อๆ อะไร เผลอๆ พูดกันมากหมวดหนึ่งหมวดสองเขาล้อของปี 60 มาทั้งดุ้นก็ได้ ..ข่าวก็ต้องมีออกมาตลอดเวลายกร่าง ถ้าเห็นอะไรไม่ชอบมาพากล ฝ่ายการเมืองก็แสดงความเห็นได้ ภาคประชาชนก็รวมกลุ่มกันต่อต้านยังได้ ..เพราะที่สุดแล้ว ยกร่างเสร็จก็ต้องทำประชามติอีก
ส่วนจะแก้รัฐธรรมนูญเรื่องอะไร จริงๆ ก็บอกกันไปเลยตรงๆไม่ต้องอม ว่า “แก้เรื่องหมวดจริยธรรม” ที่ผ่านมาเราเห็นการตัดสิทธิ์ทางการเมือง การสอยออกจากตำแหน่ง เพราะกระทำการขัดต่อจริยธรรม แล้วมันพาลพาดไปทำให้ขาดคุณสมบัติด้วย ทำให้การทำงานลำบาก กระทบมาที่ประเทศชาติ ( ก็คงนึกออกว่า หลังเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เปลี่ยนนายกฯ ไปสามคน เพราะโดนชี้ว่า ขาดจริยธรรมไปสอง การดำเนินงานของรัฐสะดุด )
จริยธรรมที่นักการเมืองใช้ ( ตามรัฐธรรมนูญ ม. 219 ) ใช้ประมวลฯ เดียวกับศาล องค์กรอิสระ ( แถมตอนร่าง ก็ไม่ได้ฟังความเห็นฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะตอนร่างอยู่ในช่วงที่มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติหรือ สนช. ) ก็ต้องการแก้ให้เป็นการทำประมวลฯ ของนักการเมืองเองได้
ความผิดจริยธรรม ก็ควรจะพิจารณากันใหม่หรือไม่ ? คำว่า “ผิดจริยธรรม”มันกว้าง และนิยามเกี่ยวกับระดับยาก ว่า แบบไหนหนักแบบไหนเบา อย่างกรณี“นายกฯนิด”เศรษฐา ทวีสิน” ตั้งคนที่เคยถูกลงโทษคดีอาญาเป็นรัฐมนตรี ความผิดถึงขั้นตัดสิทธิ์เสี่ยนิดตลอดชีพถือว่า หนักเกินไปหรือไม่ ? ควรมีจริงหรือการตัดสิทธิ์ตลอดชีพ ถ้าใครเชื่อในหลักการกลับตัวเป็นคนดี ก็ไม่ควรปิดกั้นตัดสิทธิ์ตลอดชีพ
ต่อมา ประเด็นที่เขาอยากจะแก้ คือที่มา สว. ต้องมาจากเลือกตั้ง เรื่องขององค์กรอิสระ จาก สว.เลือก ให้มีที่มาที่ยึดโยงกับประชาชนด้วย อันนี้ก็ไม่รู้ทำอย่างไรให้ดูบทบัญญัติที่เขาร่าง และยังต้องการเพิ่มอำนาจประชาชนในการถอดถอนองค์กรอิสระ ซึ่งเราก็ได้เห็น“กรรมการองค์กรอิสระบางคน” ไปเกี่ยวกับเรื่องส่วยตำรวจ เช่นนี้แล้ว ควรให้กระบวนการถอดถอนเร็ว ประชาชนมีสิทธิ์หรือไม่ กรรมการองค์กรอิสระมีปัญหา ถอดถอนล่าช้า จะไปยุ่งเหยิงพยานหรือเปล่านี่ถามดู
อยากบอกว่า กระบวนการกว่าจะได้รัฐธรรมนูญใหม่ มันอีกนานและไม่หมกเม็ด แต่จะเห็นว่า ปี 60 ดีแล้ว หรือควรร่างใหม่ ก็เป็นดุลยพินิจของแต่ละคน.
………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”



