ทั้งนี้ ท่ามกลางกระแสอื้ออึงจากเหตุไฟไหม้ทุ่งนา ซึ่งอาจมุ่งที่การค้นหา “คนผิด?-ใครผิด?” นั่นก็คงต้องว่ากันไปตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” อยากชวนพินิจพิจารณาคือการค้นหาว่า… “อะไรคือปัจจัยทำให้ต้องเผา?” ผ่าน “มุมวิเคราะห์ทางวิชาการ” ที่มี “ข้อสังเกต” ที่น่าสนใจ…

นี่ “อาจจะสะท้อนอีกมุมของปัญหา”

หรือ “อาจเป็นอีกคำตอบของปุจฉา”

โดยที่ “เผาอาจเชื่อมโยงเรื่องน้ำ??”

รศ.ดร.กอบเกียรติ ผ่องพุฒิ

เกี่ยวกับ“ข้อสังเกตน่าสนใจที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อ ณ ที่นี้มาจาก รศ.ดร.กอบเกียรติ ผ่องพุฒิ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ ที่มีการออกมาให้ข้อมูลผ่าน เฟซบุ๊ก “กอบเกียรติ ผ่องพุฒิ” เพื่อให้ความรู้วิชาการแก่สังคมไทยเป็นระยะ ๆ ซึ่งทางอาจารย์กอบเกียรตินั้นได้สะท้อนมุมมองต่อกรณี เหตุการณ์เผาทุ่งนา จ.นครนายก ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า… ก่อนอื่นต้องมองบริบทของ พื้นที่ปากพลี จ.นครนายก เสียก่อน โดยพื้นที่นี้เป็น “นาข้าวน้ำลึก” ซึ่งสายพันธุ์ข้าวที่ปลูกบริเวณนี้ เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วจะหลงเหลือตอซังที่ทั้งยาวและสูง กับมีความเหนียว ทำให้ควบคุมไฟลำบากเมื่อเกิดการเผาและเกิดไฟลาม ซึ่งด้วยคุณสมบัติของตอซังของข้าวที่เป็นเช่นนี้ จึงส่งผลทำให้ “ขั้นตอนจัดการตอซังต่างจากนาทั่วไป”

ด้วย “ความต่างเชิงพื้นที่” ดังกล่าว ส่งผลให้การจัดการตอซังข้าวของพื้นที่นาแถบนี้ยากกว่า และต่างจากพื้นที่อื่น ๆ ทำให้การจัดการตอซังของเกษตรกรพื้นที่นี้จึงมี “ขั้นตอนที่ซับซ้อนกว่า” ซึ่งจะมีอยู่ 2 แพตเทิร์นที่สำคัญ ได้แก่… แพตเทิร์น A คือ “แห้งก่อนเผารับน้ำเตรียมแปลง” โดยหลังเก็บเกี่ยวเกษตรกรจะปล่อยให้แปลงแห้งก่อน จากนั้นจึงจะ เผาเพื่อเคลียร์ตอซังหรือฟางเพื่อให้เครื่องจักรลงง่าย แล้ว หลังจากนั้นก็จะรับน้ำตามรอบเวรเพื่อทำเทือก ไถพรวน หรือคราด เพื่อเตรียมแปลงปลูกต่อ โดยถ้าเป็นตามแพตเทิร์นนี้ เมื่อเผาตอซังแล้วจะทำให้เกิดควันพุ่ง เพราะไฟติดง่ายมากเมื่อแห้ง…

แพตเทิร์น B คือ รับน้ำก่อน (ให้ดินทำงานได้)-จัดการตอซังแบบไม่เผาหรือเผาน้อยเตรียมแปลง” โดยเมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จเกษตรกร จะรับน้ำเข้าพื้นที่ระดับหนึ่งเพื่อให้ดินอ่อน โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เครื่องจักรทำงานหรือทำเทือกได้ จากนั้นจะจัดการตอซังด้วยการ “ไถกลบ” หรือการ “ย่ำฟางหมักฟาง” ต่ออีกราว 10-15 วัน จึงจะเริ่มเตรียมแปลงปลูกต่อ โดยหากเป็นแพตเทิร์นนี้ “เมื่อเผาควันจะน้อยลง”แต่ต้องมีเครื่องจักร มีต้นทุน และใช้เวลา …นี่เป็น 2 วิธี “จัดการตอซังข้าว”

และจาก 2 แพตเทิร์นที่มีการฉายภาพมานี้ ก็ชี้ให้เห็นว่า…ในขั้นตอนจัดการตอซังเพื่อเตรียมแปลงปลูก “น้ำมีบทบาทมาก” กับชีวิตชาวนา โดยเฉพาะใน 2 บริบท คือ 1.น้ำช่วยทำให้เครื่องจักรทำงาน หรือทำเทือกได้ ที่ช่วยให้การไถกลบทำได้จริง และ 2.น้ำตามรอบเวร หรือน้ำตามแผนชลประทาน ซึ่งโดยระบบของกรมชลประทานจะมีการวางแผนบริหารน้ำรายฤดูกาล-รายปีเป็นกรอบใหญ่ ดังนั้น การเลือก “วิธีจัดการตอซัง” ของเกษตรกร จะใช้แพตเทิร์น A หรือ B จึง “ขึ้นอยู่กับว่าจะรับน้ำหลังหรือก่อน??” …ทางผู้เชี่ยวชาญชี้ไว้ถึง “บทบาทของน้ำ” ที่มีความ “เกี่ยวพันเชื่อมโยงกับการเผา”

ถ้าส่วนใหญ่เลือกแพตเทิร์น A คือแห้งแล้วก็เผา กรณีนี้ปัจจัยลม สภาพอากาศ หรือ Air timing จะสำคัญมาก เพราะวันที่อากาศปิด ควันจะค้าง และเสี่ยงไฟลามสูง ถ้าขยับไปเป็นแพตเทิร์น B คือรับน้ำแล้วไถกลบด้วยเครื่องจักร ปัญหาเรื่องการเผาและควันจะน้อยลง แต่ก็ต้องคุยเรื่องน้ำเพื่อเตรียมแปลง เครื่องมือ กรอบระยะเวลา ให้เป็นแพ็กเดียวพร้อมกัน” …นี่เป็น “ข้อเสนอ” เพื่อลดผลกระทบจากการเผา ควบคู่กับลดผลกระทบให้แก่เกษตรกร

รศ.ดร.กอบเกียรติ ยังชี้อีกถึงประเด็นสำคัญที่อาจเป็น “ส่วนหนึ่งของปัญหา” ว่า… ส่วนตัวมองว่า ปัญหาการเผาและฝุ่น PM2.5 เป็นผลจากโครงสร้างเวลา และการจัดการที่แยกส่วนจึงไม่ควรโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นอย่างไม่สร้างความขัดแย้ง ไม่ผลักภาระให้ใครฝ่ายเดียว จำเป็นต้องบูรณาการให้ทุกระบบสอดคล้องกัน ตั้งแต่ระบบการบริหารน้ำ การจัดการเวลาเกษตร การพยากรณ์อากาศ ซึ่งข้อมูลภาคสนามหลายชิ้นพบว่า ชาวนาไม่ได้เผาเพราะอยากเผาแต่เผาเพราะมีกรอบเวลาบีบอยู่ โดย “กรอบเวลาสำคัญ” ก็คือ “วันน้ำ” ซึ่งเป็น วันที่น้ำชลประทานจะมา

ก่อนจะถึงวันน้ำเกษตรกรต้องมีเวลาเคลียร์ตอซังหรือฟางเพื่อเตรียมแปลงให้ทันรอบส่งน้ำ ถ้าน้ำมาแล้วยังจัดการไม่หมด เท่ากับเตรียมแปลงไม่ทัน หรือเสียฤดูเพาะปลูกรอบนั้นไป ซึ่งจากข้อมูลนี้วันเผาจึงถูกล็อกโดยวันน้ำ ทำให้การเผาจึงเป็นผลของข้อจำกัดเชิงระบบไม่ใช่ความสมัครใจ ซึ่งไม่ใช่สาเหตุเดี่ยวของฝุ่นแต่ก็ยังเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ”

แล้วทำไมกรอบเวลารอบส่งน้ำต้องบีบแบบนั้น?… สำหรับปุจฉาเรื่องนี้ รศ.ดร.กอบเกียรติ อธิบายว่า… ถ้าตอบแบบเป็นธรรมกับชลประทาน ก็ต้องบอกว่า… แผนส่งน้ำ” ที่มีใช้งานอยู่ยังมีลักษณะ “แข็งตึงไม่ยืดหยุ่น”เพราะไม่ได้เกิดจากคน แต่ “เกิดจากแรงบีบหลายชั้นที่ซ้อนกันอยู่” ทำให้ “กรอบเวลาน้ำจึงมีบทบาทกับกรอบเวลาเผา”ของเกษตรกร??…

มีแรงบีบหลายชั้น” โดย “ซ้อนกันอยู่”

มีอะไรบ้าง?”และ “ยืดหยุ่นได้ไหม?”

มาดูตัวอย่างดูคำตอบตอนต่อไป

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์