บรรยากาศการเมืองไทยโค้งสุดท้ายก่อนเข้าสู่คูหาเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ.นี้ อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของการ “เกทับ-บลัฟแหลก” โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจที่ดูสวยหรู ทั้งการอัดฉีดเงินสด การแก้หนี้ ไปจนถึงเมกะโปรเจกต์ระดับโลก ที่วาดฝันจะเปลี่ยนโฉมประเทศเพียงข้ามคืน 

แต่!! ในสายตาของ “ตัวจริง” ในภาคเศรษฐกิจ ทั้งผู้ประกอบการ นักธุรกิจ นักวิชาการ กลับมองเห็นภาพที่ต่างออกไป
โอกาสนี้ “ทีมข่าวเศรษฐกิจ เดลินิวส์” ได้รวบรวมหลากหลายมุมมอง สะท้อนถึงนโยบายหาเสียงในการเลือกตั้งรอบนี้ ว่า มีพัฒนาการมากน้อยเพียงใด หรือยังอยู่ในวังวนเสพติดเดิม ๆ 

ดีใจไม่มีนโยบายค่าแรง

เริ่มต้นจากมุมมองของ “เกรียงไกร เธียรนุกุล” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่ฉายภาพให้เห็นว่า ในรอบนี้…บรรดาพรรคการเมืองไม่ได้นำเรื่อง “นโยบายการปรับค่าแรง” มาเป็นนโยบายหลักในการหาเสียง แถมยังไม่มีการพูดถึงด้วยซ้ำไป ถือว่าเป็นเรื่องที่ภาคเอกชน ได้คัดค้านมาตลอด เนื่องจากการปรับขึ้นค่าแรง เป็นเรื่องที่ต้องขึ้นกับคณะกรรมการไตรภาคี และขึ้นอยู่กับทักษะของแรงงาน ซึ่ง ส.อ.ท.จะให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจมากกว่านโยบายประชานิยมสารพัดที่มากับ “ลด แลก แจก แถม”

เพราะ…การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างจะช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจในระยะยาว และลดการพึ่งพามาตรการกระตุ้นระยะสั้นที่ไม่ยั่งยืน เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนานวัตกรรม ยกระดับเอสเอ็มอี สร้างระบบเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมั่นคง สมดุล และมีความยั่งยืนมากกว่า

เข้าตาเรื่องช่วยเอสเอ็มอี

สำหรับตัวอย่างนโยบายพรรคการเมือง ที่เห็นว่าเข้าตา มีทั้งเรื่องการลงทุน รวมถึงการช่วยเหลือเอสเอ็มอี  มองว่า เป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากตอนนี้เอสเอ็มอีมีความเปราะบางสูงจากข้อจำกัดด้านเงินทุน ต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และความสามารถในการปรับตัวต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจ เช่น รัฐเป็นลูกค้าของเอสเอ็มอี ปฏิรูปงบประมาณรัฐ เพื่อกระจายความมั่งคั่งสู่ผู้ประกอบการรายย่อย รวมทั้งนโยบายติดปีกเอสเอ็มอี เมดอินไทยแลนด์  ไทยทำ ไทยใช้ รวมทั้งการเสริมสภาพคล่อง ลดต้นทุน  ให้ทุกหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ต้องจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการจากเอสเอ็มอีไทยให้เพิ่มขึ้น  

นอกจากนี้ ควรตั้งสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องมีทรัพย์สินค้ำประกัน มีกลไกค้ำประกันสินเชื่อใหม่ที่ใหญ่กว่า บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บยส.) รวมถึงการเปิดตลาดใหม่ สู่ระบบออนไลน์ นโยบายบาร์เตอร์เทรด เช่น การสั่งซื้อฝูงบินรบ เรือดำน้ำ  แลกกับการต้องซื้อสินค้าทางการเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ขณะเดียวกันยังมองว่าเรื่องของการลงทุนในพลังงานสะอาด การเปิดเสรีตลาดไฟฟ้า ยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ติดตั้งมิเตอร์ดิจิทัล รองรับพลังงานสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อเปิดเสรีตลาดไฟฟ้าให้ประชาชนเลือกซื้อไฟได้เองอย่างคุ้มค่า ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อย พอ ๆ กับการปราบทุนนอมินีทุนเทาเด็ดขาด ปกป้องผู้ประกอบการไทย    

เกษตร-วงจรซ้ำซากไร้ยั่งยืน

หันมาที่นโยบายทางด้านการเกษตร ที่ต้องยอมรับว่า ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหน? ย่อมหยิบยกนโยบายอุ้มชูเกษตรกรเป็น “เรือธง” มาทุกยุคทุกสมัย เพราะเป็นฐานเสียงที่สำคัญเพราะเกษตรกรไทยมีมากถึง 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ โดย “ชูเกียรติ โอภาสวงศ์” นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย มองว่า นโยบายเกษตรของพรรคการเมืองในปัจจุบันยังไม่แสดงให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาภาคการเกษตร โดยเฉพาะ “ข้าว” ที่ให้เติบโตแบบยั่งยืนได้เลย แต่กลับเน้นไปที่การลดค่าใช้จ่ายหรือการแจกเงินเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในระยะสั้นเท่านั้น สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการคือการวางรากฐานเพื่อ ลดต้นทุนการผลิต และการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น รวมถึงการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่หลากหลายตรงตามความต้องการของตลาดโลก 

นโยบายที่มุ่งเน้นกระตุ้นเฉพาะข้าวคุณภาพสูงหรือข้าวอินทรีย์ ข้าวประณีต มองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ครอบคลุมภาพรวม  เนื่องจากตลาดกลุ่มนี้เล็กมากมีสัดส่วนไม่ถึง 1% ของปริมาณการส่งออกทั้งประเทศ แม้จะขายได้ราคาแพงแต่ก็มีข้อจำกัดเยอะไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ซื้อ มาตรฐาน สภาพตลาด แต่หัวใจสำคัญของการดูแลอุตสาหกรรมข้าวไทย กลับถูกละเลย ขาดการพัฒนา แกนหลัก ทำให้ธุรกิจไม่สามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว 

ปัจจุบันประเทศไทยมีผลผลิตข้าวเฉลี่ยเพียง 450 กิโลกรัมต่อไร่ ในขณะที่เวียดนามสามารถทำได้สูงถึง 900 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งเป็นผลมาจากการทุ่มงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 20 ปี ซึ่งชี้ให้เห็นว่าเวียดนามไม่ได้ใช้งบประมาณไปกับการแจกเงิน วนเวียนแต่โครงการจำนำและประกันราคาที่ต้องเสียเงินปีละนับแสนล้านบาทแบบไทย แต่เลือกใช้เงินเพียงปีละ 5,000-6,000 ล้านบาท เพื่อการวิจัยจนแซงหน้าไทย  

ไร้ยุทธศาสตร์ขึ้นอยู่กับ รมต.

ปัญหาสำคัญของการเมืองไทย คือการขาดยุทธศาสตร์ข้าวระยะยาว และการดำเนินงานมักขึ้นอยู่กับตัวรัฐมนตรี พรรคการเมือง เมื่อมีการเปลี่ยนตัวบุคคล นโยบายที่เคยทำไว้ก็ถูกยุบเลิก หรือเปลี่ยนแปลงไปตามความสนใจส่วนตัว ทำให้ขาดความต่อเนื่องในการพัฒนา, หากไทยยังไม่เร่งปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน ตลาดข้าวไทยจะถูกคู่แข่งกลืนส่วนแบ่งไปเรื่อย ๆ ซึ่งปัจจุบันไทยร่วงลงมาอยู่ในอันดับที่ 3 ของโลกแล้ว แพ้เวียดนาม และอินเดีย 

วาทกรรมนโยบายล่าสุด อย่าง การให้เงินอุดหนุนต่าง ๆ หรือการประกันกำไรถูกมองว่าเป็นเพียงการนำงบประมาณรัฐมาจ่ายเงินในรูปแบบเดิมที่ไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและไม่สร้างความประทับใจในระยะยาวให้กับคนในภาคเรียลเซ็กเตอร์ หรือภาคอุตสาหกรรม  

หนุนปรับเกณฑ์รายได้แวต

ส่วนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคในประเทศ  2 พรรคใหญ่ งัดเอาเรื่องของ “คนละครึ่ง” มาเป็นนโยบายชูโรงอีกครั้ง ซึ่งในมุมมองของ “สมชาย พรรัตนเจริญ” อดีตนายกสมาคมค้าส่งค้าปลีกไทย บอกว่า จากการดีเบตของนักการเมืองในระยะนี้ ทำให้เห็นนโยบายกระตุ้นการบริโภคของประชาชนอย่างหลากหลาย แต่ที่น่าสนใจ คือเรื่องนโยบายด้านภาษีและเอสเอ็มอีที่จะขยับฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จากรายได้ 1.8 ล้านบาท เป็น 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นสิ่งที่เคยมีการนำเสนอมานานกว่า 10 ปีที่แล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับราคาสินค้าที่แพงขึ้น รวมถึงแนวคิดภาษีที่ตีต้นทุน 90% และกำไร 10% เพื่อนำมาคำนวณภาษี ซึ่งช่วยให้คนรุ่นเก่าหรือกลุ่มเบบี้บูมเมอร์ที่ทำค้าขายเล็กน้อยจัดทำบัญชีได้ง่ายขึ้น เนื่องจากคนกลุ่มนี้อาจไม่มีความรู้ด้านวิทยาการบัญชีสมัยใหม่ 

ขณะเดียวกัน อยากเสนอให้รัฐบาลใหม่ไม่ว่าใครก็แล้วแต่ มีการเบรกหรือคัดกรองการลงทุนจากต่างชาติ (บีโอไอ) โดยเลือกเฉพาะอุตสาหกรรมที่ไม่สร้างปัญหากับคนในท้องถิ่น และไม่สนับสนุนโรงงานที่เข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นเพียงองค์ประกอบในการผลิตโดยที่ประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์ใดๆ รวมทั้งต้องควบคุมผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งมองว่าควรต้องมีกฎกติกาการแข่งขันที่เพิ่มความเข้มงวดกับรายใหญ่ เช่น การเก็บค่าใบอนุญาตเพิ่มเติมสำหรับร้านค้าที่เปิด 24 ชั่วโมงหรือมีสาขาจำนวนมาก (เช่น 10,000-20,000 สาขา) เพราะกลุ่มนี้ใช้ทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำที่มาจากภาษีประชาชนมากกว่าคนทั่วไป รวมไปถึงการปกป้องธุรกิจในประเทศ โดยที่รัฐบาลควรมีกฎกติกาเพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าต่างประเทศทะลักเข้ามาทำลายสินค้าในไทย เหมือนที่หลายประเทศใช้มาตรการภาษีกีดกันเพื่อปกป้องธุรกิจในประเทศตนเอง

ไม่สนับสนุนแจกเงิน70:30

ส่วนในนโยบายของบางพรรคการเมืองอย่างการแจกเงิน 70:30 หรือคนละครึ่งนั้นไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะมองว่าไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน เงินเหล่านี้สุดท้ายจะไหลกลับไปสู่กลุ่มนายทุนใหญ่ที่ครอบครองห้างสรรพสินค้า แต่วิธีที่ดี รัฐควรจัดหาสถานที่จำหน่ายสินค้าที่มีค่าเช่าถูก วันละ 20-50 บาท เพื่อช่วยลดต้นทุนให้คนยากจน แทนที่จะต้องไปเช่าที่ในห้างซึ่งมีราคาสูง หรือตลาดบางตลาดที่เอกชนบริหารขณะนี้ค่าเช่าที่เริ่มแพงขึ้นจนทำให้ชาวบ้านขายของถูกไม่ได้ นอกจากนี้ ควรส่งเสริมสินค้าท้องถิ่น  เช่น ถนนคนเดิน และส่งเสริมสินค้าที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น  โดยต้องเน้นให้คนในท้องถิ่นจริง ๆ เป็นคนขาย เพื่อสร้างอาชีพและดึงดูดนักท่องเที่ยว 

หนุนแก้หนี้ช่วยหมุนเงิน

ขณะที่นโยบายแก้หนี้ เพื่อบรรเทาภาระให้ผู้มีรายได้น้อยและภาคธุรกิจนั้น แทบทุกพรรคการเมือง ต่างหยิบยกมาเป็นไม้เด็ดในการหาเสียงไม่น้อยเช่นกัน ซึ่งนายแบงก์อย่าง “อมรเทพ จาวะลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย มองนโยบายหาเสียงเกี่ยวกับการแก้หนี้ ว่า เวลาพูดถึงการแก้หนี้ ฟังดูจะตรงกับผู้ฟัง เพราะแต่ละคนก็มีภาระหนี้ มีหนี้กันอยู่ ถ้าไปเดินตลาด อย่างมาตรการก่อนหน้า ทำไมการแจกเงินถึงไม่ช่วยให้เกิดเงินหมุนได้เร็ว ทำไมแจกเงินถ้าปกติตัวทวีคูณต้องสูง เงินต้องใช้จ่าย เศรษฐกิจต้องบูสต์ขึ้นมาหรือแม้แต่มาตรการคนละครึ่ง ใส่เงินเข้าไปเงินต้องหมุน เมื่อเทียบกับในอดีต แต่ครั้งนี้กลับมองว่าประสิทธิผลในด้านการคลังเริ่มด้อยลง ต้องไปดูว่าเพราะอะไร ปกติจะดูความเชื่อมั่น คนรับเงินไปก็ไม่กล้าใช้จ่าย เป็นโจทย์ที่ต้องมองระยะยาว 

นอกจากนี้ เรื่องหนี้ คนมีภาระหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ ปกติคนกลุ่มนี้มองด้านบวกเลือกชำระหนี้ยังดีกว่าเอาไปใช้จ่าย ซึ่งมองว่า การใช้จ่ายดีต่อระบบเพราะเกิดเงินหมุน แต่คนมีภาระหนี้ หรือเจ้าหนี้มารอไปเอาเงินก่อน เป็นโจทย์ที่ต้องมอง แม้หนี้ครัวเรือนไม่ได้ขยับ ถึงกับทรงตัวลดลง แต่หนี้ภาพรวมยังสูง 

เชื่อแฮร์คัตมีเบี้ยวหนี้

มองว่าสุดท้ายการเข้าไปแก้ระบบ การใส่มาตรการการคลัง ต้องลดหนี้ลงมา คำว่าลดหนี้ ลดหนี้คนที่มีระดับ 5-10 ล้านบาทที่ซื้อรถ อาจยังไม่จำเป็น อาจต้องแก้หนี้คนที่มีรายได้น้อย หนี้สูงชนเพดานคนกลุ่มนี้จะขาดกำลังซื้อ และมีมากในประเทศ ถ้าแก้คนกลุ่มนี้ได้ สุดท้ายเงินก็หมุนไปในระบบเศรษฐกิจ แต่การแก้หนี้ แฮร์คัต หรือซื้อหนี้มาเลย ไม่ต้องจ่าย จะทำให้เกิดมอรัลฮัดซาร์ด ซึ่งสุดท้ายผิดในระยะยาว คนกลุ่มนี้ไม่ได้เรียนรู้ คนรอมาตรการมาช่วยเหลือ ความจริงแล้วการแก้หนี้ทำได้ แต่อย่าให้เสพติดอย่ามองว่าไปช่วยกลุ่มนี้อย่างเดียว แต่ต้องสอนให้กลุ่มนี้เรียนรู้ ช่วยในบางส่วน ให้เรียนรู้และปรับตัว สุดท้ายสามารถให้กลับเข้ามาสู่ในระบบเศรษฐกิจ สามารถให้ฟื้นตัวอย่างยั่งยืนมากกว่า

“จะแฮร์คัต ลดดอกเบี้ยให้จับเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจริง ๆ ซึ่งการแฮร์คัต โดยปกติทุกวันนี้ธนาคารได้ทำอยู่แล้วมีการปรับโครงสร้างหนี้อยู่แล้ว แค่ดึงมาเป็นนโยบายหาเสียงให้เห็นภาพ”

“อมรเทพ” บอกต่อว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ระดับล่าง ทั้งการแก้หนี้ การกระตุ้นแจกเงิน ลดหย่อนภาษี เป็นแค่มาตรการระยะสั้น ให้เกิดการกระตุ้นความเชื่อมั่น และลดค่าครองชีพ แต่สิ่งที่อยากเห็นมากกว่าคือการเร่งให้เกิดลงทุนโดยตรงในประเทศ อยากให้มีมาตรการให้ชัดเจน เช่นเดียวกับเรื่องการค้า อยากให้เกิดการค้าเสรี หรือเอฟทีเอกับหลายประเทศ เพื่อส่งผลดีต่อไทยในระยะยาว

ฉาบฉวยไม่แก้เชิงลึก

อีกหนึ่งเซ็กเตอร์ที่ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง คือภาคของการท่องเที่ยว ที่ทำรายได้เข้าประเทศเกือบ 20% ของจีดีพี จึงมีความสำคัญไม่น้อยต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดย “อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์” เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ได้ร่วมสะท้อนมุมมองต่อนโยบายท่องเที่ยวของพรรคการเมืองในรอบนี้ แม้ทุกภาคส่วนพยายามนำเสนอนโยบาย แต่ในมุมมองของผู้ประกอบการมืออาชีพเห็นว่านโยบายเหล่านั้นยังไม่ตรงประเด็น โดยเฉพาะการขาดการพัฒนาในฝั่ง ซัพพลายไซด์  หรือความพร้อมในการรองรับการท่องเที่ยว เพื่อยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวและการกระจายตัวของนักท่องเที่ยว  

ปัจจุบันพรรคการเมืองส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทั่วไป เช่น สร้างถนน สร้างสนามบิน หรือการสร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยว แต่กลับละเลยเรื่องความปลอดภัย ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนใหญ่ของการท่องเที่ยวในปัจจุบัน ตลอดจนปัญหาคุณภาพการจัดการท่องเที่ยวโดยตรง ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาคเอกชนมองว่ายังไม่มีพรรคใดตอบโจทย์ในด้านนี้เลย

ตั้งเป้า..แค่ลูกเล่นการตลาด

นอกจากนี้ การตั้งเป้าหมายตัวเลขการเติบโตของการท่องเที่ยวถูกมองว่า เป็นเพียงลูกเล่นทางการตลาด ที่เน้นการนำทรัพยากรเดิมที่มีอยู่มาหมุนเวียนใช้ตามพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป แต่ขาดน้ำหนักเรื่องการสร้างความยั่งยืน ยกตัวอย่างประเทศจีนที่มีการพัฒนา ระบบโลจิสติกส์และแหล่งท่องเที่ยวในเมืองรอง ให้มีความพร้อมอย่างเต็มรูปแบบก่อนที่จะประกาศนโยบายฟรีวีซ่า ซึ่งก็มีนักท่องเที่ยวให้การตอบรับที่ดีมาก อย่างคนไทยทุกวันนี้ก็ไม่ได้ไปแค่ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ แต่เป็นเมืองอื่นอีกมาก 

ขณะที่ไทยแม้มีนโยบายสนับสนุนเมืองรอง แต่ในทางปฏิบัติยังขาดการลงรายละเอียดหลายอย่าง เช่น ข้อมูลการท่องเที่ยวเมืองรองที่เป็นภาษาต่างประเทศ ปัญหาการเดินทางโลจิสติกส์ และที่สำคัญผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในพื้นที่ยังไม่มีศักยภาพเพียงพอ
ที่จะรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาคเอกชนจึงต้องการเห็นนโยบายที่เน้นการส่งเสริมการลงทุนในเมืองรอง  มาตรการยกระดับผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่าการโฆษณาชวนเชื่อ  

แม้พรรคประชาชน พร้อมสีส้ม ที่เป็นหนึ่งในพรรคตัวเต็งที่จะได้รับคะแนนเสียงเยอะ จะมีการนำเสนอประเด็นที่ใกล้เคียงกับความต้องการของเอกชนอยู่บ้างในเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบแมนเมด แต่โดยภาพรวมก็ยังถือว่าไม่มากพอ ขณะที่พรรคใหญ่ฝ่ายรัฐบาลมักให้ความสำคัญกับนโยบายแก้ปัญหาปากท้องเป็นหลัก ส่วนโครงการขนาดใหญ่อย่างการสร้างดิสนีย์แลนด์ ที่มีการพูดถึงนั้น ในความเป็นจริงยังเป็นเรื่องที่จับต้องได้ยาก

เสียงสะท้อนเหล่านี้! คือ…บทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า “ยาแรง” ที่พรรคการเมืองพยายามป้อนให้ประชาชน ผ่านนโยบายหาเสียงนั้น อาจเป็นเพียงแค่ “ยาชา” ระงับความเจ็บปวดไว้ชั่วคราว แต่ไม่ได้รักษาแผลเรื้อรังทางเศรษฐกิจไทยให้หายขาด

ฉะนั้น!! ทุกพรรคการเมืองควรตระหนักว่า … คนไทยทั้งประเทศไม่ได้ต้องการเพียง “ตัวเลขสวยหรู” หรือการแจกแบบไม่ยั้งคิดแต่เพียงอย่างเดียว เพราะที่ผ่านมาเศรษฐกิจบอบช้ำมานานมาก หากไม่ปรับปรุงโครงสร้าง ไทยอาจต้องเผชิญกับภาวะถดถอยอยู่รั้งท้ายในอาเซียนต่อไป สวนทางกับประเทศเพื่อนบ้านที่โตก้าวกระโดดไปข้างหน้าอย่างไม่รอรี!.