ทั้งนี้ แต่ละพรรคการเมืองที่โดดเข้าร่วม “ศึกเลือกตั้ง 2569” ต่างก็ย่อมจะมี “นโยบายบริหารประเทศ” มาชูให้ประชาชนพิจารณา และมาถึงตอนนี้ก็ย่อมจะชูนโยบายกันอย่างเข้มข้นเต็มสูบในการหาเสียงเลือกตั้ง ขณะที่ประชาชนคนไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้น…ก็ “อาจมีไม่น้อยที่ยังลังเลนโยบาย” ของพรรคต่าง ๆ…
“เลือกตั้ง” โดย “ดูจากนโยบายพรรค”
แนวทางนี้ก็ “เป็นแนวทางสากลนิยม”
หากแต่ “ก็ต้องพินิจแก่นแท้นโยบาย?”
และเกี่ยวกับ “การใช้สิทธิเลือกตั้งโดยพิจารณาจากนโยบายบริหารประเทศของแต่ละพรรคการเมือง” นั้น ณ ที่นี้ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ก็ได้พลิกแฟ้มข้อมูลที่น่าสนใจนำมาสะท้อนต่อให้ลองพิจารณากัน โดยเป็น “ข้อมูลเชิงวิชาการ” เกี่ยวกับ “นโยบายที่ดีในการบริหารประเทศ”เป็นข้อมูลเชิงวิชาการโดย “อิงหลักทางธรรม” ของศาสนาพุทธ และก็ “อิงหลักทางโลกด้วย” ซึ่งข้อมูลเชิงวิชาการเกี่ยวกับนโยบายที่ดีที่ว่านี้แม้ว่าจะเป็นแบบหลักการกว้าง ๆ แต่ก็ “น่าพิจารณา”

ทั้งนี้ ข้อมูลที่น่าพิจารณาดังกล่าวนี้เป็นข้อมูลโดยนักวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี ที่ได้มีการนำเสนอไว้ผ่านบทความ “การกำหนดนโยบายของพรรคการเมืองไทยตามรัฐธรรมนูญพุทธศักราช 2560” ที่มีการตีพิมพ์ใน วารสาร มจร การพัฒนาสังคม ปีที่ 6 ฉบับที่ 3 กันยายน-ธันวาคม 2564
หลักใหญ่ใจความที่น่าพิจารณานั้น โดยสังเขปมีว่า…พรรคการเมืองมีความสำคัญต่อระบอบการปกครองเป็นอย่างมาก เพราะแม้แต่การปกครองระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยก็ยังจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองเช่นกัน พรรคการเมืองมีบทบาทสำคัญต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากคือสถาบันหลักที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงภาครัฐกับภาคประชาชน โดยที่… พรรคการเมืองต้องนำปัญหาหรือความต้องการของประชาชนไปแปลงเป็นนโยบายของพรรคและนำไปปฏิบัติเมื่อได้รับเลือกตั้งเข้าไปทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหาร …นี่คือ “พรรคการเมือง” ในเชิงหลักการ
ก็น่าพินิจว่าในไทยเป็นเช่นนี้แค่ไหน?
ถัดมา…ลองมาดู “นโยบายของพรรคการเมือง” ในเชิงหลักการ ซึ่งข้อมูลในแหล่งดังกล่าวข้างต้นบางช่วงบางตอนมีการระบุไว้ว่า…นโยบายของพรรคการเมืองมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางของประเทศ ซึ่ง ประเด็นหนึ่งที่น่าพินิจก็คือ… หากนโยบายของพรรคการเมืองในภาพรวมเป็นไปในลักษณะ “นโยบายประชานิยมมากเกินไป” กรณีเช่นนี้ก็ “อาจจะส่งผลกระทบต่อระบบการเงินการคลัง จนส่งผลให้ประชาชนต้องแบกภาระหนี้สาธารณะมากขึ้นเกินความจำเป็น” หรือ… “อาจจะเป็นต้นเหตุให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน”…กับประเด็นนี้ก็นับว่า“น่าพิจารณา”มาก
นี่ “พิจารณาได้จากนโยบายหาเสียง?”
ดูกันต่อในส่วนของ “สิ่งที่ควรอิงในการกำหนดนโยบายของพรรคการเมือง” ซึ่งประเด็นนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “แก่นนโยบายที่ดี” ของพรรคการเมือง ที่ “ประชาชนน่าใช้พิจารณาในการตัดสินใจกาบัตรเลือกตั้ง” โดยข้อมูลในแหล่งเดิมบางช่วงบางตอนระบุไว้ว่า… การพัฒนากลไก “การกำหนดนโยบายของพรรคการเมือง” นั้นก็ “ควรอิงหลักธรรม–ควรทำผ่านแนวทางการนำหลักอิทธิบาท 4 มาใช้” เพื่อป้องกันไม่ให้บ้านเมืองเกิดความเสียหายจากนโยบาย
หลักธรรม “อิทธิบาท 4”ที่มีการระบุไว้ว่าควรจะอิง ควรใช้กำหนดนโยบายของพรรคการเมือง เพื่อ “นำสู่นโยบายที่ดี” นั้น หลักธรรมนี้ประกอบด้วย…“ฉันทะ” มีใจรักในสิ่งที่ทำ, “วิริยะ” มีความมุ่งมั่นทุ่มเท, “จิตตะ” มีใจที่จดจ่อและรับผิดชอบ, “วิมังสา” มีการทบทวนในสิ่งที่ได้คิดได้ทำมาโดยข้อมูลในแหล่งดังกล่าวบางช่วงบางตอนชี้ไว้ว่า… หลักธรรมนี้พรรคการเมืองควรใช้เป็นแนวทางกำหนดนโยบายอย่างยิ่ง เนื่องจากหลักธรรมจะเป็นตัวควบคุม ทำให้ผู้ปฏิบัติมีจิตใจที่แนวแน่ต่อสิ่งที่ทำ จนเกิดความเชื่อที่เป็นพื้นฐานสำคัญคือ…การกำหนดนโยบายมิใช่หวังเพียงผลชนะเลือกตั้ง หากแต่จะต้องเป็น…
นโยบายเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชน
อย่างไรก็ดี นอกจากหลักการหลักธรรมแล้ว… กับ “แก่นนโยบายที่ดี” ของพรรคการเมืองนั้น ในแหล่งข้อมูลเดิมก็ยังได้ระบุเพิ่มเติมไว้ด้วยว่า… นโยบายที่ดียังควร “ต้องมีลักษณะที่ดี” ดังต่อไปนี้ด้วย คือ…1.เป็นนโยบายที่มีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ, 2.เป็นนโยบายที่เหมาะสมกับทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้, 3.เป็นนโยบายที่มีความสอดคล้องกับค่านิยมของสังคม, 4.เป็นนโยบายที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้เกี่ยวข้อง และสอดคล้องกับเป้าหมายที่กำหนดไว้ …ซึ่ง ณ ที่นี้ก็ขอเสริมลักษณะที่ดีของนโยบายที่ดีในข้อ 4. ไว้ด้วยว่า…แน่นอนว่าผู้เกี่ยวข้องที่ว่าต้องคือประชาชนโดยรวม และเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ว่าก็ต้องเป็นการพัฒนาบ้านเมือง …ซึ่งหลักทางธรรมผนวกหลักทางโลกข้างต้นนี้…น่าใช้เพื่อ “ตัดสินใจเลือกตั้ง”
พิจารณา “แก่นนโยบายที่ดี…ก็น่าคิด”
ก็ “น่าพินิจนโยบายที่หาเสียงเซ็งแซ่”
แก่นแท้ “มีแก่นนโยบายที่ดีมั้ย??”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



