เกาะเคการีหรืออีกชื่อหนึ่งว่าเกาะเฟรเซอร์ ซึ่งอยู่นอกชายฝั่งด้านตะวันออกของออสเตรเลีย ไม่เพียงได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก แต่ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับคนที่ชื่นชอบธรรมชาติ ด้วยทัศนียภาพของหาดทรายสีขาวสะอาดตาและทะเลสาบสีฟ้าใสที่ตัดกับป่าฝนอันอุดมสมบูรณ์
ชื่อของเกาะนี้ในภาษาพื้นเมืองแปลว่า “สรวงสวรรค์” แต่สำหรับครอบครัวของ ไพเพอร์ เจมส์ แบ็คแพ็คเกอร์สาวชาวแคนาดาวัย 19 ปี เกาะแห่งคือจุดเริ่มต้นแห่งโศกนาฏกรรมซึ่งกลายเป็นข่าวในระดับนานาชาติ ทั้งยังทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงความปลอดภัยในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติระดับโลกแห่งนี้
ในเช้าวันที่ 19 มกราคม 2569 ช่วงเวลาที่อาทิตย์เพิ่งแตะขอบฟ้า ไพเพอร์ ได้ตัดสินใจออกไปว่ายน้ำเพียงลำพังใกล้กับซากเรืออัปปางมาเฮโน ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญของเกาะ แต่เพียงสองชั่วโมงหลังจากนั้น ร่างที่ไร้วิญญาณของเธอถูกพบอยู่บนหาดทราย ท่ามกลางวงล้อมของ “ดิงโก” หมาป่าประจำถิ่นที่ชาวพื้นเมืองเรียกว่า “วองการี”
แม้ผลชันสูตรเบื้องต้นจะระบุว่าเธอเสียชีวิตจากการจมน้ำ แต่ร่องรอยการถูกกัดที่ปรากฏอยู่บนร่างของเธอ ซึ่งเป็นบาดแผลที่เกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังการเสียชีวิต ได้สร้างความหวาดหวั่นให้กับสาธารณชน และเกิดคำถามตามมาว่า หมาป่าดิงโกเหล่านี้มีส่วนในการทำร้ายหรือทำให้เธอตกใจจนจมน้ำหรือไม่
แม้ว่าครอบครัวของ ไพเพอร์ จะมองว่า การเสียชีวิตเพราะจมน้ำอาจเป็นคำตอบที่รับได้ง่ายกว่าการถูกสัตว์ป่ารุมทำร้าย แต่ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือ หมาป่าดิงโกบนเกาะนี้เริ่มแสดงพฤติกรรม “คุ้นชินกับมนุษย์” มากเกินไป จนนำไปสู่เหตุการณ์เผชิญหน้าที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เมื่อดูโดยผิวเผิน หมาป่าดิงโกแทบไม่ต่างจากหมาจรจัดทั่วไป แต่โดยเนื้อแท้แล้วมันมีสัญชาตญาณสัตว์ป่าอย่างเต็มเปี่ยม และมักออกล่าเหยื่อเป็นฝูง หมาป่าดิงโกเป็นสัตว์ป่าที่มีความสำคัญในระดับชาติตามกฎหมายออสเตรเลีย เนื่องจากพวกมันถูกแยกออกจากสุนัขบ้านบนแผ่นดินใหญ่มานานนับพันปี ทำให้พวกมันเป็นสายพันธุ์ที่บริสุทธิ์ที่สุดในโลก
สำหรับชนพื้นเมืองอย่างชาวบุตชุลลา ดิงโกคือสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่มีพันธะทางวัฒนธรรมกับมนุษย์อย่างลึกซึ้ง พวกเขาคัดค้านการกำจัดหมาป่าดิงโกอย่างรุนแรง และมองว่ามนุษย์ต่างหากที่รุกล้ำพื้นที่การล่าและใช้ชีวิตของพวกมัน


ความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อตัวเลขนักท่องเที่ยวพุ่งสูงถึงครึ่งล้านคนต่อปี การที่มนุษย์เข้าไปกางเต็นท์ ปรุงอาหารและทิ้งขยะบนเกาะ ได้เปลี่ยนสัญชาตญาณของดิงโกจากนักล่าผู้สันโดษ กลายเป็นสัตว์ที่มองมนุษย์เป็น “แหล่งอาหาร”
นักชีววิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “พฤติกรรมนกนางนวล” (Seagull Syndrome) หมายถึงพฤติกรรมของสัตว์ที่เกิดขึ้นเมื่อได้กินเศษอาหารจากมือคนเพียงครั้งเดียว หลังจากนั้น พวกมันจะเริ่มทวงถามและแสดงอาการก้าวร้าวเพื่อครอบครองอาหารชิ้นใหญ่กว่าเดิม
ในปัจจุบัน นักท่องเที่ยวจะได้รับ “ไม้ไล่ดิงโก” และคำแนะนำให้เดินทางเป็นกลุ่มเมื่ออยู่บนเกาะ แต่สำหรับหนุ่มสาวต่างถิ่นที่มาทำงานบนเกาะเป็นเวลานานเช่นเดียวกับ ไพเพอร์ ความคุ้นชินมักนำไปสู่ความประมาท พวกเขาเริ่มมองสัตว์ร้ายเหล่านี้ว่า “น่ารักเหมือนหมาที่บ้าน” เพราะรูปลักษณ์ของมันและละทิ้งมาตรการป้องกันเพียงเพราะคิดว่าเหตุร้ายคงไม่เกิดขึ้นกับตนเอง
โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับ ไพเพอร์ ได้เปิดแผลเก่าของคดีดังในอดีตที่เกี่ยวข้องกับดิงโก ตั้งแต่คดีของเด็กหญิงอาซาเรีย แชมเบอร์เลน ในปีค.ศ. 1980 ที่ถูกดิงโกคาบไปจากเต็นท์ ไปจนถึงเหตุการณ์เด็กชายคลินตัน เกจ ที่โดนหมาป่าดิงโกสองตัวรุมกัดจนเสียชีวิตในปีค.ศ. 2001 ซึ่งล้วนนำไปสู่การสังหารหมาป่าดิงโกจำนวนมากเพื่อลดกระแสสังคม

อย่างไรก็ตาม พ่อของไพเพอร์ เจมส์ ได้แสดงจุดยืนว่า ลูกสาวของเขาผู้รักสัตว์และยังทำงานด้านอนุรักษ์บนเกาะอยู่หลายสัปดาห์ก่อนจะเสียชีวิต ย่อมไม่ต้องการให้มีการสังหารหมาป่าดิงโกเพื่อแก้แค้นให้เธอ แต่สิ่งที่เขาต้องการเห็นคือการศึกษาและการป้องกันที่ดีกว่าเดิม เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องน่าเศร้าขึ้นอีก
การเสียชีวิตของไพเพอร์ เจมส์ ยังนำไปสู่ข้อเรียกร้องใหม่ๆ เช่น การสั่งห้ามเด็กเข้าพักในพื้นที่ที่ไม่มีรั้วกั้น การจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูผสมพันธุ์ของดิงโก และการยกระดับการให้ความรู้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้เข้มข้นกว่าเดิม เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและชาวพื้นเมืองกำลังพยายามหาจุดสมดุลระหว่างการรักษา “อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว” ที่สร้างรายได้มหาศาล กับการรักษา “ระบบนิเวศ” และความปลอดภัยของชีวิตมนุษย์
ที่มา : edition.cnn.com
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES, Facebook / Todd James



