อย่างไรก็ตาม การ “ประยุกต์–ดัดแปลง” นำเครื่องแต่งกายไทยดั้งเดิมมาผสมผสานกับเครื่องแต่งกายสากลนั้น ที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ หรือไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้น โดยที่ผ่านมาก็เคยมีการนำ “ผ้าไทย–เครื่องแต่งกายไทยเดิม” มาผสมผสานกับ “ชุดสากล–เสื้อผ้าสมัยใหม่” ในลักษณะเช่นนี้…
ที่ผ่านมาก็เคยมีเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ…
มีทั้งที่ “ทำแล้วปัง” และ “ทำแล้วแป้ก”

รศ.ดร.กิตติกรณ์ นพอุดมพันธุ์
กับ “เทรนด์แต่งตัวผสมผสาน…ไทยดั้งเดิมบวกสากล” อย่างที่เพิ่งจะทำให้เกิดเป็น “ไวรัลฮิต” คือเทรนด์“ห่มสไบใส่ยีนส์”นั้น ได้เกิดกระแสทำตามโดยคนดังคนมีชื่อเสียงหลากหลายวงการ ซึ่งพากันแต่งตัวด้วยลุค-คอนเซปต์ดังกล่าว และก็แพร่หลายถึงขั้นมีการประกวดหรือชาเลนจ์ชิงเงินรางวัลการแต่งตัวด้วยไอเดียนี้ ในด้านหนึ่ง…เทรนด์แต่งตัวผสมผสานดังกล่าว ทำให้เกิดกระแสคึกคักทั้งวงการแฟชั่นทั่วไป–ทั้งวงการชุดไทย อย่างไรก็ตาม ในอีกด้าน…ก็มีบางคนที่รู้สึกกังวลกับการนำ “ชุดไทย–เครื่องแต่งกายไทย” มาดัดแปลงสวมใส่กับ“ชุดสมัยใหม่–เครื่องแต่งกายยุคใหม่” มีบางคนกังวลว่า…
“มิกซ์ แอนด์ แมตช์” ในลักษณะนี้…
“อัตลักษณ์ชุดไทยเสียหายหรือไม่??”
ทั้งนี้ กับการวิเคราะห์ปรากฏการณ์เทรนด์แต่งตัวที่เกิดขึ้นดังกล่าว หรือ “เทรนด์ห่มสไบใส่ยีนส์” นั้น เรื่องนี้ก็มีมุมมองที่น่าสนใจจากนักวิชาการด้านศิลปะและแฟชั่น นั่นคือ รศ.ดร.กิตติกรณ์ นพอุดมพันธุ์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ที่ได้สะท้อนมุมมองกับทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” เกี่ยวกับเทรนด์และกระแสฮิตที่เกิดขึ้น โดยระบุว่า… จากกระแส “ห่มสไบใส่ยีนส์”ที่เกิดขึ้นและกลายเป็นไวรัลฮิตนั้น กรณีนี้อาจจะทำให้บางคนรู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกไม่สบายใจเกี่ยวกับเทรนด์นี้ หรือบ้างก็อาจจะตั้งคำถามถึงความ “เหมาะสม?-ไม่เหมาะสม?” ของคอนเซปต์ดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองส่วนตัวต่อเรื่องนี้ มองว่า… ปรากฏการณ์ดังกล่าว เป็นเรื่องของ“ความนิยมตามช่วงเวลา” หรือ “Fast Culture” ที่อาจจะมาไว–ไปไว เช่นเดียวกับกระแสแฟชั่นหลายกระแสในอดีต ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องผิดหรือเป็นเรื่องที่ต้องตำหนิ หรือไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงเกินไป แต่ควรมองเป็นเรื่องดีที่ทำให้วัฒนธรรมมีความสนุกมากขึ้น…
ทำให้วัฒนธรรมที่นิ่ง ๆ มีชีวิตชีวาขึ้น
เป็นการเปิดพื้นที่ทดลองอะไรใหม่ ๆ

รศ.ดร.กิตติกรณ์ ให้ความเห็นประเด็นนี้ผ่านทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” เพิ่มเติมว่า… ถ้ามองเป็นเรื่องปกติธรรมดาของกระแสวัฒนธรรม และกระแสแฟชั่น ก็จะทำให้ไม่ต้องไปกังวลอะไรมากกับเรื่องนี้ เพราะถ้ามองในแง่ดี เทรนด์ฮิตนี้ช่วยทำให้วัฒนธรรมมีความสนุกสนานมากขึ้น กับทำให้วัฒนธรรมที่อาจจะเงียบ ๆ กลับมามีความคึกคักมากขึ้น อีกทั้งในแง่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เรื่องนี้ยังอาจช่วยเปิดพื้นที่ทดลองใหม่ ๆ ให้คนรุ่นใหม่ ๆ ได้ลองหาไอเดีย แนวคิดใหม่ ๆ เพื่อต่อยอดวัฒนธรรมดั้งเดิมให้มีความร่วมสมัยเพิ่มขึ้น ส่งผลให้แฟชั่นดั้งเดิมกลับมามีชีวิต อีกทั้งทำให้ของเก่าของดั้งเดิมในอดีตสามารถถูกนำกลับมาใช้ได้จริง ๆ ในยุคปัจจุบัน ในวิถีชีวิตประจำวันของคนรุ่นใหม่ ๆ …นักวิชาการท่านเดิมระบุถึง “ข้อดี” เทรนด์นี้
ส่วนที่มีคนห่วงว่า… นำชุดไทยมาดัดแปลงเข้ากับชุดสมัยใหม่จะ ลดทอนคุณค่าหรืออัตลักษณ์ดั้งเดิมหรือไม่? ทาง รศ.ดร.กิตติกรณ์ ระบุว่า… ชุดไทยประจำชาติเป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับร่วมกันในสังคม โดยผ่านทั้งกาลเวลาและการใช้งานในบริบทที่เหมาะสม ทำให้ชุดไทยไม่หายไป ซึ่งยิ่งคนรุ่นใหม่ ๆ นำชุดไทยดั้งเดิมจากอดีตมาต่อยอดสร้างสรรค์ จนสามารถนำกลับมาใช้งานได้ในปัจจุบัน กรณีนี้จะยิ่งเป็นเรื่องดี เพราะ สิ่งใดที่ยังคงความงาม ที่ยังคงใช้งานได้ และยังสอดคล้องกับวิถีชีวิตคนยุคปัจจุบันได้ สิ่งนั้นจะกลายเป็น “Classic Culture” ที่ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลาหรือตามยุคสมัย
นักวิชาการท่านเดิมยังสะท้อนอีกว่า… กระแส “ห่มสไบใส่ยีนส์” ที่เกิดขึ้นนั้น อาจเป็นเพียงแค่ช่วงเวลาหนึ่งของการทดลองเชิงความคิดสร้างสรรค์ ที่สะท้อนความพยายามของคนรุ่นใหม่ ๆ ในการเชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน และในเมื่อเป็นเรื่องใหม่ เป็นแนวคิดใหม่ ๆ จึงปฏิเสธการถูกตั้งคำถามไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ก็อยากย้ำกับสังคมว่า… ไม่ควรกังวลหรือกลัวจนเกินไปจากเรื่องนี้ วัฒนธรรมไทยไม่ได้อยู่ในสภาวะเปราะบางถึงขั้นนั้น ศิลปวัฒนธรรมไทยไม่ได้เปราะบางขนาดนั้น ซึ่ง การนำสไบมาสวมคู่กับยีนส์ เป็นเพียงการทดลองของคนเจเนอเรชันใหม่ ที่ต้องการประยุกต์วัฒนธรรม ในแบบของตนเอง
“ถ้าวันหนึ่งแนวคิดนี้พัฒนาเป็นวัฒนธรรมหลัก ก็เป็นสิ่งที่สังคมควรเปิดพื้นที่ให้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เพราะวัฒนธรรมไม่ควรถูกปล่อยให้ตาย ดังนั้นจึงไม่ควรกลัวการทดลองอะไรใหม่ ๆ ผู้ใหญ่ก็ไม่ควรหวงวัฒนธรรมมากจนเกินไป เพราะการทดลองอาจนำสู่นวัตกรรมหรือวัฒนธรรมใหม่ในอนาคต”…ทาง รศ.ดร.กิตติกรณ์ ทิ้งท้ายไว้
ก็รอดูแฟชั่น–เทรนด์ “ห่มสไบใส่ยีนส์”
จะแค่ “Fast Culture”ที่มาไว–ไปไว??
หรือ “Classic Culture”อยู่อีกยาว??.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



